หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
"ชุมชนมุสลิมมหานาค" (๒)
บทความโดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
เรียบเรียงเมื่อ 26 เม.ย. 2559, 14:54 น.
เข้าชมแล้ว 2481 ครั้ง

 

 

ในช่วงรัชกาลที่ ๑ สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทเสด็จไปปราบหัวเมืองปาตานี เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๙ ซึ่งเป็นผลมาจากการรบต่อเนื่องมาจากครั้งกรุงธนบุรี หลังจากกรุงศรีอยุธยา ศูนย์รวมอำนาจการปกครองสลายไปและเป็นการกอบกู้บ้านเมืองให้สามารถควบคุมหัวเมืองต่างๆ ได้ดังเดิม จึงจัดการแบ่งแยกออกเป็น ๗ หัวเมืองและได้นำเอาเชื้อพระวงศ์ปาตานีและกวาดต้อนครัวจากเมืองปาตานีมาพร้อมปืนใหญ่พญาตานี ที่นำมาใช้งานรวมกับปืนใหญ่ที่หล่อใหม่ในครั้งนั้น เชื้อพระวงศ์ชาวปาตานีตั้งรกรากอยู่ที่แถบสี่แยกบ้านแขก ทางฝั่งธนบุรี ไม่ไกลนักกับแถบกลุ่มชุมชนชาวมุสลิมที่เป็นขุนนางเดิมจากกรุงศรีอยุธยาและเป็นขุนนางผู้ใหญ่ในรัชกาลเมื่อต้นกรุงฯ ต่อมาทางฝั่งมัสยิดต้นสน กุฎีเจริญพาศน์ หรือกุฎีบางหลวง

 

อ่าน "ปาตานี..สุลต่านมลายู เชื้อสายฟากิฮฺ อาลี มัลบารี" โดย อารีฟิน บินจิ อัล-ฟอฏานี (หรือพล.ต.ต. จำรูญ เด่นอุดม) เขียนเรื่องสาแหรกตระกูลเจ้าเมืองปาตานีเดิมในยุคนั้น เชื้อสายและถิ่นฐานในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็นหนังสือใหม่ เพิ่งพิมพ์ไม่นานนี้เอง

 

แต่พอถึงรัชกาลที่ ๓ ราว พ.ศ. ๒๓๕๑ กว่ายี่สิบต่อมา ก็มีสงครามทางฝ่ายเมืองไทรบุรีหรือทางเคดาห์ ครั้งนั้นกวาดต้อนครัวเรือนมาจำนวนหนึ่งและคงผสานผู้คนให้ตั้งชุมชนปนเปไปกับชุมชนมุสลิมเดิม แต่ปรากฏหลักฐานว่า ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่แถบโรงไหมหลวง ซึ่งอยู่ใกล้กับวัดชนะสงคราม ซึ่งก็คงเป็นชุมชนย่านตรอกข้าวสารต่อเนื่องไปจนถึงที่ตั้งสุเหร่าหรือมัสยิดจักรพงษ์ทุกวันนี้ ย่านนี้คงเป็นฐานของชุมชนชาวมุสลิมที่มิได้เป็นเชื้อสายเจ้าเมืองโดยตรงดังเช่นที่แถบบ้านแขก แต่เป็นกลุ่มช่างฝีมือหลวงที่มีความสามารถเรื่องทำทอง ตีทอง ทำทองรูปพรรณ แกะลวดลายลงยาฝังเพชรพลอย และทำให้มีการกระจายชุมชนแหล่งผลิตไปตามย่านต่างๆ และมาทางตรอกศิลป์ที่เคยเป็นย่านเดิมของช่างแกะลวดลายและช่างตีทองคำเปลว ไปจนถึงย่านวัดสุทัศน์ฯ ที่มีถนนตีทอง ทำให้งานช่างทองกลายเป็นงานอาชีพของผู้คนภายในเมืองเก่าและกลายเป็นช่างทองหลวงรับราชการในพระบรมมหาราชวังก็มาก ตลอดจนสืบเนื่องไปรับราชการในกองกษาปณ์ยุคเดิมที่ครั้งยังทำเครื่องราชอิสริยาภรณ์แก่รัฐบาล

ส่วนกลุ่มด้านนอกเมืองที่เป็นชุมชนต้นทางคลองแสนแสบที่ใช้แรงงานของชาวมลายูจำนวนหนึ่ง ชาวลาวจำนวนหนึ่ง ชาวจีนรับจ้างจำนวนหนึ่งขุดเพื่อเป็นเส้นทางออกจากพระนครไปยังฝั่งภูมิภาคตะวันออก ก็มีชุมชนมุสลิมไปตามรายทางริมคลองจนถึงฉะเชิงเทราจำนวนมาก ชุมชนต้นทางนี้มีตระกูลใหญ่ๆ อยู่หลายตระกูล และรับราชการเป็นช่างหลวงอยู่หลายท่าน เช่น ขุนศิลปศาสตร์ (สิน), ขุนสารพัดช่าง (นิ่ม) ขุนบริหารคู้นิคม พระเทพ(หมึก) ขุนรัตนภิบาล (เสงี่ยม) ซึ่งคงขยับขยายจากชุมชนช่างในเมืองมาอยู่ทางฝั่งนอกเมืองที่ยังคงมีพื้นที่ทำนา ทำสวน และการรับราชการเป็นช่างทองหลวงนี้กล่าวกันว่าสืบมาแต่ครั้งรัชกาลที่ ๓ แล้ว ซึ่งก็น่าสนใจมากว่า ขุนนางช่างทองหลวงทั้งหมดนี้มีช่วงชีวิตอยู่ในรัชกาลใด แต่ลูกหลานนั้นสืบต่อกันมาในตระกูลต่างๆ อย่างมั่นคงจนทุกวันนี้

