หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
สรุปเสวนาสาธารณะคนย่านเก่าเมืองกรุงเทพฯ ครั้งที่ ๖ “ย่านเก่า ปัจจุบันและอนาคต รำพึง รำพัน โดยคนบางลำพู”
บทความโดย จารุวรรณ ด้วงคำจันทร์
เรียบเรียงเมื่อ 6 พ.ค. 2559, 21:24 น.
เข้าชมแล้ว 2914 ครั้ง

การเสวนาที่ลานบ้านป้อมมหากาฬ

 

เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๙ มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ จัดเวทีเสวนาสาธารณะเรื่อง “ย่านเก่า ปัจจุบันและอนาคต รำพึง รำพัน โดยคนบางลำพู” ณ ลานบ้านป้อมมหากาฬ การเสวนาครั้งนี้เป็นไปในลักษณะประวัติศาสตร์การบอกเล่าที่มาจากประสบการณ์ชีวิตจริง ของผู้คนในชุมชน โดยมีทั้งคนรุ่นเก่า อย่าง คุณอรศรี ศิลปี เจ้าของร้านเสื้อเชิ้ต “นพรัตน์” ร้านดังแห่งย่านบางลำพู และคุณสิทธิชัย ผลหิตตานนท์ ประธานประชาคมฟื้นฟูวัฒนธรรมย่านบางลำพู และอุปนายกสโมสรไลออนส์พระนคร และตัวแทนของคนรุ่นใหม่โดยมีคุณปานทิพย์ ลิกขะไชย หัวหน้าชมรมเกสรลำพู เป็นผู้ร่วมเสวนา

 

“บางลำพู” ศูนย์กลางทางการค้าที่มีความคึกคักของคนเมืองกรุงเมื่อครั้งอดีต เป็นดินแดนแห่งความทันสมัย และจุดนัดพบของ ชาวพระนครทั้งวัยรุ่นไปจนถึงผู้เฒ่าผู้แก่ เนื่องมาจากมีศูนย์รวมของสินค้าทันสมัย อาหารการกินหรือแม้แต่เสื้อผ้าแฟชั่นอันหลากหลายและมีทั้งพ่อค้าจีน-ไทย

               

นอกจากบรรยากาศของการค้าที่คึกคักแล้วคุณอรศรี ศิลปีหรือป้านิด ผู้ที่ถือว่าเป็นคนเก่าแก่ดั้งเดิมของย่านบางลำพูได้เล่าว่า บางลำพูเป็นศูนย์รวมของศิลปะการแสดงต่างๆไม่ว่าจะเป็นวิกลิเกชื่อดังอย่างลิเกคณะหอมหวล หรือแม้แต่การละคร การดนตรีที่ถือว่าคนดนตรี “บ้านบางลำพู” นั้นเป็นที่รู้จักและเลื่องชื่อไปทั่วพระนคร พร้อมทั้งยังมีฝีมือเป็นที่ยอมรับกันไปทั่ว และมีตระกูลของศิลปิน ที่คนดนตรีไทยทั้งประเทศทราบกันดีในชื่อ “ดุริยประณีต”

               

ในระยะต่อมาเมื่อเป็นที่รู้จักและเป็นจุดศูนย์กลางทางเศรษฐกิจแล้วนั้น บางลำพูจึงเป็นพื้นที่ที่มีผู้คนมากหน้าหลายตา เข้ามาพักอาศัยและทำมาหากิน มีการเกิดขึ้นของกลุ่มคน พบความหลากหลายทางเชื้อชาติวัฒนธรรม และวิถีชีวิต แต่ในขณะเดียวกันนั้นเองความหลากหลายดังกล่าวกลายเป็นเสน่ห์ของย่านบางลำพู ที่ทำให้บางลำพูนั้นมีความแตกต่างจากพื้นที่อื่นๆ

               

ตลาดยอดเป็นตลาดที่มีความคึกคักของผู้คน มีอาหารการกินมากมายและขายกันได้ตลอดทั้งวันทั้งคืนใกล้กับตลาดยอดนั้นเป็นตลาดผลไม้ ที่มีการนำผลไม้เข้ามาจากบางยี่ขัน โดยชาวบ้านเรียกกันว่า “ตลาดทุเรียน” เพราะมีการค้าส่งค้าปลีกทุเรียนมากมายเป็น ผลไม้หลัก

               

