หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
ตลาดนางเลิ้งยังไม่ตาย
บทความโดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
เรียบเรียงเมื่อ 7 มิ.ย. 2559, 14:46 น.
เข้าชมแล้ว 2860 ครั้ง

ผมเกิดที่นี่และบริเวณตรงนี้เป็นที่พักอาศัยเริ่มแรกเลย (ใกล้กับโรงหนังเฉลิมธานี) ตลาดนางเลิ้งแต่ก่อนเป็นชุมชนที่อยู่กลางใจเมือง ผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้โดยรอบก็จะมาจับจ่ายใช้สอยในตลาดนางเลิ้ง เพราะแต่ก่อนคมนาคมดี อาศัยว่ามีรถรางรอบเมืองก็เลยมาจับจ่ายใช้สอยหรือใกล้ๆ ก็จะเดินมา

 

 

ผมเกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๔ สมัยญี่ปุ่นบุกพอดี ตอนนี้อายุ ๗๔ ปีแล้ว ชีวิตเด็กๆ ก่อนไปโรงเรียนผมมีหน้าที่ตั้งเตากาแฟติดเตากาแฟหรือทำอะไรก่อนถึงจะไปทานข้าวไปเรียนคุณพ่อคุณแม่ขายกาแฟค้าขายเลย และส่วนหนึ่งชีวิตมันก็ผกผันว่าพ่อแม่ไม่มีเวลาเลี้ยงเรา ส่งเราไปอยู่แถวทุ่งมหาเมฆ ไปฝากเขาเลี้ยงคือค้าขายจนไม่มีเวลาดูแล ตลาดสมัยนั้นคึกคักมาก ในละแวกนี้แม้กระทั่งคนแถวศรีย่านหรือแถวราชวัตรต้องมาทานอาหารที่นี่จะกินอาหารก็ต้องมานางเลิ้งมีทุกอย่างครับ

 

คุณพ่อคุณแม่เชื้อสายจีนก็มาตั้งรกรากที่นี่เป็นคนจีนจากเมืองจีนแต้จิ๋วแซ่ลี้ครับ ตรงนี้มีคนจีนเชื้อสายหลายเชื้อสาย มีแต้จิ๋ว มีแคะ มีกวางตุ้ง แต้จิ๋วจะมากกว่า แต่ไหหลำจะไปอยู่ทางวัดสระเกศมากกว่า  แล้วก็ทางวัดญวนแถววัดสระเกศพวกนี้ทำเรื่องที่เกี่ยวกับธุรกิจไม้มากกว่าส่วนหนึ่งคือผมได้อยู่ได้รู้จักคนแถววัดสระเกศคนหนึ่งก็ไปขยายงานคือไปทำประปาที่สี่แยกหลานหลวงก็พยายามหาอาชีพที่ดูแล้วจะก้าวหน้าเลยขายเครื่องประปาตรงสี่แยกหลานหลวง

 

ไปเรียนชั้นประถม เรียนอยู่พักหนึ่ง ต้องไปอยู่กับคนรู้จักครับ แต่มันก็เท่ากับฝึกให้ชีวิตเรามันเข้มข้นขึ้น คือเช้าก่อนจะไปโรงเรียนก็ต้องไปซื้อกับข้าวมาทำกับข้าว ติดเตาหุงข้าวอีก แต่ชีวิตเราก็มามองดูว่าเรื่องของศาสนานี้ ส่วนหนึ่งนี่บุญวาสนาเราแยะ ผมว่าเป็นตัวอย่างที่เราจะช้าหรือเร็วต้องใส่บาตรทุกเช้า บุญกุศลจะส่งเสริมให้เราไม่ตกอับ บางทียังนึกถึงว่าเรามีหน้าที่อย่างนี้ทำมันก็มาส่งเสริมให้เรามีชีวิตที่ดี

 

คุณสมพงษ์  โชติวรรณ ทายาทผู้เช่าโรงหนังเฉลิมธานีจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

 

