หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
"เรือเครื่องเทศ" หัวใจแห่งการค้าบนสายน้ำในอดีต
บทความโดย ชฎาภรณ์ แก้วแสนทิพย์
เรียบเรียงเมื่อ 18 พ.ค. 2559, 16:16 น.
เข้าชมแล้ว 5965 ครั้ง

คุณสุรีย์ เรสลี ชาวชุมชนมัสยิดฮารูณ ผู้มีเชื้อสายชาวมุสลิมบ้านหัวแหลม

จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเป็นคนในตระกูลค้าเรือเครื่องเทศรุ่นสุดท้าย

 

วิถีชีวิตคนไทยอยู่ร่วมกับธรรมชาติและสายน้ำมาแสนนาน เราใช้ประโยชน์จากสายน้ำมากมายทั้งการอุปโภคบริโภค การเกษตรกรรม และเป็นทั้งเส้นทางหลักการสัญจรในอดีต จนกระทั่งก่อให้เกิดเป็นวัฒนธรรมประเพณีและอาชีพแห่งสายน้ำ

          

ชีวิตชาวน้ำที่ใช้เรือเป็นพาหนะจึงทำให้เกิดตลาดน้ำ ใช้เรือเพื่อค้าขายทางเรือแบบรอนแรมไปไกลๆ ตามชุมชนชายน้ำ ในท้องถิ่นต่างๆ พ่อค้าแม่ค้าใช้เรือนั้นเป็นทั้งที่พักอาศัยและ ร้านค้าลอยน้ำ เรือค้าขายมีหลากประเภท แต่มีเรือค้าขายแบบหนึ่งที่ เปรียบเสมือนร้านชำแห่งสายน้ำเรียกกันสืบต่อมาว่า “เรือเครื่องเทศ”

 

หากได้ยินคำว่า “เรือเครื่องเทศ” แวบแรกของความคิด คงเข้าใจไปว่าเป็นเรือที่บรรทุก ‘เครื่องเทศจำเป็นพวกยี่หร่า ผักชี ใบกระวาน กานพลู จันทน์เทศ ดีปลี ยี่หร่า หญ้าฝรั่น มะกรูด พริกไทย’ นึกภาพพลางนึกถึงกลิ่น เรือลำนี้คงส่งกลิ่นหอมมา ตลอดทาง

 

แต่ความจริงแล้ว เรือเครื่องเทศหมายถึง เรือบรรทุกสินค้า นานาชนิดที่ตั้งโชว์ลูกค้าสองฝั่งน้ำไว้ท้ายเรือ สินค้ามีทั้งของชำ เครื่องใช้ในครัวเรือน เครื่องแก้วสารพัดอย่าง มีสิ่งของที่ใช้ใน ชีวิตประจำวันแบบธรรมดาและแบบหรูหรา เป็นภาพที่ตื่นตาตื่นใจสำหรับผู้คนที่สนใจอยากซื้อของมากทีเดียว 

 

            

เครื่องแก้วโบฮีเมีย สาธารณรัฐเช็กในปัจจุบัน เป็นที่มาของชื่อเรือ “เครื่องเทศ” เพราะเป็นสิ่งของนำ

เข้าจากต่างประเทศนั่นเอง ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในยุคสมัยที่การค้าเรือเครื่องเทศกำลังรุ่งเรือง

 

คุณสุรีย์ เรสลี ผู้เคยทำอาชีพเรือเครื่องเทศและมีสายเลือดแห่งการค้าเรือเครื่องเทศ เพราะคุณแม่เป็นชาวเรือบ้านหัวแหลม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งประกอบอาชีพเรือเครื่องเทศมานานเกือบทั้งชีวิตเล่าว่า 

 

“...เรื่อเครื่องเทศเป็นเรือที่ขายของสารพัดอย่าง ตั้งแต่ของเล่นเด็กจนถึงของใช้พ่อแม่ เรียกได้ว่ามีขายทุกอย่างจริงๆ เรียกว่าสากกะเบือยันเรือรบเลยทีเดียว  มีทั้งแจกัน  ช้อน  ส้อม  กระชอน  ที่ตักกะทิ  ขันตักบาตร  มีด  ตะกร้อ  ตะกร้า  ถาด  ชามชุด  แก้วชุด  และของเล่นเด็กทั้งที่เป็นกระดาษ  สังกะสี  ซึ่งมีแต่ของคุณภาพดีๆ ทั้งนั้น  สินค้าทั้งที่เป็นของไทยและต่างชาติ เช่น ชุดแก้ว ยี่ห้อนีโรตาเก้ ที่มาจากโบฮีเมีย  ที่เป็นสาธารณรัฐเช็กในปัจจุบันโดยเรืองเครื่องเทศจะบรรทุกมาในเรือกระแชง ซึ่งเป็นเรือที่มีขนาดใหญ่  สร้างขึ้นจากการต่อด้วยไม้สักหลายแผ่นเข้าด้วยกันท้องเรือโค้งกลมแต่จะแบนกว้าง  เพื่อให้บรรจุของได้มากและกินน้ำน้อยลง...”