เพราะบริเวณบางลำพูคับคั่งไปด้วยผู้คนและครึกครื้นไปด้วยบรรยากาศของการจับจ่ายใช้สอย และการสัญจรไปมาของผู้คน คุณสิทธิชัย ผลหิตตานนท์ ผู้ประกอบการร้านค้าตั้งแต่สมัยรุ่นพ่อมองว่าสิ่งต่างๆ ที่ตลาดย่านบางลำพูมีส่งผลทำให้ย่านนี้เป็นทำเลทองที่ผู้คนจากหลากหลายที่อพยพโยกย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐาน

               

ต่อมาด้วยการเป็นทำเลที่ตั้งซึ่งใกล้กับพระบรมมหาราชวังและย่านสำคัญอื่นๆ ในย่านเมืองเก่าทำให้ผู้ค้าขายบางส่วนเห็นว่าการเข้ามาของนักท่องเที่ยวนั้นที่พักอาศัยก็เป็นหนึ่งในการสร้างรายได้ไม่น้อย จึงมีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่อยู่อาศัยเดิมให้เป็นห้องพักของนักท่องเที่ยวที่เรียกกันว่า “เกสต์เฮาส์”

               

จนถึงปัจจุบันเกสต์เฮาส์มีเป็นจำนวนมาก และขยายตัวและได้เข้าไปถึงภายในชุมชนทุกตรอกซอกซอยในนามโฮสเทลและที่พัก ในลักษณะการแบ่งห้องพักให้เช่าราคาถูก พร้อมด้วยเกิดนักลงทุนหน้าใหม่มากมายที่เข้ามาลงทุนในพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อวิถีชาวชุมชนเดิม บางส่วนเองก็ได้โยกย้ายออกไปอยู่ที่อื่น ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา แต่ปัจจัยสำคัญพบว่าสภาพแวดล้อมที่แออัดและค่าครองชีพสูง ตลอดจนการหมดสัญญาหรือการไล่รื้อเป็นปัจจัยที่ทำให้ไม่สามารถอยู่ในพื้นที่ได้

 

ปัญหาของคนย่านเก่า

การเกิดนักลงทุนหน้าใหม่เข้ามาในพื้นที่แน่นอนว่าสำนึกรักและการหวงแหนในพื้นที่ย่อมมีไม่เท่าคนเก่าดั้งเดิมเพราะการเข้ามาของผู้คนหน้าใหม่นั้นเพียงเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ หาได้มีความผูกพันเฉกเช่นเดียวกับคนท้องถิ่นไม่ ฉะนั้นการลงทุนย่อมต้องการผลกำไรตอบแทนที่คุ้มค่า จึงไม่ได้ตระหนักถึงผลกระทบที่มีต่อชุมชนเมืองเก่าสักเท่าใด เราจึงพบร้านอาหาร ผับ บาร์ต่างๆ มากมายในบริเวณบางลำพู

               

นักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากได้แห่กันมาพักในละแวกบางลำพู โดยเฉพาะบริเวณถนนข้าวสารที่คับคั่งไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติจนพบคนไทยน้อยมากที่อยู่ในบริเวณนั้น แน่นอนว่าการเข้ามาของนักท่องเที่ยวถือว่าเป็นผลดีในทางเศรษฐกิจแต่ในขณะเดียวกันการที่มีนักลงทุนหน้าใหม่ที่เข้ามาแสวงหากำไรจากการท่องเที่ยว โดยมีการทำบ้านเก่าเป็นห้องพักเพื่อที่จะรองรับนักท่องเที่ยว ที่เรียกกันว่า “เกสต์เฮาส์” ปัจจุบันนี้จำนวนเกสต์เฮาส์ในย่านบางลำพูและพื้นที่ ใกล้เคียงมากล้นจนแทบนับกันไม่ไหว แย่ไปกว่านั้นคือ ร้านอาหาร ผับ บาร์ ที่มีอยู่ทุกย่อมหญ้า ไม่เว้นแม้ตามซอกซอย ปากคลอง บางลำพู ความเมามายที่เกิดขึ้นไปกันไม่ได้เลยกับบริเวณชุมชนย่านมัสยิดเก่าแก่ของกรุงเทพฯ หรือวัดสำคัญ และแม้แต่ชีวิตของชาวบางลำพูที่ต้องรองรับสิ่งเหล่านี้