เสร็จแล้วก็ต้องกลับมาที่นี่ ก็มาเรียนต่ออีกที ผมไปจบที่พาณิชย์ตั้งตรงจิตร ความเห็นพ่อไม่อยากให้เรียน อยากให้ทำงานตรงนี้ชีวิตมันแปรผันครับก็มีเพื่อนของพ่อมาชวน ช่วงนั้นเรามาทำธุรกิจเช่าโรงหนังจากสำนักงานทรัพย์สินฯ ดำเนินการอยู่ ผมอายุสิบกว่ายังไม่ถึงยี่สิบปีพ่อก็อยากจะทำน่ะ เพราะว่าจริงๆ เราอยู่หน้าโรงหนัง ขายอาหารก็เลยได้สัมผัสมาโดยตลอด ลองดูว่ามันเป็นอาชีพที่ดีหรือไงก็เลย ก็ไปได้ดี

 

แล้วเพื่อนๆ คุณพ่อก็มาชวนไปช่วยบริหารโรงภาพยนตร์ที่จังหวัดระยอง ผมก็เลยช่วงนั้นต้องวิ่งขึ้นวิ่งลงระหว่างกรุงเทพฯ-ระยอง ระยะทางตั้งแต่สัตหีบไประยองนี่ ๔๗ กิโลเมตร ฝุ่นแดงหมดตลอดทางระยะทางจากกรุงเทพฯ ไปถึงระยองลาดยางแค่ถึงสัตหีบ จากสัตหีบไประยองเป็นทางฝุ่นแดง

 

เป็นโรงหนังใหม่ของเทศบาลครับ ช่วงนั้นอายุ ๒๐ กว่า ช่วงนั้นก็วิ่งขึ้นวิ่งลงพ่อแยกมามีร้านขายเครื่องประปาตอนอายุ ๑๐ กว่าปี ผมก็ได้ฝึกงานอยู่หลายอย่าง เพราะสมัยก่อนตรงหลานหลวงก็ตรงข้ามกับบริษัทสหศรีชัยของคุณบรรหารตรงหลานหลวง ตรงข้ามกันเลย

 

ตอนที่เรามาทำครั้งแรกมันไม่ดีทีเดียว แต่ทุกอย่างมันก็ค่อยเติบโตของมัน แต่ก่อนมีลิเกอะไรบ้าง หนังยังไม่เข้ามาเต็มที่มันก็มีข้อจำกัด เพราะแต่ก่อนหนังจะเป็น ๑๖ มิลลิเมตร ก็ค่อย ๆ พัฒนาขึ้นหนังไทยที่ไปเปิดมีเพลงเป็นเสียงในฟิล์มก็คงไปล้อจากหนังอินเดีย ทุกข์ก็ร้องเพลง ดีใจก็ร้องเพลง หนังไทยเวลานั่นเสร็จต้องมีเพลงประกอบ ก็ค่อยๆ พัฒนาตอนเริ่มทำคือหลัง พ.ศ. ๒๕๐๐ เล็กน้อย เข้าสมัยจอมพลสฤษดิ์แล้ว ตอนนั้นผมเข้าพาณิชย์แล้ว เข้าเรียนตั้งตรงจิตรแล้ว

 

บุ๊กกิ้งหรืออะไรต่างๆ ก็เป็นเจ้าหน้าที่หนึ่งคนที่ทำ เราเป็นคนบริหาร เราก็เท่ากับเรียนรู้วิธีการทำงานของเขาจะจัดมาเป็นกรุ๊ปเข้ามาเลย เป็นสายของเขาอยู่แล้ว โรงหนังมีไม่มากครับ มีบางลำพู มีบุศยพรรณ โรงหนังศรีบางลำพูอยู่ทางวัดบวร บุศยพรรณก็อยู่ทางตลาดนานา แล้วก็มาที่นางเลิ้งแล้วก็ไปทางบางกระบือ ไปบางซื่อก็มีหนังหลายเรื่องที่คนมาแย่งตีตั๋วหนังดู แต่จริงๆ โรงหนังมันจะมีเวที นอนดูบนเวทีเลย

 

ต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่าสมัยก่อนสิ่งบันเทิงมันมีจำกัด ทีวีก็ไม่มีต้องคนที่มีฐานะดีถึงจะมีเครื่องรับทีวี สื่อที่ถูกที่สุดคือภาพยนตร์

