หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
ชุมชนมุสลิม ร่วมสร้างพระนคร
บทความโดย เมธินีย์ ชอุ่มผล และเกสรบัว อุบลสรรค์
เรียบเรียงเมื่อ 30 มี.ค. 2559, 11:43 น.
เข้าชมแล้ว 1383 ครั้ง

               เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ จัดโครงการเสวนาสาธารณะคนย่านเก่าเมืองกรุงเทพฯ ได้จัดงานเสวนา “ชุมชนมุสลิมร่วมสร้างพระนคร” ณ ลานบ้านป้อมมหากาฬ เป็นการจัดครั้งที่ ๔  โดยมีตัวแทนจากชุมชนชาวมุสลิมในเขตย่านเก่าของกรุงเทพมหานครเข้าร่วมแลกเปลี่ยนพูดคุย คือ คุณโอภาส มิตรมานะ จากชุมชนมัสยิดจักรพงษ์ คุณทำนุ เหล็งขยัน และคุณสมนึก หมัดมอญ จากชุมชนมัสยิดตึกดิน คุณนิวัฒน์ วงษ์มณี และคุณหริน สิริคาดีญา จากชุมชนมัสยิดมหานาค ดำเนินรายการโดยคุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ เจ้าหน้าที่มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์

                การพูดคุยในวงเสวนาได้กล่าวถึงที่มาของชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ในพระนครนี้มาตั้งแต่เริ่มสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ โดยรอบกำแพงพระนครนั้นมีทั้งคนที่โยกย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองจากพื้นที่ใกล้เคียงและผู้คนที่ถูกกวาดต้อนและอพยพเข้ามาพำนักอาศัยตั้งบ้านและเรือนแพตามริมฝั่งแม่น้ำลำคลอง โดยมีแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงผู้คนจากทั่วสารทิศ ที่นี่จึงประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลายเชื้อชาติและศาสนา ชาวมุสลิมก็เป็นอีกกลุ่มคนที่เข้ามาตั้งหลักแหล่งในพระนครตั้งแต่ก่อนสร้างกรุงเช่นกัน

                กลุ่มชาวมุสลิมในกรุงเทพฯ กลุ่มแรกๆ คือ ชาวมุสลิมที่โยกย้ายเข้ามาอยู่ในแถบฝั่งธนบุรีเป็นกลุ่มที่มีเชื้อสายมาจากขุนนางเดิมในปลายกรุงศรีอยุธยา ส่วนอีกกลุ่มคือ กลุ่มชาวมุสลิมที่สืบเชื้อสายพลเมืองชาวมลายูจากหัวเมืองปาตานีที่ถูกกวาดต้อนเข้ามาในช่วงต้นกรุงฯ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่บ้านเมืองยังไม่สงบนักซึ่งเป็นผลพวงมาจากสงครามใหญ่เมื่อคราวเสียกรุงครั้งที่ ๒ ทำให้หัวเมืองต่างๆ  ที่อยู่ไกลจากพระนครพยายามแยกตนเป็นอิสระ เมื่อกรุงรัตนโกสินทร์มีความเข้มแข็งขึ้น จึงมีความพยายามดึงอำนาจจากหัวเมืองเหล่านั้นกลับมาสู่ศูนย์กลาง ทำให้เกิดสงครามและการกระทบกระทั่งระหว่างกันตลอดมา

                ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๓ โปรดให้ขุดคลองแสนแสบออกไปยังทุ่งบางกะปิ เป็นเส้นทางเชื่อมต่อกับแม่น้ำบางปะกงเป็นเส้นทางเดินทัพไปในศึกสงคราม โดยได้ว่าจ้างแรงงานชาวจีนมาขุดคลอง แล้วโปรดให้ชาวมุสลิมที่ถูกกวาดต้อนมาในสมัยนั้นตั้งบ้านเรือนอยู่ตามแนวคลองที่ขุดขึ้นใหม่ซึ่งกลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญในสมัยต่อมา ส่วนกลุ่มชาวมุสลิมที่เป็นช่างมีฝีมือก็โปรดให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ในเขตพระนคร

                ชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่บนพื้นที่ในเกาะรัตนโกสินทร์จึงเป็นมุสลิมกลุ่มช่างฝีมือ ในขณะที่มุสลิมที่อาศัยอยู่ทางฝั่งธนบุรีแถบวัดอนงคาราม บริเวณคลองบางกอกน้อย บางกอกใหญ่นั้นเป็นมุสลิมที่เข้ามาอยู่ก่อน และเป็นกลุ่มที่สืบเชื้อสายมาจากขุนนางเดิมสมัยกรุงศรีอยุธยา

