หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
พร พิษณุ รุ่นใหญ่หลังวัดราชนัดดา
บทความโดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
เรียบเรียงเมื่อ 29 เม.ย. 2559, 15:14 น.
เข้าชมแล้ว 2056 ครั้ง

 

 

น้าเชษฐ์ หรือ พิเชษฐ์ ปัทมินทร เพิ่งร้างตำแหน่งหน้าที่จาก สก. เขตพระนครไปหลังถึงยุคของ คสช. แต่ก่อนหน้านั้น น้าเชษฐ์เกษียณราชการในยศนายร้อยหน้าที่สารวัตรทหาร และอาสาไปอยู่บันนังสตาและธารโตมาก่อนหน้านั้น

 

น้าเชษฐ์ตัวสูงใหญ่เหมือนทหารทั่วไป ยังแข็งแรงในวัย ๖๖ ปี และมีร่องรอยว่า 'หล่อ' เหมือนกัน

 

 

ช่วงวัยรุ่นของน้าเชษฐ์โชกโชน เพราะเติบโตในย่านเมืองเก่ากรุงเทพฯ สมัยก่อนคงเล็กๆ น่ารักดี บ้านน้าเชษฐ์อยู่ตรงประตูหลังวัดราชนัดดา เดินออกประตูไปก็ถึงบ้านน้าเชษฐ์พอดี มีคนเอาป้ายไปติดให้ว่าบ้านน้าเชษฐ์เป็นบ้านองุ่น และมีเถาองุ่นเลื้อยเห็นอยู่หน้าบ้าน บอกว่าพื้นที่แถวนี้ปลูกสวนอะไรได้มาตั้งแต่ต้นกรุงฯ แล้วก็ไม่มีรายละเอียดอะไรอีก

 

 

แถวหลังวัดราชนัดดา ริมคลองวัดราชนัดดา ซึ่งเป็นคลองท่อหรือคลองหลอดเชื่อมระหว่างคลองเมืองชั้นในที่ขุดสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีและคลองโอ่งอ่างที่เป็นคลองเมืองชั้นกลาง ทำให้บริเวณคลองเชื่อมทั้งคลองวัดราชนัดดาและคลองวัดราชบพิธทำหน้าที่ช่วยให้น้ำไหลผ่านได้เร็วขึ้น รักษาระดับการขึ้นลงของน้ำหมุนเวียนในเมืองแบบเมืองโบราณจริงๆ ดังนั้น เมื่อไปถามทุกคนที่เคยใช้ชีวิตอยู่ที่ริมคลองทั้งสองแห่ง ต่างก็พูดว่าเคยมีน้ำไหลและน้ำสะอาดมากทีเดียว นี่กล่าวถึงคนในวัยหกสิบเจ็ดสิบปี ก็ยังเคยเห็นสภาพแวดล้อมดีๆ ของเมืองกรุงเทพฯ ที่ถูกใช้งานแบบเดิมๆ และส่งผ่านมาเป็นมรดกต่อมา

 

ย่านบ้านเรือนหลังวัดราชนัดดา ตลอดไปจนริมคลองออกไปจนถึงหน้าถนนดินสอ ฝั่งตรงข้ามของถนนดินสอ คือตรอกศิลป์และตรอกตึกดิน ที่มีชื่อตึกดินทั้งสองฝั่งถนนราชดำเนิน ก็อย่างที่อธิบายไปแล้วในรุ่นก่อนๆ ว่าเป็นพื้นที่เก็บดินปืนตั้งแต่ครั้งต้นกรุงฯ แล้วมาขยับขยายจนเหลือแต่ชื่อก็เมื่อทำถนนราชดำเนินแล้ว

 

