หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
"ปิดฉาก" งานช่างชั้นครูที่ตรอกบ้านพาน
บทความโดย เมธินีย์ ชอุ่มผล
เรียบเรียงเมื่อ 19 เม.ย. 2559, 09:00 น.
เข้าชมแล้ว 3673 ครั้ง

บรรยากาศในการเสวนา "ปิดฉาก" งานช่างชั้นครูที่ตรอกบ้านพาน

                วันอาทิตย์ที่ ๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ที่ผ่านมามูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ จัดงานเสวนา “ปิดฉาก” งานช่างชั้นครูที่ตรอกบ้านพาน  ณ ลานกิจกรรมป้อมมหากาฬ เป็นครั้งที่ ๓ นับจากเริ่มจัดกิจกรรมเสวนาสาธารณะของคนย่านเก่าเมืองกรุงเทพฯ ที่ป้อมมหากาฬ

                การเสวนาสาธารณะที่จัดนี้เป็นการพูดคุยเพื่อเรียนรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ของชุมชนย่านเก่าในกรุงเทพฯ เพื่อให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นที่บริเวณ “บ้านพาน” หรือ บางคนก็เรียกว่า “บ้านพานวัดตรี” มากขึ้น และจะได้ทำความรู้จักกับงานฝีมือช่างเครื่องเงินชั้นครูในการตอกลายบนขันน้ำพานรองได้อย่างน่าทึ่ง 

                หลายท่านอาจมีข้อสงสัยถึงชื่อของบ้านว่า “บ้านพาน” กับ “บ้านพานถม” นั้นใช่ที่เดียวกันหรือไม่ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์นั้นแต่เดิมในเอกสารทางประวัติศาสตร์หลายแหล่งเรียกพื้นที่นี้ว่า “บ้านพาน” และมีพื้นที่ต่อเชื่อมกับ “บ้านหล่อ” ซึ่งมีคลองบ้านหล่ออยู่ติดกับวัดปรินายกหรือวัดพรหมสุรินทร์แต่ก็มีเอกสารอีกแหล่งคือแผนที่เก่าตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ที่เรียกว่า “บ้านพานถม” หรือตำบลบ้านพานถม และในปัจจุบันป้ายซอยป้ายแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวต่างใช้ชื่อ “บ้านพานถม” ที่อยู่ด้านหน้าวัดบวรนิเวศฯ จนทำให้เกิดความสับสน

                ตรอกบ้านพานหรือตรอกบ้านหล่อในปัจจุบันและต่อเนื่องลดเลี้ยวมาเชื่อมกับตรอกทางแยกด้านริมคลองโอ่งอ่างหรือบางลำพูทางฝั่งเหนือของถนนประชาธิปไตยตรงข้ามกับวัดตรีทศเทพในทุกวันนี้

                ผู้เข้าร่วมเสวนาในวันนี้ถือได้ว่าเป็นทายาทของช่างทำพานที่เก่าแก่ในย่านชานพระนครนี่เอง ได้แก่ คุณละออศรี (รัชตะศิลปิน) พิพิธภัณฑ์ จากตระกูลทำพานเงิน, คุณพิมพ์สิริ สุวรรณนาคร ประธานชุมชนตรอกบ้านพานถมและเป็นหนึ่งในตระกูลทำพานเงินของตรอกบ้านพาน และคุณรัตนา (ชูตินันทน์) กาญจนดุล บุตรีของขุนภักดีสาสตรานายทหารกรมแผนที่ซึ่งมีอาชีพรองทำพานโดยมีคุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริจากมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

