หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
สรุปเสวนาสาธารณะ ครั้งที่ ๗ เรื่อง "สำรวจลมหายและการท่องเที่ยวบ้านบาตร"
บทความโดย ชฎาภรณ์ แก้วแสนทิพย์
เรียบเรียงเมื่อ 6 พ.ค. 2559, 17:04 น.
เข้าชมแล้ว 460 ครั้ง

 

การเสวนาที่ลานบ้านป้อมมหากาฬ

 

วันอาทิตย์ที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙  มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์  ร่วมกับชุมชนป้อมมหากาฬและชุมชนบ้านบาตร จัดเสวนาเรื่อง “สำรวจลมหายใจและการท่องเที่ยวบ้านบาตร”   โดยเชิญ คุณกฤษณา แสงไชย ชาวบ้านบาตร,  คุณปราณี  สุทดิศ  ชาวบ้านบาตร,  คุณสรินยา สุทดิศ  จิตอาสาชุมชนชาวบ้านบาตร และคุณศานนท์ หวังสร้างบุญ ท่องเที่ยวชุมชนแบบคนรุ่นใหม่ โดยมี คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ  เจ้าหน้าที่จากมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ เป็นผู้ดำเนินรายการ

 

สิ่งที่น่าสนใจของงานนี้นอกจากจะมีการร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดวิถีชีวิตของชุมชนบ้านบาตร หัตถกรรมการทำบาตรที่กำลังโรยราและกระแสการท่องเที่ยวในปัจจุบันแล้ว ยังมีรำวงของชุมชนบ้านบาตรมาแสดงเปิดงานและเพื่อเรียกผู้คนให้เข้ามาร่วมฟังการเสวนาอีกด้วย รำวงบ้านบาตรเกิดจากการรวมกลุ่มของคนในชุมชนและเป็นชุมชนเดียวในย่านเก่ากรุงเทพฯ ที่มีเพลงรำวงเป็นของ ตัวเองที่สืบเนื่องมาจากวงรำวงยามยากของคนในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒

 

เพลงรำวงบ้านบาตรส่วนใหญ่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรัก การเกี้ยวพาราสีระหว่างหญิงชายแสดงวิถีชีวิตของผู้คนในยุคกว่า ๗๐ ปี ที่ผ่านมา ส่วนเนื้อร้องทำนองจะเป็นลักษณะบทร้อยกรองที่เป็นคำคล้องจองกัน จึงทำให้ฟังง่ายและสนุก รวมกับจังหวะของเครื่องดนตรีที่สามารถปลุกเร้าให้ผู้ฟังสามารถลุกขึ้นรำวงได้  

 

รำวงบ้านบาตรยุคปัจจุบัน

 

การก่อตั้งรำวงชุมชนบ้านบาตรได้รับอิทธิพลจากบ้านดนตรีของ “หลวงประดิษฐ์ไพเราะ” ที่อยู่ใกล้เคียงในย่านเดียวกัน เมื่อได้ฟังทุกวันจึงเกิดการจำ ความสนใจ และเกิดรวมกลุ่มกันของคนที่รักในเสียงเพลงเหมือนกัน จึงกลายเป็นเพลงเอกลักษณ์ของชุมชนที่มีการเล่นในเทศกาลสงกรานต์และปีใหม่ ซึ่งปัจจุบันก็ได้รับการฟื้นฟูนำกลับมาร้องในงานต่างๆ หลายปีมาแล้ว และมีบทเพลงรำวงที่รวบรวมกันมาร้องได้กว่า ๓๐ เพลง  การร้องเพลงเป็นหน้าที่ของผู้ชาย ส่วนผู้หญิงจะรำประกอบเพลง แต่ปัจจุบันผู้ชายที่ร้องเพลงได้มีน้อยลงมาก จึงให้ผู้หญิงมาร้องรำแทนบรรยากาศแบบเดิมๆ ดังนั้นการร้องเพลงจึงมีความชดช้อยอ่อนหวานมากกว่าในอดีต 

 

วิถีชีวิตชุมชนบ้านบาตรกับการท่องเที่ยวมีความเกี่ยวเนื่องกันเป็นอย่างมาก เพราะในปัจจุบันกระแสการท่องเที่ยวเยี่ยมชมวิถีชีวิตของคนในชุมชนกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก คนต่างชาติล้วนให้ความสนใจเข้ามาท่องเที่ยว ปั่นจักรยานชมการดำเนินชีวิตและการทำบาตรพระ และกระแสนี้จึงเป็นที่มาของการเปลี่ยนบ้านหลังเก่าให้กลายเป็นโรงแรม โดยมีผู้ประกอบการเข้ามาจัดการธุรกิจ แต่คนในชุมชนกลับไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ควร

 

“...ถ้าไม่มีคนทำ  ไม่มีคนต่อยอด  การตีบาตรก็จะหมดไป...”