 

ชุมชนบ้านหัวแหลมเป็นชุมชนที่มีชื่อเสียงและเป็นต้นกำเนิดของการค้าเรือเครื่องเทศ เป็นชุมชนอิสลามเชื้อสายอาหรับ-เปอร์เซียที่ได้เข้ามาตั้งรกรากในสยามและน่าจะทำการค้ามาตั้งแต่สมัย กรุงศรีอยุธยาจนมาถึงสมัยต้นรัตนโกสินทร์ มีการอยู่อาศัยบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่บ้านหัวแหลมในเกาะเมือง ทำอาชีพค้าขายทางเรือจึงต้องอยู่อาศัยในเรือมากกว่าอยู่ในบ้านบนบก เพราะใช้เวลาเป็นพ่อค้าคนกลางขายของเร่ไปตามสายน้ำ และถือได้ว่าสร้างรายได้มากทีเดียว เพราะคนไทยในอดีตนิยมตั้งบ้านเรือนริมน้ำ ทำให้สะดวก ต่อการซื้อขาย อีกทั้งในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นชุมทาง การคมนาคมที่สามารถล่องเรือไปได้ทั่วทุกภูมิภาค ทำให้ชาวบ้าน หัวแหลมนั้นล่องเรือไปตามเส้นทางการสัญจรทางน้ำไปทั่ว และรวมทั้งการเข้ามาตั้งรกรากในเขตกรุงเทพมหานครอีกด้วย      

คุณสุรีย์เล่าต่ออีกว่า “...ในอดีตหมู่บ้านหัวแหลมหากใครจะมาขอลูกสาวก็จะต้องมี “เรือเครื่องเทศ”  เป็นสินสอดของหมั้นเมื่อเจ้าบ่าวมาสู่ขอเจ้าสาว  ในขบวนขันหมากต้องมีเรือเครื่องเทศ ๑ ลำ และต้องใส่ของให้เต็มเรือด้วย  เมื่อเสร็จพิธีพ่อแม่ก็จะมอบเรือเครื่องเทศกลับคืนให้คู่บ่าวสาว  ถือว่าเป็นทั้งเรือนหอของคู่บ่าวสาวและเครื่องมือประกอบอาชีพทำมาหากินต่อไปในอนาคต

 

การค้าเรือเครื่องเทศนั้นสามารถไปค้าขายได้ทุกที่ที่มีสายน้ำทั้งขึ้นเหนือล่องใต้ ทั้งตะวันตกและตะวันออก อยากไปไหนก็ไป ไปตามสายน้ำแล้วแต่ใจปรารถนา เวลาไปขายเอาแน่เอานอนไม่ได้ค่ำไหนก็นอนนั่น บางทีไปเป็นปีก็มี บางทีไปเป็นเดือน ตามแต่ฤดูกาลและการค้าว่าขายดีไหม ถ้าหากเป็นช่วงเทศกาลจะขายดีกว่าปกติมาก ได้นั่งนับเงินถึงวันละหมื่นเลยทีเดียว...” คุณสุรีย์ เรสลี เล่าด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม 

 

 

การใช้ชีวิตบนเรือเครื่องเทศแม้จะไม่สะดวกสบายเท่าชีวิตในบ้านบนบก แต่ก็ถือว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขสนุกสนาน เพราะสมาชิกในครอบครัวได้ใช้ชีวิตร่วมกันตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้น จนถึงพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า หากมีลูกน้อยก็จะมีเสียงเจื้อยแจ้วตลอดทางและก็ต้องระมัดระวังการพลัดตกน้ำด้วย ภายในเรือมีที่นอนอยู่บริเวณท้องเรือ ส่วนที่ท้ายเรือจะเป็นที่อาบน้ำ โดยมีผ้ากั้น อีกส่วนหนึ่งจะเป็นที่ทำกับข้าว อาหารก็ต้องมีกักตุนไว้เสมอ เพราะระยะทางที่แล่นไปไม่สามารถบอกได้ว่าสามารถหาซื้อของกินได้เมื่อไร ตกเย็นก็ต้องจอดเรือพัก ต้องจอดตามท่าชุมชนไม่ให้ห่างไกลผู้คนและ ต้องมีเรือเกาะกลุ่มกันประมาณ ๕-๗ ลำอยู่ด้วยกัน เพื่อความปลอดภัยจากโจรมิจฉาชีพและภัยธรรมชาติ หากมีอะไรก็สามารถช่วยกันได้ท่วงทัน การแล่นเรือไปด้วยกันอาจจะมีการแย่งลูกค้ากันบ้าง แต่ก็ขึ้นอยู่กับความโชคดีหรือความบังเอิญที่ลูกค้าจะเรียกซื้อ จากเรือลำไหน นอกจากจะมีเรือไทยแล้ว ในละแวกใกล้กัน ยังมีเรือมอญ ที่ค้าเครื่องปั้นดินเผามาค้าขายร่วมทางด้วย และส่วนใหญ่จะจอดเรือพักที่ท่าเดียวกันป้องกันโจรผู้ร้ายเช่นเดียวกัน 

               