บ้านพานในความทรงจำ

                คุณป้าละออศรี กล่าวถึงนามสกุล รัชตะศิลปิน ที่แปลว่า “ช่างเงิน” ในวัย ๘๔ ปี ได้ถ่ายทอดความทรงจำว่า ตนได้เรียนรู้การทำพานมาจากคนในบ้าน และใช้วิชาช่างที่ได้รับรู้ ได้เห็นจากสิ่งที่ผู้ใหญ่และคนงานในบ้านทำ มาใช้ทำงานเพื่อหาทุนการศึกษามาแต่ยังเล็ก ด้วยว่าเป็นลูกผู้หญิง คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ในสมัยนั้นเกรงว่าจะมีความรู้มากเกิดไปเขียนเพลงยาวต่อกับผู้ชายได้จะเกิดเรื่องไม่งามขึ้น แต่คุณป้าละออศรีก็ยังทำงานส่งตัวเองเรียนจนจบวิทยาลัยครูและมาประกอบอาชีพครูได้ผู้เป็นปู่ของป้าละออศรีนั้นเป็นผู้ทำเครื่องเงินถวายให้กับทางในวัง คุณพ่อคือหลวงอนุการรัชฎ์พัฒน์ (อู๋ รัชตะศิลปิน) ข้าราชการกรมพระคลังข้างที่ คุณแม่และคุณป้าเป็นช่างเงินเช่นกัน เครื่องเงินส่วนใหญ่ที่ทำถวายเข้าไปในวังนั้นเท่าที่ทราบก็จะเป็นพวกโกฐที่ใส่กระดูกที่เป็นเครื่องเงินนอกจากนั้นก็คือขันน้ำพานรองที่ต้องใช้ความละเอียดประณีตอย่างมาก

                ในอดีตนั้นขุนนางข้าราชการที่มีทุนที่อาศัยอยู่ในแถบบ้านพานนั้นมักจะเปิดบ้านเป็น “นายเตา” ซึ่งในบ้านพานนี้มีปรากฏจำนวนหลายเตา โดยลำดับที่คุณป้าละออศรีจำได้นั้น เตาที่ ๑ บ้านขุนภักดีเตาที่ ๒ บ้านขุนวรรณ  เตาที่ ๓ บ้านคุณพระธนรัตน์ ส่วนของบ้านคุณป้าละออศรีจะเป็นเตาที่ ๕ และยังมีเตาอื่นๆ อีกหลายเตาในย่านนี้ เจ้าของเตาส่วนใหญ่ในบ้านพานจะเป็นผู้หญิง แต่ก็เรียก “นายเตา” เช่นกัน แต่ละเตานั้นคนงานประกอบด้วยคนสองวัย คือ คนหนุ่มจะต้องใช้แรงเยอะในการขึ้นรูปเครื่องเงินต่างๆ ส่วนคนที่มีอายุหน่อย ซึ่งคุณป้าละออศรีเรียกว่า “พวกคุณตา” นั้น ก็จะมีหน้าที่เป็นแผนกตกแต่งให้สวยงาม ส่วนช่างสลักนั้นมีอยู่จำนวนมาก เกือบทุกบ้านจะมีช่างสลักเป็นหมู่ๆ ทั้งขึ้นรูป ตกแต่ง และสลักซึ่งช่างของแต่ละเตานั้น แม้จะมีสังกัดเตาอยู่แต่ก็สามารถไปช่วยงานเตาอื่นๆ ได้หากคนงานขาดหรืองานเร่งต่างคนต่างก็ช่วยกัน

                คุณป้ารัตนา  (ชูตินันทน์) กาญจนดุล วัย ๗๐ ปี ทายาทรุ่นหลานของขุนภักดีสาสตรา ขุนภักดีสาสตราเป็นชาวนครหลวง พระนครศรีอยุธยา ได้ซื้อที่ดินบริเวณริมคลองโอ่งอ่างหรือคลองบางลำพู เพื่อความสะดวกแก่การทำงานและเดินทางก่อนที่คุณป้ารัตนาจะเกิดนั้น ที่บ้านนั้นยังมีการทำเครื่องเงินทำพานอยู่ แม้ว่าบ้านของคุณป้ารัตนาจะเลิกการทำพานมาเกือบ ๗๐ ปีแต่ก็จะเห็นเครื่องมือเหล่านี้อยู่ในบ้านแล้ว นอกจากที่คนแถวนี้จะทำเครื่องเงินกันแล้วที่ทำได้ก็คือเรื่องการใช้น้ำเป็นเรื่องสำคัญของงานช่างหัตถกรรมในบริเวณบ้านพานนี้ด้วย ในเขตบ้านพานนี้จะมีตาน้ำหรือบ่อน้ำที่ใช้ในการทำเครื่องเงินอยู่ ๓ บ้าน นอกนั้นก็จะต้องไปหาบน้ำจากคลองโอ่งอ่างมาใช้เวลาที่จะทำเครื่องเงินเหล่านี้ด้วยทำให้เกิดอีกอาชีพที่มาช่วยเสริมการทำเครื่องเงินคือ อาชีพหาบน้ำนั่นเอง