สมัยก่อนเขาจะมีนักเลงประจำถิ่น ถิ่นใครถิ่นมันอยู่ คือต้องมีชั้นก็เป็นตัวเอ้ในทางถิ่นนี้จะมีฉายาหมดพวกนี้มาจากบางลำพู พวกนี้นางเลิ้งหรืออะไร บางทีพวกนี้มาลองของอยู่ยงคงกระพัน เพราะแต่ก่อนต้องสักยันต์ เราจะเห็นคนโบราณมาสักยันต์หรืออะไรต่างๆ มีอะไรก็มาลองของกันบ้างจะเป็นนักเลงหัวลำโพงมากกว่าที่ดังที่มีชื่อสมัยยุคโน้นมันยุคเกชา เปลี่ยนวิถี พวกนั้นนักเลง

 

ถ้าจีบผู้หญิงมันเป็นอีกเรื่องคือ แม่ค้าที่นี่ขายของต้องแต่งตัวสวยเป็นเอกลักษณ์ที่คนจะต้องมาซื้อของ สินค้าจะขายได้ไม่ได้แม่ค้าจะออกมาขายของต้องแต่งตัวสวย แม้กระทั่งขายขนมหวานอะไรต่างๆ พอตกเย็นต้องแต่งตัวสวย พอลูกค้ามาแล้ว เรียกว่าแต่งตัวแข่งกันเลยล่ะ ร้านค้านี่ต้องแต่งตัวแข่งกัน สนุกนะ พูดถึงแล้วก็สนุกขนมหวานจะขายตรงนี้ออกไปทางซอย ออกทางเส้นคลองผดุงกรุงเกษม มันจะเป็นช่วงๆๆ ดักลูกค้า

 

หน้าโรงหนังเป็นร้านค้าร้านขายอาหาร ตกเย็นคนก็มาจับจ่ายใช้สอยกัน ผมเทียบให้เหมือนหมู่บ้านชานเมือง ทางหมู่บ้านชานเมืองที่มีร้านค้า คนเดินขวักไขว่ ลักษณะเหมือนกันลูกค้าที่ไกลๆ เมืองเลยก็มี คือตรงนี้ถ้าเราบอกว่า ถ้าถามอย่างนี้มันทำให้ผมนึกถึงแต่ก่อนที่ตรงนี้ที่มันรุ่งเรืองเพราะว่าส่วนหนึ่งเพราะมีทั้งกรรมกรคนจีนเป็นพวกจับกัง คำว่าจับกังคือที่มาแบกหามอะไรต่างๆ แล้วก็มากินใช้ตรงนี้ คนจีนแต่ก่อนมาขายโรงงานอย่างนี้บ่อย พอหมดรุ่นคนจีนคนอีสานมา คนอีสานมานี่ใช้จ่ายมาก ได้ง่ายปุ๊บก็ทำให้การสะพัดของเงิน  ถ้าพูดถึงแล้วก็ตรงนี้เขาก็รับจ้างแบกของทำอะไรต่างๆ เสร็จ กลับมามีเงินจับจ่ายใช้สอย ตรงนี้เหมือนกับสลัมเป็นบ้านเช่า แต่จริงๆ ก็ทำให้ตรงนี้มีความเจริญเพราะทุกอย่างจะเจริญได้จะได้จากคนหาเช้ากินค่ำมากกว่าพวกเงินเดือน วันนี้เขาได้มาปุ๊บ คนอีสานสมัยก่อนมาจะไม่คำนึงถึงเรื่องอดออมนี่ไม่เลยครับ มีเท่าไหร่ใช้หมด

 

โรงหนังรูปแบบนี้มันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว แต่ก่อนตรงนี้เป็นโรงที่ไม่ได้ปรับปรุงอะไรเลย แล้วเราก็มาปรับปรุงแค่ที่เราทำได้นอกจากสำนักงานทรัพย์สินฯ แล้วมีคนอื่นมาเช่าก่อนหน้าแต่ว่าทำไม่ไหวค่าใช้จ่ายเขาอาจจะสูง แต่อาศัยว่าเราทำในครอบครัวค่าใช้จ่ายมันอาจจะถูกลงแล้วเราก็ขายของอยู่ตรงนี้ด้วย ประมาณช่วง ๒๕๒๐ กว่าๆ ตลาดยังอยู่แต่โรงหนังไปก่อน เพราะวิดีโอเข้า