แม้ภาพความคึกคักของบางลำพูจากอดีตจนถึงปัจจุบันที่ยังมีการจับจ่ายใช้สอยของผู้เข้ามาเยือนกันอยู่ แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นคือวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวท้องถิ่นค่อยๆ จืดจางไป สิ่งที่เลื่องชื่ออยู่ทุกวันนี้คงมีแต่ภาพการท่องเที่ยวแสง สี เสียง ของนักท่องราตรีและผู้คนต่างชาติที่อาจจะทราบหรือไม่ทราบวัฒนธรรมของคนไทยก็ตาม

 

         

      โฮสเทลที่เกิดขึ้นมากมายรอบๆ ย่านบางลำพู

 

แต่ในมุมมองของนักธุรกิจและพ่อค้ากลับมองว่าการเข้ามาของนักท่องเที่ยวถือเป็นผลดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะการท่องเที่ยวคือการทำให้เศรษฐกิจนั้นเติบโต บ้านเมืองต้องมีการเปลี่ยนแปลงตามโลกาภิวัตน์แต่ทว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ทำให้วิถีชีวิต สังคม และวัฒนธรรมของคนพื้นเมืองเปลี่ยนไปจนไม่หลงเหลืออยู่แล้วนั้น ต่อไปธุรกิจการท่องเที่ยวของย่านบางลำพูจะต้องมีต่อไปอย่างไร นักท่องเที่ยวที่ตั้งใจเข้ามาชมวิถีชีวิตของผู้คนดั้งเดิมคงต้องผิดหวัง เพราะการท่องเที่ยวดังกล่าวไม่ตอบโจทย์ ทางออกที่ดีที่จะทำให้ทั้งวิถีชีวิตของผู้คนและธุรกิจการท่องเที่ยวอยู่ด้วยกันต่อไปได้นั้นคือ ควรต้องให้การสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ควบคุมสถานที่อโคจรที่เสี่ยงในการทำลายชีวิตวัฒนธรรมของคนท้องถิ่น และทำตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดีให้กับผู้มาเยือน

               

อีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อชาวบางลำพูคือ “นโยบายของรัฐ” ที่ต้องการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยเฉพาะในบริเวณตรอกข้าวสารในฤดูกาลสงกรานต์โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบทางชีวิตวัฒนธรรมของคนท้องถิ่นบางลำพูและคนไทยทุกศาสนิก จากความคิดเห็นของผู้ร่วมฟังเสวนาบางท่านซึ่งเป็นผู้อยู่อาศัยในพื้นที่มีความเห็นว่าไม่เหมาะไม่ควรที่ชาวต่างชาติมีพฤติกรรมล่อแหลมในการเล่นน้ำสงกรานต์ ถือเป็นการทำลายวัฒนธรรมที่ดีงามพร้อมมีการเสนอให้รัฐมีการจัดระเบียบควบคุมและทำความเข้าใจกับนักท่องเที่ยวในเรื่องประเพณี วัฒนธรรมให้ดีกว่านี้

 

นอกจากนั้นรัฐเองต้องการจัดระเบียบสังคมโดยเฉพาะเรื่องของเส้นทางการคมนาคม พยายามผลักดันการท่องเที่ยวแนวใหม่โดยการใช้จักรยาน แต่กลับพบว่าชาวชุมชนที่ต้องเปิดพื้นที่ค้าขายมีความเดือดร้อนเนื่องมาจากไม่สามารถค้าขายได้ตามปกติ กำไรลดลง เพราะลูกค้านั้นไม่สามารถจอดรถหน้าร้านได้ และข้อสำคัญคือต้องการให้รัฐจัดทำประชาพิจารณ์เพื่อรับทราบปัญหาของประชาชนและความคิดเห็น ตลอดจนข้อเสนอแนะของพื้นที่ซึ่งจะทำให้เกิดผลประโยชน์ทุกฝ่ายแบบเสมอภาค ไม่ต้องให้เพียงชาวชุมชนรับผิดชอบแต่ฝ่ายเดียว ก่อนจะประกาศกฎระเบียบเพื่อบังคับใช้และมีการทำข้อตกลงร่วมกัน

 

เมล็ดพันธุ์ใหม่แห่งย่านบางลำพู

ปัจจุบันย่านบางลำพูนั้นมีกลุ่มเด็กและเยาวชนที่ค่อนข้างจะเข้มแข็งถือได้ว่าเป็นกลไกรุ่นใหม่ที่สำคัญที่ช่วยเพิ่มสีสัน มีศักยภาพมากพอที่แสดงความเข้มแข็งเหล่านั้นให้ผู้ใหญ่เห็นว่าเด็กรุ่นใหม่ต้องการสังคมที่น่าอยู่ ต้องการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของชุมชน และเข้าใจสภาพความเป็นอยู่ของชุมชนแบบดั้งเดิม มีการร่วมกันลงพื้นที่ศึกษาและทำวิจัยกันเอง เข้าใจความหลากหลายของกลุ่มคนที่อาศัยจึงเกิดการรวมกลุ่มของคนรุ่นใหม่ขึ้นมา