ชุมชนมุสลิมในพระนคร

                ชุมชนมุสลิมที่อาศัยในเขตพระนคร ๒ ชุมชน คือ ชุมชนมัสยิดจักรพงษ์ และชุมชนมัสยิดตึกดิน ซึ่งเป็นกลุ่มมุสลิมที่มีฝีมือในการทำทอง เป็นกลุ่มช่างทองหลวง และมีบันทึกสมัยรัชกาลที่ ๕ ว่า นอกจากจะมีชาวมุสลิมอยู่แถบนี้แล้วยังมีขุนนางอาศัยอยู่ด้วย ชาวมุสลิมในชุมชนมัสยิดจักรพงษ์หรือชุมชนบ้านแขกข้างวัดชนะสงครามนั้น ทำอาชีพเป็นช่างทำทองรูปพรรณ ซึ่งทองจากมัสยิดจักรพงษ์นี้ถือว่างานช่างทองฝีมือประณีต จำหน่ายแก่คนทั่วไป ในสมัยนั้น และกลุ่มมุสลิมที่เป็นกลุ่มที่อพยพมาจากหัวเมืองทางใต้นั้นเป็นช่างทองคำประดับเพชรพลอยจึงมีหน้าที่เป็นช่างทองหลวงมีหน้าที่ทำเครื่องทรงและเครื่องราชูปโภคถวายซึ่งช่างทองกลุ่มนี้ยังแบ่งเป็นช่างทองที่เป็นข้าราชการประจำและช่างทองที่เป็นข้าราชการที่รับเบี้ยหวัดรายปีด้วย

        

                ชาวชุมชนมัสยิดจักรพงษ์ผู้สืบเชื้อสายจากชาวมลายูที่อพยพมาจากเมืองปาตานีเมื่อเกือบสองร้อยปีมาแล้ว เช่น คุณโอภาส  มิตรมานะ กล่าวว่า “ผมมีเชื้อสายปาตานีแต่ก็พูดปาตานีไม่ได้เพราะเดี๋ยวนี้กลายไปแล้ว เพราะเกิดและเติบโตในกรุงเทพฯ เดินไปมาที่มัสยิดและบางลำพูมานาน ชาวมัสยิดจักรพงษ์นั้นจะเรียกมัสยิดตึกดินว่าสุเหร่าวัดสระเกศ ส่วนที่ตึกดินนั้นก็จะเรียกมัสยิดจักรพงษ์ว่าสุเหร่าวัดตองปุ (ชื่อเดิมของวัดชนะสงคราม)”

                ด้านวิชาช่างที่ถ่ายทอดกันรุ่นต่อรุ่น ตั้งแต่รุ่นปู่ของคุณโอภาสซึ่งได้เป็นช่างทำทองเข้าไปถวายในวังอยู่ตลอดนั้นทำให้ได้เข้าไปทำงานในโรงกษาปณ์ คุณโอภาสบอกว่าชาวมุสลิมในมัสยิดจักรพงษ์นั้นมีเข้าไปทำงานในโรงกษาปณ์กันเยอะมากเพราะวิชาช่างที่ได้รับสืบทอดกันมา งานที่เข้าไปทำคือทำเครื่องราชอิสริยาภรณ์เครื่องทองของหลวงทั้งหมด แต่เป็นที่น่าเสียดายเพราะตอนนี้หาคนสืบต่อยาก เยาวชนในชุมชนไม่มีใครมาสืบต่องานช่าง

                ด้านตัวแทนจากมัสยิดตึกดิน คุณทำนุ เหล็งขยัน กล่าวว่า

                “เดิมพื้นที่ตรงมัสยิดตึกดินนี้ เคยเป็นตึกสำหรับเก็บดินปืน และถูกเวนคืนพื้นที่เพื่อเอาไปทำถนนราชดำเนิน ทำให้ชุมชนตึกดินถูกแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ช่างทองที่ทำงานกันอยู่ในนี้ มีฝีมือการทำทองที่ละเอียดและประณีตมาก ส่วนใหญ่ทักษะทางช่างนี้จะเรียนรู้แบบ ‘ครูพักลักจำ’ ผ่านการดูและสังเกตสิ่งที่ครูทำ และมาฝึกทำต่อเองในชุมชนตึกดินยังเปิดบาแลสอนศาสนาอยู่ในชุมชน ก่อนที่เราจะมีโรงเรียนสอนศาสนา”