 

 

เมื่อพื้นฐานของชุมชนเป็นข้าราชการ และสามารถสร้างสุเหร่าขึ้นเป็นแห่งแรกๆ ในย่านพระนคร ชาวชุมชนสันนิษฐานว่าน่าจะสร้างก่อน พ.ศ. ๒๓๕๐ เป็นอาคารหลังเล็กๆ โดยพระเทพ บิดาขุนรัตนภิบาล (เสงี่ยม) พร้อมๆ กับการจัดหาที่สร้างกุโบร์ด้วย จึงน่าจะเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงและเป็นยุคแรกๆ ในการตั้งถิ่นฐานที่นี่ ต่อมาจึงสร้างใหม่เมื่อราว พ.ศ. ๒๓๙๔ และถูกไฟไหม้ไปพร้อมกับบ้านเรือนในชุมชนครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๒

 

 

เมื่อสร้างสุเหร่าหรือมัสยิดในเวลาต่อมาแล้วจึงมีการสอนศาสนา โดยท่านผู้รู้ ซึ่งสอนในบ้านเรือนตนเองก่อนที่จะมีสุเหร่าถาวร บางท่านก็เป็นอิหม่ามไปพร้อมกันด้วย กล่าวกันว่าต่อมาจึงมีผู้สนใจมาเรียนด้วยทั้งจากใกล้และจากที่ไกลๆ เช่น จากทางคลองรังสิต ฯลฯ เพราะมีท่านครูที่มีบ้านเรือนอยู่ในชุมชน ทุกท่านผ่านการเรียนศาสนาจากตะวันออกกลางคนละเกือบสิบปีมาทั้งนั้น บางท่านมาจากชุมชนอื่นๆ แต่มาแต่งงานกับภรรยาที่เป็นบุตรสาวของโต๊ะต่างๆ ที่เป็นตระกูลใหญ่ในชุมชนและตั้งถิ่นฐานที่นี่ มีบาแลสำหรับสอนผู้เรียนศาสนาที่บ้าน ซึ่งก็คงความคล้ายรูปแบบปอเนาะ ที่เป็นอัตลักษณ์ของชาวปาตานีมาแต่เดิม กล่าวกันว่า มีท่านครูที่สำคัญ ๔ ท่าน ที่เก่งวิชาการด้านต่างๆ เช่น บางท่านเก่งทางหลักศาสนา เช่นวิชาฟิกซ์และซะเตาอุฟ คือหลักนิติศาสตร์และการพัฒนาจิตใจ บางท่านเก่งด้านภาษายาวี การอ่านกีตาบยาวีต่างๆ บางท่านเก่งทางด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ เป็นต้น และเป็นหลักที่ทำให้ชุมชนมหานาคเป็นชุมชนสอนศาสนาที่มีชื่อเสียง มีนักเรียนผ่านการเรียนศาสนาแบบเดิมๆ ที่นี่ในอดีตกันมากมาย และสืบเนื่องมาเมื่อมีการจดทะเบียนโรงเรียนเอกชนในสมัยเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการ เป็นโรงเรียนบำรุงอิสลามวิทยา ซึ่งท่านเจ้าพระยาฯ เอง ก็สร้างโรงเรียนสตรีจุลนาคในอีกฟากหนึ่งของคลองมหานาคในเวลาต่อมาเช่นกัน

 

 

 

เพราะที่ตั้งอยู่ในบริเวณสี่แยกมหานาคที่เป็นจุดตัดการค้าขายทางน้ำ จึงทำให้มีชาวเรือค้าขายตลอดจนชาวมุสลิมจากนอกพระนคร เช่น ทางอยุธยาและทางใกล้ชายฝั่งทะเลมาค้าขายบริเวณนี้ จนเป็นการอพยพโยกย้ายเข้ามาอยู่อาศัยในเวลาต่อมา ซึ่งก็ควรเป็นหลังจากขุดคลองขุดใหม่หรือคลองผดุงกรุงเกษมตามลำดับ มีผู้คนจากแถบตะเกี่ยบ้างมาแต่งงานกับมุสลิมแถบฝั่งธนฯ แล้วอพยพมาค้าขายและอาศัยในชุมชนนี้ แล้วนำเอาไขวัวมาส่งขายเป็นส่วนผสมของน้ำมันหรือสบู่ต่างๆ บ้างนำไม้ฟืนที่เป็นไม้แสมมาจากทางป่าชายเลนมาขึ้นแล้วค้าไม้ฟืนกันเป็นอาชีพหลักของชุมชน เมื่อเข้ามาแล้วก็รุกที่วากัฟของขุนศิลปศาสตร์ (สิน) บริเวณกูโบร์ทำบ้านเรือนบ้าง ค้าขายกันสืบต่อมา

 

แต่โดยพื้นแล้วชุมชนมหานาคล้วนเป็นลูกหลานของข้าราชการและเป็นช่างมาแต่เดิม เมื่อผสมผสานกับผู้รู้ทางศาสนาจึงทำให้ผู้คนลูกหลานที่นี่จึงออกไปรับราชการกันโดยมากส่วนหนึ่ง

อัพเดทล่าสุด 3 พ.ค. 2561, 14:54 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.