 

คุณปานทิพย์  ลิกขะไชย หรือน้องต้า ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการขับเคลื่อนกิจกรรมอาสานี้ไปพร้อมๆกับเด็กในชุมชนที่มีเป้าหมายเดียวกัน โดยจะคอยจัดพื้นที่สร้างสรรค์ในวันสำคัญประจำปีต่างๆที่สวนสันติชัยปราการเป็นหลัก กิจกรรมส่วนใหญ่จะเป็นการแสดงเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมของพื้นที่และตามความถนัดของผู้ร่วมกิจกรรม

               

การทำกิจกรรมของกลุ่มคนเหล่านี้เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ที่เด็กๆ คิดกันขึ้นมาเองตามกำลังของตนเองที่จะสามารถสร้างสรรค์กิจกรรมขึ้นมาได้ จนกระทั่งพวกเขาเหล่านั้นสามารถเปล่งแสงของความเป็นเด็กตัวเล็กๆ ให้ผู้ใหญ่เห็นและมีผู้ที่เข้ามาร่วมสนับสนุนมากขึ้นในเวลาต่อมา

 

สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดภาพของความเป็นชุมชนที่เข้มแข็งโดยผ่านกิจกรรมดีๆ แบบเด็กๆ

                 

การเคลื่อนไหวของกลุ่มเกสรบางลำพูนี้เองช่วยให้ผู้ใหญ่ได้ตระหนักถึงความรักษ์ความหวงแหนพื้นที่ชุมชนเดิม น้องต้ากล่าวเพิ่มเติมถึงปัญหาและข้อจำกัดภายในว่า เมื่อเวลาผ่านไป หลายคนก็มีภาระงานที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้การรวมกลุ่มค่อนข้างจะลำบาก แต่ก็ยังมีเด็กรุ่นใหม่ที่ให้ความสนใจขึ้นมาแทนที่อยู่เรื่อยๆ เป็นรุ่นๆ สืบต่อไป

               

จะเห็นได้ว่าจากอดีตจวบจนถึงปัจจุบัน “ย่านบางลำพู” นั้นถือเป็นย่านการค้าที่สำคัญมาโดยตลอด จากย่านการค้าและศูนย์รวมวิถีชีวิตและวัฒนธรรมกลายมาเป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบที่รัฐเองพยายามสนับสนุนให้คนต่างชาตินั้นเข้ามาท่องเที่ยว จับจ่ายใช้สอย กิจกรรมมากมายเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่ใน บางครั้งสิ่งที่นักท่องเที่ยวต้องการอาจจะไม่ใช่เพียงร้านอาหารดีๆ ที่พักทันสมัย ผับบาร์ร้านอาหารอึกทึกและแบบนั่งแช่ทั้งวันตามที่ หลายฝ่ายเข้าใจ แต่กลับต้องการชมวิถีชีวิตของผู้คนท้องถิ่นจริงๆ ก็เป็นได้

 

สิ่งที่ควรตระหนักมากคือสนับสนุนการท่องเที่ยวในเชิงอนุรักษ์น่าจะมีประโยชน์กับทุกฝ่าย  เพราะอยู่ในย่านเก่าที่ควรเห็นทั้งวิถีชีวิตแบบของจริงในท้องถิ่น และแ บบที่ทันตามยุคสมัย นักท่องเที่ยวก็จะได้เห็นวิถีชีวิตของคนไทยที่แท้จริง และคนในชุมชนเองก็สามารถอาศัยในพื้นที่เดิมได้อย่างสงบสุข  และสภาพของชุมชนบางลำพูก็จะไม่ใช่เพียงตำนานที่ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ลูกหลานฟังเท่านั้น

 

จารุวรรณ ด้วงคำจันทร์ :  นิสิตฝึกงาน  คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์   มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

กิจกรรมเสวนาสาธารณะ : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ  วิริยะพันธุ์ ฉ.๑๐๙ (ม.ค.-มี.ค.๒๕๕๙)

 

อัพเดทล่าสุด 28 ก.ค. 2559, 21:24 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.