หัวใจของการค้าเรือเครื่องเทศที่มีเครื่องเแก้วมากมาย น่าจะอยู่ที่ต้องจัดสิ่งของที่ขายให้ถูกที่และดูสวยงามอยู่เสมอ สิ่งของที่หนักและชิ้นใหญ่ต้องเอาไว้ด้านล่าง ถ้าเป็นชิ้นของสวยงามก็ต้องตั้งโชว์เอาไว้ด้านบน เพื่อดึงดูดความสนใจลูกค้า ทั้งถ้วยชุด แก้วชุด เวลาขายก็ต้องขายเป็นชุด มีกระดาษรองกันกระแทก ป้องกันการแตกหักเสียหาย ตอนกลางวันต้องเอามาตั้งโชว์ ส่วนตอนกลางคืนก็ต้องจัดเก็บไว้ใต้ท้องเรือ สิ่งที่ชวนมองเรือเครื่องเทศก็คือ  “การแขวนปลาตะเพียนและชฎาไว้ตรงกลางเรือ”   ซึ่งถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของเรือเครื่องเทศและเป็นของเล่นเด็กที่ขายดีมาก เมื่อเรือแล่นผ่าน ผู้คนที่เห็น ก็จะตะโกนเป็นเสียงเจื้อยแจ้วว่า “เรือเครื่องเทศมาแล้ว” พร้อมกับเทคนิคการเรียกลูกค้าของพ่อค้าแม่ค้า หลังจากนั้นเรือก็จอดตามท่า พร้อมค้าขาย

 

การค้าเรือเครื่องเทศเฟื่องฟูมากในยุคที่ยังอาศัยเส้นทางน้ำเป็นหัวใจของการคมนาคม ชาวเรือเครื่องเทศจึงสามารถขายสินค้าได้มาก แต่เมื่อหลังจากมีการสร้างเขื่อนต่างๆ นานาหลังช่วงหลังกึ่ง พุทธศตวรรษมาแล้ว ลำน้ำไม่ใช่เส้นทางคมนาคมที่สะดวกอีกต่อไป รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและสาธารณูปโภคที่มีมากมาย การค้าขายทางเรือก็ขึ้นบกมาค้าขายทางถนนมากขึ้น เรือค้าขายต่างๆ บนสายน้ำกลับกลายเป็นเพียงความทรงจำไปอย่างรวดเร็ว  

               

เมื่อย่างเข้าสู่วัยสาว คุณสุรีย์ เรสลี ย้ายจากบ้านหัวแหลมมาพักแถบใกล้กับมัสยิดฮารูณที่บางรัก และแต่งงานกับชายหนุ่ม จากชุมชนมัสยิดฮารูณแล้ว เห็นว่ากิจการของคุณแม่รุ่งเรืองก็เดินตามรอยคุณแม่บ้าง โดยยึดอาชีพขาย “เครื่องเทศ” แบบเดินตามบ้านพักต่างๆ ในละแวกนั้นราวเกือบสองปีจนเมื่อมีลูกอ่อนแล้วจึงเลิกไป

               

วิธีการค้าคือการใช้เครดิตของแม่ที่คุ้นเคยกับร้านค้า นำเจ้าสิ่งของต่างๆ จากต่างประเทศมาแต่ดั้งเดิม โดยจ่ายเงินจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท พร้อมถ่ายสำเนาบัตรประชาชนให้ร้านขายส่งแถวย่านถนนจักรวรรดิ ใกล้ทางขึ้นสะพานพระพุทธยอดฟ้าฯ เดินขายตามบ้านแทนแถวมัสยิดฮารูณ ซึ่งขายในราคาผ่อนส่ง เมื่อถึงเวลา เก็บเงินก็เดินไปตามบ้านเพื่อเก็บเงินแต่ไม่มีดอกเบี้ย เพราะดอกเบี้ยเป็นสิ่งต้องห้ามตามหลักศาสนาของอิสลาม เมื่อได้เงินมาก็จะใช้หมุนในการซื้อของมาขาย

               

แต่หลังจากนั้นเมื่อมีลูกแล้วก็เปลี่ยนมาทำอาชีพเย็บผ้า ส่งจิม ทอมป์สันแทน เพราะสามารถทำงานอยู่กับบ้านได้ แต่ชุด เครื่องเทศ จำพวกชุดแก้ว ชุดชาม ชุดใส่เครื่องหอมและแจกัน จากโบฮีเมีย คุณสุรีย์ เรสลีก็ยังเก็บรักษาเป็นของที่ระลึกไว้เป็น อย่างดีในตู้โชว์

               

แต่บรรยากาศการใช้ชีวิตบนเรือเครื่องเทศยังกรุ่นอยู่ในความทรงจำของเธอเสมอ

 

ชฎาภรณ์ แก้วแสนทิพย์  :  นิสิตฝึกงาน คณะมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

พระนครบันทึก : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ  วิริยะพันธุ์ ฉ.๑๐๙ (ม.ค.-มี.ค.๒๕๕๙)

 

 

อัพเดทล่าสุด 18 ก.ย. 2560, 16:16 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.