กลุ่มบ้านเหล่านี้มีทั้งพื้นที่ดินส่วนบุคคล ที่ดินวัด และที่ดินในส่วนทรัพย์สินฯ คละๆ กัน บ้านน้าเชษฐ์ก็อยู่ในที่ดินส่วนทรัพย์สินฯ ด้วย รวมทั้งบ้านขุนวิจารณ์ฯ, บ้านคุณพระศรีฯ ที่เราลองเดินเข้าไปในตรอกก็พบเจอบ้านไม้หลังใหญ่ สองสามบ้าน บ้านที่หลังใหญ่และดูสวยมาก แต่ก็เสื่อมไปตามกาลเวลาคือบ้านพระศรี หรือพระศรีสาคร (ช้อย พันธุมสุต) ทำงานอยู่กระทรวงพระคลัง และเป็นคุณพ่อของน้าแพท แห่งลลนา (ศิริสวัสดิ์ พันธุมสุต) ที่เพิ่งสิ้นไปไม่นาน ส่วนบ้านน้าเชษฐ์ บ้านฝ่ายตายายที่อยู่ก็เป็นหนึ่งในที่ดินพระราชทานแต่เดิมฝ่ายแม่คือในตระกูล ณ ตะกั่วทุ่ง ซึ่งมาพบรักกับพ่อน้าเชษฐ์ที่อยู่แถวแยกคอกวัวในตระกูลปัทมินทร

 

บริเวณกลุ่มบ้านหลังวัดราชนัดดายังมีคนเก่าๆ ที่เช่าที่ทรัพย์สินอยู่แบบเงียบๆ ส่วนใหญ่เคยเป็นลูกหลานข้าราชการ ที่ทำงานกรมอู่ทหารเรือก็มาก เคยเป็นตำรวจ สน.สำราญราษฎร์ ก็หลายคน บางคนแต่งงานกับคนใกล้ๆ ข้ามตรอกคนละฝั่งถนนก็มี

 

น้าเชษฐ์จบมัธยมที่วัดมกุฎกษัตริย์ เหมือนเด็กๆ แถวนี้หลายคน รู้จักกับพี่กบที่เรียกน้าเชษฐ์ว่า 'อา' ในแวดวงวัยรุ่นจอมซ่าด้วยกัน น้าเชษฐ์ถือเป็น 'รุ่นใหญ่' กว่าพี่กบเยอะ และเห็นๆ กันอยู่แม้จะบ้านอยู่คนละตรอกฟากถนน

 

น้าเชษฐ์บอกว่า แกได้เดินเที่ยวกับพวก แดง ไบเล่ย์, พัน หลังวัง, ปุ๊ ระเบิดขวด, ดำ เอสโซ่, จ๊อด เฮาดี้, แอ๊ด เสือเผ่น, เหลา สวนมะลิ และสารพัดนักเลงแถวนี้ จำฉายาแทบไม่ไหว แต่ละคนก็ตัวจี๊ดในแถบบ้านที่อยู่แล้วก็จะมีฉายาถิ่นบ้านต่อท้าย ก็เหมือนๆ กับหลานคนเล่าให้ฟัง นักเลงสมัยนั้นออกแนวรื่นรมย์ ไปเที่ยวฟังเพลงฝรั่ง อย่างมากเขม่นก็ตีกัน ส่วนน้าเชษฐ์แม้เป็นรุ่นน้องหลายปี แต่การได้เดินไปไหนมาไหนด้วย ออกจะเท่และรู้สึกว่ามันเจ๋งกว่าใครในรุ่นเอามากๆ

 

เด็กรุ่นๆ และก๊วนแก๊ง มักจะใช้ร้านกาแฟโกยี สี่แยกสะพานวันชาติที่เป็นร้านสะดวกซื้อทุกวันนี้ ใกล้กับที่ทำงานเราขนาดนั้น เป็นสถานที่นัดพบ รอเวลา ๑๑ โมง เพื่อไปดูวงดนตรีที่สวนอัมพร จะเต้นรำหรือไปต่อกันที่ไหนก็เป็นกิจวัตร น้าเชษฐ์ผู้รอบรู้เรื่องกรุงเทพฯ ยุคก่อน พ.ศ. ๒๕๐๐ และต้นๆ กึ่งพุทธกาล รู้ละเอียดและจำได้ไปทุกย่านทุกตรอก ไปจนที่เที่ยวของหนุ่มๆ และรู้จักคุณหมอเพียร เวชบุล เป็นอย่างดี