 

 

ผมไปทำสายอยู่ที่ภาคตะวันออก ทำสายหนังอยู่พอดีในช่วงที่โรงหนังมันลง เราก็มองดูว่าถ้าเราอยู่อย่างนี้เราตาย ก็ปรึกษาแม่บ้าน เราไปทำสวนกันดีกว่า เรามองดูว่าอาชีพจัดสวนการเกษตรมันคงจะยั่งยืน ก็เข้าไปทำสวนที่ระยอง อำเภอแกลง

 

ที่ผมกลับมากรุงเทพฯ ก็เพราะเรากลับมามองดูบ้านเราและท้องถิ่นมันไม่มีอะไรดีขึ้นเลย พอดีมีเด็กเขาชวนว่ามาช่วยกันหน่อยที่นี่ ก็เลยเข้ามาทำงานชุมนุมเกือบ ๓ ปีแล้ว แต่ผมไปๆ มาๆ อยู่ครับบ้านอยู่ที่นี่ คุณพ่อคุณแม่ก็ยังอยู่ที่สร้างบ้านหลังนี้ก็จะสร้างบ้านให้แม่อยู่ก็พอดีเสียชีวิตไปก่อนบ้านเพิ่งเสร็จครับ แต่ก่อนเป็นบ้านไม้ อายุ ๙๐ กว่าปีก่อนเสีย อยู่ที่บ้านนี้ตลอดและไม่ได้ค้าขายมีคนดูแลอยู่

 

ทุกคนก็อยากมีที่เป็นของตัวเอง ที่ตรงนี้คือที่ของสำนักงานทรัพย์สินฯ หมด ผมคิดว่าผมอยู่ที่นี่ เติบโตมาได้รับความอบอุ่นพอสมควรจากสำนักงานทรัพย์สินฯ อยู่กับสำนักงานทรัพย์สินฯ คงไม่มีใครมารังแก ถึงตกลงปลงใจที่จะลงทุนทำบ้านปลูกเองครับ พื้นที่ตรงนี้เช่าที่ไม่ได้เช่าตัวอาคาร

 

พูดได้ว่าเป็นครอบครัวที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจของนางเลิ้งก็มีหลายครอบครัว บางทีเขาก็ไปตั้งรกรากที่ดีกว่านี้มีทำแท็กซี่ไปทำอะพาร์ตเมนต์ให้เช่าก็มี ที่เขาอยู่ประสบความสำเร็จที่นี่ คนอยู่ที่นี่แล้วไปร่ำรวยที่อื่นเยอะ ที่นี่มันมีทุกอย่างทั้งการพนันและอะไรมีคนทุกรูปแบบ

 

ผมอยากทำงานที่คืนให้สังคมเพราะส่วนหนึ่งมองว่าตั้งแต่เราเด็ก เราเคยเห็นคนในท้องถิ่น ชีวิตเขาเป็นยังไง แล้วมาถึงสภาพตอนนี้ แล้วได้เคยไปดูแถวเวียดนามอะไรต่างๆ ความเป็นเอกภาพตรงนี้บ้านเราก็ทำได้ทำไมเราไม่ทำแล้วถ้าเราไม่มาหยิบยื่นให้เขาอีกหน่อยก็ไม่มีอะไรเหลือ

 