คุณกฤษณา แสงไชย เล่าว่า ตนเองได้กลับมาทำบาตรเมื่อราว ๗ ปีก่อน  เพราะเห็นว่าไม่ค่อยมีคนทำ เกรงว่าการทำบาตรจะหมดไปอีกทั้งต้องการอนุรักษ์อาชีพนี้ให้คงอยู่ในชุมชนต่อไป การทำบาตรเป็นงานยากเพราะเป็นงานประณีตศิลป์ที่ทำจากชิ้นเหล็กที่ต้องอาศัยความอดทน เพราะมีขั้นตอนมากมาย  จึงทำให้ราคาบาตรค่อนข้างสูง สมกับความยาก 

 

ปัจจุบันบาตรพระมีหลายขนาดและราคา โดยราคาของบาตรแต่ละใบจะไม่เท่ากันจะขึ้นอยู่กับขนาด เช่น ขนาด ๗ นิ้ว ๘ นิ้ว ๙ นิ้ว วัตถุดิบ เช่น เหล็กและสแตนเลส รวมถึงขั้นตอนของการผลิต เพราะแต่ละขั้นตอนต้องอาศัยช่างฝีมือหลายประเภท และที่สำคัญในปัจจุบันมีอุตสาหกรรมการผลิตบาตรปั๊มขึ้นมาแข่งขันกับการทำบาตรบุ ซึ่งวัสดุและขั้นตอนการผลิตก็ต่างกัน ราคาของบาตรปั๊มก็ย่อมถูกกว่าเพราะวัสดุการผลิตก็ง่ายและได้ผลิตภัณฑ์ทีละมากๆ ซึ่งไม่ต้องลงทุนอะไรมากนัก ลูกค้าก็อยากได้บาตรที่ราคาถูกมากกว่าอยู่แล้ว แต่เมื่อเทียบกับคุณภาพแล้ว บาตรบุย่อมคุ้มค่ากว่าเสมอ เพราะถูกหลักพระวินัย มีทั้งความคงทนและสวยงาม ราคาของบาตรพระในปัจจุบัน ถ้าเป็นบาตรปั๊มราคาจะอยู่ที่ประมาณ ๖๐๐-๗๐๐ บาท ถ้าเป็นบาตรทำจากสแตนเลสจะมีราคาแพงกว่าคือราว ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ บาท ส่วนบาตรเหล็กราคาจะถูกกว่าบาตรสแตนเลสประมาณ ๕๐๐ บาท เนื่องจากบาตรสแตนเลส มีขั้นตอนการตีที่ยากกว่า

 

ปัจจุบันประเภทของบาตรที่บ้านบาตรทำสำหรับพระสงฆ์จะมี ๒ แบบ คือ บาตรแบบมหานิกายและแบบธรรมยุติกนิกาย บาตรของพระในสายมหานิกายส่วนใหญ่จะใช้บาตรปั๊ม เพราะไม่มีกฎเคร่งครัดในเรื่องข้อกำหนดของการใช้บาตร แต่บาตรพระของกลุ่มธรรมยุต จะมีข้อกำหนดว่าบาตรที่ใช้ต้องประกอบด้วย ๘ ชิ้นต่อกัน มีระยะวัดจากขอบบาตร ๘-๙ นิ้ว เป็นต้น ตามพระวินัยของธรรมยุติกนิกาย

 

คุณปราณี  สุทดิศ  ที่มีอาชีพทำบาตรมาแต่ดั้งเดิม

 

ส่วนคุณสรินยา สุทดิศ ซึ่งมากับคุณแม่คือ คุณปราณี สุทดิศ ที่มีอาชีพทำบาตรมาแต่ดั้งเดิม และอยู่ในชุมชนบ้านบาตรเช่นเดียวกับสามีผู้ล่วงลับไปแล้ว กล่าวว่า หลังจากคุณพ่อเสียไปตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๘ ในครอบครัวก็ไม่มีใครสานต่อการทำบาตร ถึงแม้สามีของตนเองจะพยายามนำเหล็กแผ่นมาตีและให้ผู้รู้สอน แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะงานตีบาตรค่อนข้างยาก ใช้เวลาเรียนรู้นาน ขายแต่ละทีก็ยาก แต่ตนเองก็ยังมีความรู้นี้ติดตัวอยู่ เพราะทั้งชีวิตได้คลุกคลีการทำบาตรมาตั้งแต่เด็ก     

             

“...การท่องเที่ยวกับคนย่านเก่า...”