                ส่วนคุณป้าหมู คุณพิมพ์สิริ สุวรรณนาคร ทายาทของตระกูลเก่าแก่ที่ทำเครื่องเงินมาในอดีต ป้าหมูเล่าว่าที่บ้านก็มีเตาสำหรับทำเครื่องเงินด้วยเหมือนกัน คนสมัยก่อนมีทักษะในการทำงานช่างฝีมือมาก คือ หลังจากที่ที่ขึ้นรูปขันมาแล้วหยอดชันจนเต็มขันแล้วก็จะตอกออกมาเป็นลวดลายได้เองโดยไม่ต้องมีแบบมาก่อน จะค่อยๆ ตอกลิ่มลงบนขันจนเกิดเป็นลวดลายสวยงามเป็นอย่างยิ่ง

                ความนิยมของพานเงิน  ขันเงิน  จากบ้านพานนั้นเรียกได้ว่าบ้านใดมีเครื่องเงินของบ้านพานเหล่านี้ไว้ในครอบครองได้ถือว่ามีฐานะในสังคมพอควร  เพราะเครื่องเงินเหล่านี้จะรับทำตามสั่งและมีวางขายไม่มากนัก เนื่องจากเป็นงานฝีมือต้องใช้เวลาในการทำ สนนราคาจึงมีมูลค่าสูง แต่ความนิยมก็ยังมีอยู่มากเพราะแต่ละเตาแต่ละบ้านก็ทำงานกันไม่ได้หยุด เครื่องพานเงินของบ้านพานนั้นได้รับความนิยมมีชื่อเสียงมากยิ่งขึ้นเมื่อมีการจัดงานสงกรานต์และมีการประกวดนางงามวิสุทธิกษัตริย์ ซึ่งได้รางวัลเป็นขันน้ำพานรองจากบ้านพานนี่เอง แต่ก็มาถึงเวลาที่ความนิยมงานฝีมือทำเครื่องเงินในแบบดั้งเดิมของบ้านพานต้องพบกับคู่แข่งที่สำคัญเมื่อมี “เครื่องปั๊ม”

จุดเปลี่ยนของบ้านพานถึงขั้นปิดฉาก

                ความเปลี่ยนแปลงของบ้านพานจนถึงขั้นปิดฉากบ้านพานมีเข้ามา ๒ ระลอกคือ  เริ่มจากที่มีพ่อค้าชาวจีนนำ “ทองขาว” ซึ่งก็คือ การผสมระหว่างทองคำและโลหะอื่นๆ นำมารีดขึ้นรูปเป็นรูปขันเป็นรูปพาน ต้นทุนในการผลิตมีราคาที่ต่ำกว่าการทำเครื่องเงินแบบเดิมหลายเท่าเพราะใช้ทองขาวที่มีสีสวยสด ด้วยราคาวัตถุดิบที่ถูกกว่าและราคาของชิ้นงานที่ถูกลง ลวดลายที่ใช้ในการสลักลงไปบนชิ้นงานนำมาจากลวดลายจากธรรมชาติลายใบไม้และดอกไม้ คุณป้าละออศรีเล่าว่า ในช่วงที่มีทองขาวเข้ามาแล้ว ตนยังเคยคิดทำลวดลายบนภาชนะเป็น รูปต้นไม้ รูปสายน้ำ รูปปลา สิ่งแวดล้อมรอบตัวช่างสลักก็สามารถนำมาทำเป็นลวดลายได้ ลักษณะลายรูปแบบเดิมที่เคยทำในเครื่องเงินดั้งเดิมนั้น ถือได้ว่าเป็นงานยากไปสำหรับช่างรุ่นใหม่ และใช้เวลาหารายได้พิเศษรับตอกลายกันอย่างสนุกสนาน