ผมเคยนั่งคิดคนเดียว ทำยังไงให้ตรงนี้เขาอยู่แบบมีความยั่งยืน ให้เขารู้จักหวงแหนในท้องถิ่น เพราะสมัยแต่ก่อนเด็กๆ ริมถนนมีร้านค้าต่างๆ ครบหมดทุกอย่าง สมัยก่อนมีห้างพระจันทร์โอสถ ยาแก้ปวดฟันจุลโมกข์ บริษัทเทวกรรมโอสถ ตรงนี้เป็นที่รวบรวมอะไรต่างๆ แล้วทำยังไงเราจะดึงโครงสร้างอะไรต่างๆ ย้อนยุคกลับมาได้ มันก็ดี มันเป็นการค้าขายที่เรานั่น เราก็ต้องมองถึงถ้าคนในท้องถิ่นเขาบอกอยู่ที่นี่เขามีความมั่นคงก็เป็นการทำให้ท้องถิ่นอยู่แบบยั่งยืน ที่คิดๆ อย่างนี้นะ ผมพอแล้วตรงนี้ ถ้าเรามาหยิบยื่นให้เขาจะเป็นยังไง

 

ปัญหาคือคนส่วนใหญ่คิดว่า ธุระไม่ใช่เรายังต้องคิดว่าจะสร้างจิตสำนึกเขายังไง ให้เขารู้จักคุณค่า ผมเสียดายเงินที่พวกผู้นำท้องถิ่น ตัวแทนชุมชนไปเที่ยวไปดูงานต่างๆ ไปก็เพื่อไปหาเสียง แต่ไม่เคยมาหยิบยื่นชี้แนะว่าอย่างนี้ในท้องถิ่นเรา ถ้าเราพัฒนาตรงนี้ได้

               

ก็ต้องเริ่มจากตัวเราก่อน ถ้าเราทำขึ้นมาแล้วถ้าเผื่อมีแนวร่วมอะไรดีๆ คู่คิดดีๆ ก็พยายาม กำลังคิดอยู่ ผมไม่ได้มายึดติดอะไรตรงนี้ ผมได้ยินได้ฟังจากเพื่อนๆ ครูบาอาจารย์ต่างๆ เขาว่าถ้าการทำงานถ้าไปถึง ๓ เจนเนอเรชั่นด้วยกัน มีผู้สูงอายุ ระดับกลาง และระดับเด็ก คือคล้ายๆ ให้เขาได้ซึมซับว่าแล้วจะไปต่อยอดให้เป็นบ้านเราได้

               

คนเก่าๆ เขาก็พูดว่าเข้ามาแล้วก็มีแต่คนมาค่อนขอดเหมือนกัน บางทีถามว่าคนที่เข้ามาวัตถุประสงค์เพื่ออะไร เพราะบางอย่างการทำงานอาจจะมายึดโยงกับประโยชน์บางส่วนบางคนเขาก็พูดว่าพรรคพวกเขาบอกอย่าท้อนะ ถ้าท้อแล้วก็หมดแล้วไม่มีอะไรแล้ว เพราะผมก็มองดูว่า ผมไม่ยกยอตัวเองนะ ผมว่าถ้ารุ่นผมไม่มาอยู่ที่นี่เรื่องเล่าหรืออะไรต่างๆ ก็ไม่มีอะไรเหลือ

               

ทำยังไงจะปลูกจิตสำนึกเขา ก็พยายามสนับสนุนคนบางส่วนที่เขามีใจตรงนี้ แต่เราต้องเป็นผู้ให้อย่างเดียวนะอย่าเป็นผู้รับ คือต้องสนับสนุนเขาจนเขาเกิดแรงก่อนบางทีก็ต้องเป็นความรู้บ้าง เงินทองบ้างที่มันขาดตรงนี้ที่จะสนับสนุน แล้วก็ต้องให้กำลังใจเขา ต้องชี้เราสนับสนุนเขาเสร็จต้องชี้ว่ามันจะเป็นยังไง ยกตัวอย่างบางคนแดดร้อน อยากเรียนเรื่องโซลาร์เซลล์ บอกคุณเรียนไม่ได้ คุณยังไม่มีพื้นฐานไฟฟ้า ก้าวกระโดดไปทำอะไรไม่ได้เดี๋ยวก็ตัน เรียนพื้นฐานโครงสร้างไฟฟ้าก่อน รู้จากตรงนี้เสร็จคุณถึงมาต่อยอดตรงนี้ได้

               