หัตถกรรมการทำบาตรที่กำลังจะโรยราหายไปนี้ ได้ก่อให้เกิดถึงความตระหนักในมิติของปัญหาต่างๆ ทั้งของคนภายในชุมชนและผู้ประกอบการที่อยู่ในพื้นที่ ซึ่งล้วนมีความเกี่ยวข้องกัน เพราะการท่องเที่ยวย่านเก่าก็ได้เชื่อมโยงกับธุรกิจโรงแรม ธุรกิจร้านค้า หาก นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวในชุมชนและพักในโรงแรม แต่ในบริเวณรอบๆ ไม่มีความเป็นวิถีชีวิตอยู่ การท่องเที่ยวก็คงไม่ประสบผลสำเร็จอะไรสำหรับนักท่องเที่ยวที่เข้ามา

 

เมื่อกระแสการท่องเที่ยวชุมชนเกิดขึ้นที่บ้านบาตร คนบ้านบาตรกล่าวว่า คนในชุมชนพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวเสมอ เช่น ถนนหนทาง การสอนและแสดงวิธีการ ทำบาตร  ถ้านักท่องเที่ยวอยากลองทำ ช่างทำบาตรก็เต็มใจให้ความรู้ เพราะอยากให้เกิดความประทับใจในชุมชมแล้วอยากกลับมาเที่ยวอีก เมื่อมีนักท่องเที่ยวก็อยากให้สนใจการทำบาตรจริงๆ ไม่ใช่มองข้ามชุมชนเป็นทางผ่านของการเดินทางเท่านั้น

 

หลังจากที่ได้ฟังถึงสภาพของคนในชุมชนแล้ว คุณศานนท์ หวังสร้างบุญ ผู้ประกอบการโรงแรมในย่านบ้านบาตร ซึ่งเป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ได้เล่าว่า แม้ตนเองจะไม่ได้เกิดและเติบโตที่นี่ แต่กลับมีความสนใจในประวัติศาสตร์ชุมชน รู้สึกว่าสถานที่ซึ่งคนในรุ่นตนคุ้นเคยกับย่านเก่าเหมือนคนละโลกกัน

               

ทั้งนี้วัยรุ่นในปัจจุบันมีความต้องการอยากท่องเที่ยวแบบใกล้ชิดธรรมชาติ ท้องไร่ทุ่งนา แต่ทุกคนกลับลืมไปว่าในกรุงเทพฯ ยังมีอีกมุมหนึ่งที่เราไม่เคยรู้มาก่อน นั่นคือวิถีชีวิตของชุมชนที่อยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว มีการประกอบอาชีพแบบเครือข่ายและมีการเอื้อเฟื้อต่อกัน

               

เมื่อเกิดความสนใจ ตนเองและเพื่อนๆ จึงได้ก่อตั้งกลุ่ม once again โดยเข้ามาพูดคุยกับคนภายในชุมชน ก่อนทำธุรกิจโรงแรมในย่านบ้านบาตรนี้ และมองว่าเป็นการทำธุรกิจแบบเกื้อกูล คือให้ความสำคัญกับสิ่งรอบๆ ตัว และต้องเติบโตไปพร้อมกับชุมชน ไม่ใช่การฆ่าชุมชนแล้วธุรกิจของตนเองสุขสบายฝ่ายเดียว ซึ่งนักท่องเที่ยวล้วนต้องการความสนุกเมื่อไปเที่ยว และผู้ประกอบการก็ต้องสร้างความสนุกสนองกลับไป โดยการเอาวิถีชีวิตของคนในชุมชนเป็นต้นทุน แต่ผู้ประกอบการกลับไม่ได้ทำเช่นนั้นมีแต่จะเอาประโยชน์ ซึ่งเช่นเดียวกับสิ่งแวดล้อมที่มีแต่คนแย่งกันใช้ แต่ไม่เห็นคุณค่าและไม่ได้ดูแลสิ่งที่ใช้ไป ทุกคนควรรักษาและดูแลต้นทุนนี้ ซึ่งก็คือชีวิตของผู้คนในชุมชนให้เติบโตไปพร้อมกับการท่องเที่ยว

 

ศานนท์ ยังกล่าวอีกว่า การท่องเที่ยวและการอนุรักษ์วิถีชีวิตเป็นหน้าที่ของคนรุ่นใหม่เช่นเดียวกัน โดยต้องมองหาทางออกและการแก้ปัญหา ถึงแม้เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก แต่ก็ต้องทำและต้องมองถึงบริบทรอบๆ ว่าในชุมชนดีๆ แบบนี้เราควรเป็นส่วนหนึ่งในการเกื้อกูล การทำอาชีพและวิถีชีวิตต่อกันเขาเสนอว่า อยากจะเรียกร้องอยากให้อาชีพการทำบาตรพระเป็นอาชีพที่มีบทบาทและศักดิ์ศรีเทียบเท่ากับการนับถือแพทย์ที่รักษาคนไข้ นับถือวิศวกรที่ออกแบบสร้างบ้าน