                คุณสมนึก หมัดมอญ จากมัสยิดตึกดิน ได้เล่าว่า

                “เรียนรู้การแกะพิมพ์เหล็ก พิมพ์ทองมาจากรุ่นพ่อ และรุ่นพ่อก็เรียนมาจากอาจารย์ช่างชาวเยอรมันชื่อ ‘นายไกรซ์เล่อ’ มีร้านอยู่ที่แพร่งนรา สอนให้ งานฝีมือที่ทำก็คือแกะเหรียญพระต่าง ๆ เช่น เหรียญพระสังฆราชรุ่นแรก เหรียญหลวงพ่อเกษม เหรียญพระดังๆ โดยฝีมือการแกะบล็อกเหรียญนั้นสวยงาม และมีความคมชัดอย่างมาก ทำให้เป็นที่นิยมของคนทั่วไป ในอดีตมีชาวมัสยิดตึกดินหลายคนใช้ความรู้ในเชิงช่างนี้เข้าไปทำงานในโรงกษาปณ์และรับผิดชอบการแกะเครื่องราชอิสริยาภรณ์ซึ่งจะเป็นงานทำมือทั้งหมด แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการปั๊มเข้ามาทำให้การทำเครื่องราชอิสริยาภรณ์ใช้เครื่องปั๊มแทน วิชาช่างต่างๆ จึงไม่ได้ส่งต่อให้ใครทุกวันนี้ไม่สามารถหาช่างฝีมือทำเครื่องทองจากมัสยิดจักรพงษ์และมัสยิดตึกดินได้แล้ว คนเก่าคนแก่ที่มีวิชาก็อายุมาก สายตาไม่ดีไม่สามารถทำงานช่างได้ และขาดคนรับช่วงต่อด้วย”

                นอกจากทั้ง ๒ ชุมชนนี้ยังมีอีกชุมชนมุสลิมที่อยู่นอกกำแพงพระนคร แต่ก็มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง คือ ชุมชนมัสยิดมหานาค คุณนิวัฒน์ วงษ์มณี และคุณหะริน สิริคาดีญา จากมัสยิดมหานาค กล่าวว่า “แม้ว่ามัสยิดมหานาคจะอยู่นอกเขตกำแพงเมืองพระนครออกมาแล้ว แต่ก็มีความสำคัญ และมีกุโบร์ใหญ่ที่รองรับคนมุสลิมจากในเขตพระนคร มัสยิดมหานาคมีพื้นที่ ๒๓ ไร่ เป็นกุโบร์ประมาณ ๑๐ ไร่  ที่นี่จึงเป็นกุโบร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเขตพระนคร เป็นที่พึ่งของชาวมุสลิมในพระนครที่อยู่กันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันกุโบร์มหานาคต้องถมซ้อนทับกันมากถึง ๓ ชั้นแล้ว เพื่อรองรับศพใหม่ๆ ที่เพิ่มมา 

                ย้อนไปราว ๗๐ ปีก่อน ที่มัสยิดมหานาคนี้ มีการเรียนการสอนวิชาทางศาสนา ทั้งภาษาอาหรับ ภาษามลายู วิชาฟิกฮ์ ถือว่าเป็นศูนย์กลางวิชาทางด้านศาสนาอิสลามแหล่งใหญ่ของพระนคร ปัจจุบันมัสยิดมหานาค มีทั้งคนใน คนนอกมาใช้มัสยิดร่วมกัน คนนอกที่เข้ามามีทั้งชาวต่างชาติและแรงงานพม่าที่นับถือศาสนาอิสลามที่นี่ จึงกลายเป็นที่พึ่งของมุสลิมคนที่เข้ามาอยู่มาทำงานในกรุงเทพฯ

ในกระแสการเปลี่ยนแปลงของเมือง

                การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานครโดยเฉพาะจากการเน้นนโยบายสนับสนุนการท่องเที่ยวนั้น ภายในชุมชนมุสลิมเองก็ได้รับผลกระทบโดยตรงทั้ง ๒ แห่ง ทุกวันนี้ชุมชนมุสลิมหลายๆ แห่งในเขตพระนครถูกอิทธิพลของกลุ่มทุนและอิทธิพลจากการท่องเที่ยวคุกคามอย่างมาก นอกจากนี้ยังต้องพบเจอกับปัญหาเรื่องการไล่รื้อชุมชน เพื่อสนองนโยบายของรัฐ ทำให้ระบบสังคมและชุมชนลดความเข้มแข็งและเหนียวแน่นลง