สิ่งแวดล้อมเหมือนกัน เราก็มองดูว่า สิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยสำคัญในเรื่องสาธารณสุขของสิ่งแวดล้อมไม่ดี สุขอนามัยของคนจะไม่ดี  ก็เริ่มมาทำเรื่องของการกำจัดแยกขยะอะไรต่าง ๆ ค่อนข้างยาก เคยเห็นมาหลายรุ่นแล้ว แต่ก็ต้องเป็นงานที่ท้าทายที่ต้องทำ แต่เราจะไปทำแบบหักดิบเลยไม่ได้ ต้องค่อยๆ

               

ก็ค่อยๆ ทำไป ทุกอย่าง ส่วนหนึ่งเราทำงานตรงนี้ผลงานมันก็เกิดขึ้นมา เราได้เงิน SML มาแล้วเราก็มาทำ เป็นเรื่องของเสียงตามสาย ในเรื่องกล้อง CCTV ก็ทำให้เห็นเป็นรูปธรรมขึ้นบางอย่างมันต้องใช้เวลานิดนึง เราไปทำแบบหักด้ามพร้าด้วยเข่าไม่ได้ ต้องใช้เวลา

               

เราไม่ได้โกหกตัวเอง เราทำงานไม่เต็มร้อยเพราะว่าส่วนหนึ่งจะต้องคิดถึงปากท้องเราด้วย ส่วนหนึ่งให้กับสังคมแต่ส่วนหนึ่งต้องให้กับครอบครัว มีลูกที่มารับงานต่อจากบริษัทที่ทำไว้แต่เขาก็ไม่เข้าใจในเรื่องโครงสร้างออกแบบผลิตภัณฑ์ เพราะเราเรียนรู้มาเองผมทำอะไรผมเรียนรู้ของผม

               

คิดว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้ดูโดดเด่นคิดว่าจะทำเพราะถ้าดีขึ้นมาอะไรก็ตามมา เรื่องท่องเที่ยวก็ต้องให้เขาค่อยๆ เรียนรู้ คือมองให้เห็นว่าจุดเด่นจุดด้อยมันอยู่ตรงไหน คือตรงนี้ค่อนข้างหนักใจเรื่องท่องเที่ยวตรงนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่เขาจะค้าขายอยู่ได้หรือไม่ได้ คือการท่องเที่ยว แต่ต้องให้เขามองดูว่าถ้าเขาทำอย่างนี้เขาจะอยู่แบบยั่งยืน ก็ยังคิดอยู่

            

ได้สัมผัสกับคนขายน้ำเต้าหู้ตอนเย็น ได้คุย ว่าวันธรรมดาเขาขายดี แต่เสาร์อาทิตย์เขาเหลือเบอะบะเลย ในลักษณะอย่างนี้ก็มี เลยยังมองดูว่า เออ ถ้าเรามีเงินส่วนหนึ่งที่จะมาสำรอง แต่เราไม่ได้ให้เปล่า คล้ายๆ ขาดทุนตรงนี้ยังพอกู้ยืมได้ แต่คุณต้องใช้เพื่อให้ค้าขายได้ ทีนี้มาที่นางเลิ้งไม่มีที่จอดรถ การคมนาคมไม่สะดวก ก็มีปัจจัยหลายอย่าง แต่ทีนี้ก็ต้องมองดูว่า ทางราชการมีโครงสร้างอะไรที่จะมาเชื่อมโยงกันได้ให้เขามั่นใจว่าถ้าเขาทำแล้วเขาถามได้ เราก็มาคิดว่าเราก็มีของดีนะในตลาด ศาลกรมหลวงชุมพร มารื้อฟื้น คุณผิดหวังจากตลาดแต่คุณก็ยังได้มากราบไหว้เสด็จเตี่ยหรืออะไรก็คิดหลายมุมไม่ได้คิดมุมเดียว

               