                แต่เพียงช่วงเวลาไม่นานเท่านั้น ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดที่เข้ามาแล้วทำให้เครื่องเงินบ้านพานเลิกกิจการกันเกือบหมดก็คือ เมื่อมีเครื่องอะลูมิเนียมปั๊มเข้ามานี่เอง ในช่วงแรกๆ ผู้ผลิตขันอะลูมิเนียมปั๊มนำขันที่ปั๊มมาจ้างให้ช่างในบ้านพานขึ้นรูปตอกลายให้ก่อน จากนั้นก็นำไปเป็นแบบปั๊มขันน้ำพานรองอะลูมิเนียมออกขายจำนวนมาก จึงพูดได้ว่าเป็น การ “ปิดฉาก” งานช่างบ้านพานอย่างแท้จริง นอกจากนี้แล้ว ส่วนใหญ่ลูกหลานของช่างทำเครื่องเงินบ้านพานก็จะได้ร่ำเรียนหนังสือจบออกมาทำงานราชการ ทหาร ตำรวจ มีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน จึงไม่ได้มารับสืบทอดการทำเครื่องเงินขันน้ำพานรองแบบของบ้านพาน ทำให้ความรู้และอาชีพการทำเครื่องเงินขันน้ำพานรองในบ้านพานค่อยๆ หายไปด้วย

                อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ที่ปรึกษามูลนิธิฯ ให้ข้อสังเกตว่า ในอดีตย่านชานพระนครนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นย่านที่อยู่ของช่างฝีมือแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านพาน บ้านหล่อ บ้านบาตร หรือที่อื่นๆ

                การขับเคลื่อนของสังคมจากภายในทั้งในเรื่องประวัติศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงของชุมชน ถ้าคนในร่วมมือกันก็จะสามารถสร้างอำนาจต่อรองได้ เช่นเดียวกับที่ป้อมมหากาฬต่อสู้มาตลอด ๒๓ ปีขณะนี้กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในกรุงเทพฯ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ได้มาจากความต้องการของคนในทำให้เกิดผลกระทบเมื่อการเปลี่ยนแปลงเมืองเกิดจากระดับนโยบายที่ไม่ได้ฟังเสียงคนใน

                การศึกษาชุมชนเมืองต้องดูให้เห็นศักยภาพเพราะบ้านเมืองเก่าๆ เหล่านี้มีประวัติศาสตร์ มีเรื่องให้ศึกษาหาความรู้เปรียบเสมือน Side Museum ที่สามารถเดินชม เรียนรู้วิถีชุมชนที่เขาเป็นอยู่ได้เห็นชีวิต สิ่งนี้คือความสำคัญของย่านประวัติศาสตร์ที่ดีที่ควรแก่การเรียนรู้

                ดังนั้น การสร้างประวัติศาสตร์สังคมจากปากคำการบอกเล่าของคนที่อยู่ในชุมชนจริงๆ นั้นถือว่าเป็นเรื่องยากเพราะบุคคลที่อยู่ในชุมชนที่รู้เรื่องราวต่างๆ ที่มีความทรงจำร่วมกันอาจหายไปอย่างรวดเร็วในสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปมากเช่นในปัจจุบัน

 

กิจกรรมบรรยายสาธารณะและเสวนาสาธารณะ : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๑๐๘ (ต.ค.-ธ.ค.๒๕๕๘)

อัพเดทล่าสุด 19 เม.ย. 2559, 09:00 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.