                คุณโอภาส มิตรมานะ ได้กล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับชุมชนมัสยิดจักรพงษ์ที่ได้รับผลกระทบจากการกลายเป็นแหล่งศูนย์กลางการท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร

                “ตอนนี้ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวมากการท่องเที่ยวที่มากเกินไปก็ทำให้วัฒนธรรมเสื่อมตามไปด้วย  การท่องเที่ยวทำให้นักท่องเที่ยวลืมคำนึงถึงวัฒนธรรมของคนในท้องถิ่นนั้นๆ ดังนั้นหากเราจะส่งเสริมการท่องเที่ยวเราก็ต้องรักษาวัฒนธรรมเอาไว้ด้วย”

ทำนุ  เหล็งขยัน จากชุมชนมัสยิดตึกดิน

                เสียงสะท้อนจากคนในชุมชนที่ถูกกระทบอย่างมากจากการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

                คุณทำนุ เหล็งขยัน จากมัสยิดตึกดิน  กล่าวถึงการท่องเที่ยวในปัจจุบันนี้ว่า เราต้องให้พื้นที่ทางสังคมกับชาวมุสลิมบ้าง เพราะคนมุสลิมก็เป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ กรุงเทพมหานครใช้สโลแกนว่าวัดวาอารามสวยงาม แต่ไม่มีมัสยิดรวมอยู่ในนั้นด้วยเลย ทั้งๆ ที่มัสยิด และคนมุสลิมเป็นส่วนหนึ่งของกรุงเทพมหานครอย่างแยกจากกันไม่ได้ นอกจากนี้ชาวมัสยิดตึกดินเองก็ยังอยู่ระหว่างปัญหาเรื่องการไล่รื้อชุมชนออกจากพื้นที่ของวัดทั้งที่ในอดีตตั้งแต่สร้างกรุงฯ ก็เคยอยู่เคียงกันถ้อยทีถ้อยอาศัยกันและกันซึ่งปัญหานี้ก็ยังไม่สามารถแก้ไขได้มาจนถึงปัจจุบัน

                อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ที่ปรึกษามูลนิธิฯ กล่าวว่าชุมชนเป็นเรื่องของความเป็นมนุษย์ มนุษย์เป็นสัตว์สังคมจะอยู่แบบโดดๆ ไม่ได้ เมื่อมาอยู่ร่วมกันในพื้นที่เดียวกัน ไม่ต่ำกว่าสามชั่วคน มีสำนึกร่วมกัน มีความเป็นเครือญาติกัน ในขณะที่ปัจจุบันการอยู่เป็นสังคมมันคือการอยู่กันแบบเป็นกระจุกแค่นั้นเอง ไม่มีความสัมพันธ์ทางสังคม ไม่รู้จักกัน สิ่งที่ชาวกรุงเทพฯ กำลังเผชิญกันอยู่ตอนนี้คือ การไล่รื้อสังคม ชุมชนที่เคยมีมาตลอดก็เหลือแต่สังคมแห้งแล้งไม่รู้จักกัน เพราะทางการกำลังมองแบบนกไม่ได้มองแบบหนอน มองแบบคนนอกไม่มองแบบคนใน

                ดังนั้น คนในชุมชนจึงต้องช่วยกันให้ข้อมูลเพื่อปกป้องชุมชน มีบันทึกความทรงจำจากการเสวนาเหล่านี้ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ ทำหมุดหมายเพื่อให้คนได้รู้จักคนกรุงเทพมหานคร เอาไว้ เรียกว่า “ประวัติศาสตร์สังคม” ในกรุงเทพฯ ตอนนี้ชุมชนมุสลิมถือได้ว่าเป็นชุมชนที่ยึดมั่นแน่นเหนียวกันมากกว่าชุมชนอื่นๆ ควรเอาเป็นตัวอย่าง รู้จักเป็นสังคมเดียวกันและเครือข่ายร่วมกัน ชุมชนกับสังคมมีหลายระดับความสัมพันธ์ เช่น คนกับคน คนกับธรรมชาติ คนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ แล้วสิ่งต่างๆ เหล่านี้ร้อยรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

 

กิจกรรมบรรยายและเสวนาสาธารณะ : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ  วิริยะพันธุ์ ฉ.๑๐๘ (ต.ค.-ธ.ค.๒๕๕๘)

 

อัพเดทล่าสุด 27 ม.ค. 2560, 11:43 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.