คือการท่องเที่ยวผมไม่แฮปปี้กับเขาเลย คือเขาจะจัดทริปมาแต่ละทริปก็ต้องแจ้งว่าคุณจะมีกิจกรรมอะไร คุณจะมาโปรโมตมีคูปองหรืออะไรต้องติดต่อเรา เราเป็นคนจัดการกับแม่ค้า มาไม่มาก็ไม่รู้แล้ว ไม่ได้ติดต่อมาเลยคุณจะจัดอะไร คุณบอกเรา เราเสริมคุณได้ ว่าทางชุมชนอาจมาต้อนรับ เวลาเขาเข้ามาแล้วมันเกิดความอบอุ่นมาถึงท้องถิ่น ไม่ใช่จัดแล้วขอให้มาแล้วผ่านไปเราพยายามทำหลายอย่างไม่ใช่ว่าเราไม่ทำ ไม่ใช่ว่าเราต้องได้ประโยชน์ เราทำเพื่อให้ภาพรวม  ถ้ามาแล้วมาได้รับการต้อนรับอะไรอย่างนี้ก็เป็นการโฆษณาที่ดีที่สุด

 

ความมุ่งหวังที่กลับมาเพื่อจะพัฒนาให้ตลาดนางเลิ้งอยู่แบบยั่งยืนก็มองดูว่าตรงนี้คือโอกาส เรามีของดีอยู่ ไปดูที่อื่นเขาไม่เด่นอะไรเขายังทำหรูหราเลย แต่ตรงนี้เรามีอยู่แล้วเพียงแต่มาจัดให้ดีเราไปได้สบายเลย

               

ปัญหาสำคัญที่สุดของตลาดนางเลิ้ง คือไม่มีความร่วมมือ คือประโยชน์ไม่มี แต่เขายังมองไม่ออกว่าผลประโยชน์จะมีถ้ามันโตแล้ว มันดีกว่ากันเยอะเลย แต่ว่าตรงนี้เหมือนปลูกต้นไม้ ต้องรดน้ำพรวนดินให้ก่อน

               

เขาจะปรับปรุงโรงหนังเขาพูดอย่างนี้อยู่แล้วว่าจะให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมเพราะว่าเวลานี้ในตลาดส่วนหนึ่งชุมชนมาช่วยตลาดในเรื่องการจัดการ เรื่องความสะอาด หรือสิ่งแวดล้อมคือเจ้าหน้าที่กับคนในท้องถิ่นใครมีจิตสำนึกดีกว่ากัน คือยังขาดความเชื่อมั่นพยายามจะให้เขาคิดว่าไอ้ที่เขาอยู่แล้วที่พ่อค้าแม่ค้าให้เขามองว่าตัวเขามีคุณค่าในอาชีพเขา ถ้าคุณอยู่คุณทำตรงนี้ได้ คุณจะอยู่จนสืบทอดเจตนารมณ์ลูกหลานได้อีกที่จะอยู่แบบยั่งยืนไม่ต้องทำอาชีพอื่นเลย

               

วัดแคเขาก็ไปอีกรูปแบบหนึ่งนะ ก็คุยกับทางวัดแคอยู่ว่าอะไรต่างๆ คุณอย่าไปทำคนเดียว คุณทำกิจกรรมรู้คนเดียวแต่เป้าหมายก็คือตลาดแต่ก่อนที่นี่เสียคือทางชุมชนไม่ได้ให้ความสำคัญกับโลกภายนอกเลย แต่เรามองเข้ามามองเห็นว่าต้องมีโลกภายนอกเข้ามาร่วมกับเรา เราถึงจะออกมีทางออกได้

               

น่าเสียดายตอนนั้นที่เราทำการเปิดตลาดใหม่ๆ ผมไม่ได้เข้ามา ไม่มีการจัดการต่อเนื่อง ถ้าทำการจัดการต่อเนื่องป่านนี้ติด เหมือนโรงหนังคุณต้องโฆษณาตลอดจัดกิจกรรมตลอดเพราะโรงหนังสอนผมไว้ ต้องแอคทีฟตลอด หนังใหม่มา คอนเซปต์เป็นไง คนอยากดูไหม โรงหนังสอนผมไว้เยอะ....

 

สัมภาษณ์ : คุณสมพงษ์  โชติวรรณ

คนย่านเก่า : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ  วิริยะพันธุ์ ฉ.๑๐๘ (ต.ค.-ธ.ค.๒๕๕๘)

อัพเดทล่าสุด 3 พ.ค. 2561, 14:46 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.