 

เด็กวัยรุ่นนักเลงกลัวตำรวจแถวนั้นอยู่คนหนึ่ง ที่เป็นนักเขียนดังอยู่ สน.สำราญราษฎร์ น้าเชษฐ์เล่าว่ากลัวขนาดถ้าเห็นต้องหลบ นักเขียนดังผู้เป็นนายตำรวจท่านนี้เคยใช้ปืนจุดสองสองยิงพวกนั่งราวสะพานข้ามคลองวัดราชนัดดาตกน้ำตกสะพานมานักต่อนักแล้ว เป็นนายตำรวจประเภทมือถึงตีนถึง มิน่าเล่างานเขียนทั้งเรื่องสั้นและเรื่องยาวบทความของท่านจึงมีข้อมูลจริงจังและโด่งดังพอๆ กับนักเขียนยุคทองในยุคฟ้าเมืองไทย "พ.ต.อ. ลิขิต วัฒนปกรณ์"

 

 

ความเกเรดูจะเป็นเรื่องธรรมดาของเด็กรุ่นๆ น้าเชษฐ์บ้านใกล้โรงหนังเฉลิมไทยก็ขายตั๋วผีหาเงินใช้ เดินตั๋วหนังที่โรงหนังบุษยพรรณ ตลาดนานาก็ทำ ที่โรงหนังพาราไดซ์ที่เมื่อก่อนชื่อโรงหนังเฉลิมวันชาติก็ทำมา จนกลิ่นอายธุรกิจภาพยนตร์เข้าเส้นเหมือนกัน ออกจากโรงเรียนในชั้นมัธยมปลายได้ก็อยากเป็นนักแสดงเพราะมีญาติผู้พี่ผู้น้องคือ จุมพล ปัทมินทร์ นายทหาร ดารานักร้องตลกรุ่นล้อต๊อก สมพงษ์ ก๊กเฮง ฯลฯ  (แต่คนรุ่น ตุลา ๑๙ คงไม่ชอบกันนัก) กับนักแสดงและผู้กำกับดังคือ เริงเมือง ปัทมินทร์ สรุปว่าได้เข้าวงการนักแสดงในชื่อ "พร พิษณุ" เล่นหนังในรุ่นเดียวกับสรพงษ์ ชาตรี แต่ฝ่ายญาติๆ เห็นไม่น่าจะมั่นคงอะไรจึงให้ไปเป็นทหารที่กองพันสารวัตรทหาร และอยู่มาจนเกษียณอายุนั่นแหละ แต่น้าเชษฐ์ก็ยังเล่นหนังไปถึง ๓๐๐ เรื่องได้ โดยเฉพาะเรื่องชุดทหารเกณฑ์ ดูจะเข้ากับชีวิตจริง

 

น้าเชษฐ์ในปัจจุบันไม่มีลูก เลี้ยงลูกแมวที่เก็บจากข้างทางอย่างรักใคร่ และยังว่างๆ อยู่ไม่ได้ทำงานการเมืองให้คนแถวๆ บ้านเกิด เพราะนักการเมืองทุกคนก็ดูจะตกงานกันไปหมด ชีวิตน้าเขาคงผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ วันนี้หยุดอยู่เงียบๆ ที่บ้านที่ตนเองเกิดหลังวัดราชนัดดา และคุยสนุกสนานสมเคยเป็นวัยรุ่นชาวพระนครรุ่นใหญ่ตัวจริง

 

ที่มา : จากเพจ facebook สร้างประวัติสังคมย่านเมืองเก่ากรุงเทพฯ วันที่ ๑๙ ก.ค. ๒๕๕๘

อัพเดทล่าสุด 4 พ.ค. 2561, 15:14 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.