 

การท่องเที่ยวนั้นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายส่วน ที่สำคัญนั้นคืออาศัยการสนับสนุนจากรัฐบาลเพื่อเป็นการเผยแพร่ข้อมูลประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวให้แก่ชุมชนซึ่งชุมชนบ้านบาตรได้มีหน่วยของรัฐเข้ามาบ้าง แต่กลับไม่ได้รับการสนับสนุนการจัดการอย่างต่อเนื่อง มีบ่อยครั้งที่เข้ามาแบบผิวเผินแล้วก็ออกไป ไม่ได้ศึกษาถึงปัญหาและข้อมูลอย่างแท้จริง ปัญหาก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขเช่นเดิม

 

การท่องเที่ยวในปัจจุบัน เป็นการท่องเที่ยวก่อให้เกิดความสนุก ความประทับใจ แต่ควรมีความรู้กลับไปบ้างสำหรับประโยชน์ของนักท่องเที่ยวเอง เพื่อที่จะได้รู้ถึงภูมิปัญญาและมีความรู้ความเข้าใจในชุมชนนั้นๆ ไม่ใช่แค่การเข้ามาถ่ายรูปสวยๆ แล้วก็ออกไปเพราะคงไม่ได้เกิดประโยชน์ทั้งนักท่องเที่ยวและชุมชนผู้ถูกท่องเที่ยวแน่นอน

 

ความนิยมในการทำบาตรพระด้วยมือลดน้อยลงมาก ปัจจุบันเหลือประมาณ ๓ เจ้าที่ยังรักษาวิธีการนี้อยู่ บาตรพระนั้นทำขายเป็นของที่ระลึกให้แก่นักท่องเที่ยวและมีลูกค้าจากพระภิกษุสงฆ์บ้าง และชาวบ้านบาตรส่วนมากได้เปลี่ยนไปประกอบอาชีพอื่นหมดแล้ว ปัญหาของการทำบาตรพระนั้นนอกจากจะมีทั้งอุตสาหกรรมบาตรปั๊มที่เป็นคู่แข่ง คนที่มีความรู้ความสามารถก็ได้เสียชีวิตไปหมด และที่สำคัญการไม่มีคนสืบทอดวิชาการตีบาตรที่ค่อนข้างยากและเต็มไปด้วยขั้นตอนมากมายนี้ได้

 

 

ความเป็นธรรมชาติของวิถีชีวิตชุมชนเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว การท่องเที่ยวนั้นมาอาศัยชุมชน จึงควรจะมาดูแลชุมชนที่ตนเข้าไปท่องเที่ยวกันบ้าง   ชาวบ้านบาตรกล่าวว่า ชุมชนต้องรักษาวิถีชีวิต การทำบาตรพระ และสถานที่ของตนเองไว้ โดยการร่วมมือกันภายในชุมชนกับผู้ประกอบการภายในพื้นที่ และรัฐบาลต้องเป็นหน่วยงานที่ช่วยเหลือสนับสนุน โดยยึดถือประชาชนเป็นที่ตั้ง

 

ชุมชนบ้านบาตรยังมีสถานการณ์ที่ดีกว่าชุมชนย่านเก่าอื่นๆ เพราะยังสามารถฟื้นได้ เพราะมีต้นทุนที่ดีอยู่แล้ว รวมทั้งบาตรก็เป็นสินค้าที่มีคุณค่าและมูลค่ามาก แต่ถ้าหากความสำคัญของการทำบาตรกำลังจะหายไป เพราะคนภายในไม่มีคนสืบทอดการทำบาตร คนถ่ายทอดความรู้ก็เริ่มหมดไป รวมถึงการท่องเที่ยวที่ผู้ประกอบการเห็นแก่ตัวมากเกินไป ต้องการที่จะแสวงหาผลประโยชน์จากชุมชนอย่างเดียว โดยไม่ได้ให้อะไรกลับมาแก่ชุมชนเลย และที่สำคัญรัฐที่ไม่ให้การสนับสนุนอย่างจริงจังและเข้าใจอย่างแท้จริงว่าสถานการณ์ของปัญหาการผลิตบาตรพระนั้นคืออะไร

 

ชฎาภรณ์ แก้วแสนทิพย์ : นิสิตฝึกงาน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

พระนครบันทึก : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ  วิริยะพันธุ์ ฉ.๑๐๙ (ม.ค.-มี.ค.๒๕๕๙)

 

 

อัพเดทล่าสุด 12 ม.ค. 2560, 17:04 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.