หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
เที่ยวหา ถามข่าว เยี่ยมเยือน คนไตคำตี่ ณ อรุณาจัลประเทศ, อินเดีย
บทความโดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ : ภาพและเรื่อง
เรียบเรียงเมื่อ 27 ม.ค. 2559, 11:19 น.
เข้าชมแล้ว 8065 ครั้ง

               

แผนที่แสดงตำแหน่งที่ตั้งของรัฐอรุณาจัลประเทศ อินเดีย จาก Google Map

               รัฐอรุณาจัลประเทศ อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย มีรัฐอัสสัม รัฐนากาแลนด์ รัฐนาคาแลนด์ รัฐมณีปุระ รัฐมิโซรัม รัฐตรีปุระ และรัฐเมฆาลัย รวม ๗ รัฐ ซึ่งอินเดียจัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๐ ตั้งอยู่ทางด้านใต้และตะวันออก มีพรมแดนติดกับ ภูฏาน จีน พม่า และบังกลาเทศ บริเวณนี้เป็นพื้นที่ห่างไกลจากอนุทวีปอินเดียและยังคงมีปัญหาทางการเมืองเรื่องดินแดนและพรมแดนกับจีนที่ยังคงถือว่า อรุณาจัลประเทศนั้นคือ “ดินแดนทิเบตใต้” ที่ควรอยู่ภายใต้การปกครองของตน ดังนั้นบริเวณตีนเขาหิมาลัยจนถึงเขตที่สูงอันเป็นต้นแม่น้ำพรหมบุตรนั้น พรมแดนด้านนี้ยังคงมีทหารอินเดียเฝ้ารักษาการณ์อยู่อย่างเข้มงวด และยังคงคุมเชิงดูแลกลุ่มชาติพันธุ์ที่นับถือศาสนาต่างๆ ที่มีอยู่อย่างมากมายในภูมิภาคนี้ เพราะยังมีเหตุการณ์ต่อสู้เพื่อแบ่งแยกดินแดนในดินแดนแถบนี้อยู่ประปราย

                แม้จะมีการศึกษาเรื่องกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาไท-ไตกันมากโดยเฉพาะที่กระจายเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในเขตพม่าจีนตอนใต้ เวียดนาม ลาว แต่การกล่าวถึงคนไตที่ข้ามเทือกเขาสูงที่เรียกว่า “เทือกเขาปาดไก่” จากแถบพม่าตอนเหนือเข้าสู่แนวที่ราบลุ่มตีนเขาหิมาลัยในอินเดียมีไม่มากนัก แต่ที่น่าจะรู้จักกันดีน่าจะเป็นงานเรื่อง “กาเลหม่านไต” ของอาจารย์คุณบรรจบ พันธุเมธาที่บันทึกเรื่องการเดินทางสำรวจกลุ่มชาวไตในรัฐอัสสัม พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๐๔ งานเรื่อง “เลาะลุ่มน้ำโลหิตเลียบชีวิตไทคำตี่” ของอาจารย์บุญยงค์ เกศเทศ เมื่อราว ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา

                ตามตำนานและประวัติศาสตร์ของผู้คนที่อยู่ทางฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียในลุ่มแม่น้ำพรหมบุตรที่เป็นกลุ่มคนที่พูดตระกูลภาษาไท-ไต มักกล่าวถึงที่มาแม้ต่างช่วงเวลาแต่คล้ายคลึงกัน คือการอพยพจากบริเวณทางตอนเหนือของพม่า แล้วข้าม “เทือกเขาปาดไก่” เข้าสู่ที่ราบลุ่มแผ่นดินกว้างใหญ่อีกฝั่งหนึ่ง ทั้งในกลุ่มชาว ไตอาหม ไตผ่าเก และไตอ้ายตอน ในรัฐอัสสัม และไตคำตี่ ไตตุรุง และไตคำยัง ในรัฐอรุณาจัลประเทศ

 

วัดจองคำริมน้ำติแอ่ง หมู่บ้านใหญ่ของกลุ่มคนไตคำตี่ บ้านจองคำ ตำบลน้ำทราย รัฐอรุณาจัลประเทศ

 

                คนไตในกลุ่มต่างๆ ตั้งแต่ไตอาหมที่ข้ามเทือกเขาปาดไก่มาตั้งแต่เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ถือเป็นกลุ่ม “คนไต” กลุ่มหนึ่งที่ถือว่าเคยเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนไตใหญ่หรือไตโหลง จากเมืองหมอกขาวมาวโหลงที่อยู่ในเขตรอยต่อของพม่าและจีนมาก่อน และก่อตั้งอาณาจักรสำคัญในแคว้นอัสสัมโดยผสมผสานกับชนพื้นเมืองและถูกพม่ายึดครองในเวลาต่อมาก่อนที่จะถูกอังกฤษปกครองไปโดยปริยายในยุคอาณานิคมและกลายเป็นคนอัสสัมไปในปัจจุบัน กลุ่มไตอาหมที่มีประชากรราว ๒ ล้านคนในปัจจุบันใช้ภาษาอัสสัม ภาษาฮินดี และภาษาอังกฤษ โดยไม่ได้สืบต่อภาษาไตได้เช่นเดียวกับกลุ่มไตกลุ่มอื่นๆ แล้ว

                ส่วนกลุ่มคนไตอื่นๆ ก็แยกย้ายมาจากทางรัฐฉานบ้างรัฐกะฉิ่นที่อยู่ติดกันบ้าง กลุ่มคนไตมีเอกลักษณ์เด่นในการดำเนินชีวิตนอกเหนือไปจากการใช้ภาษาพูดที่ใช้ภาษาไตแล้ว บ้านเรือนก็ยังเป็นแบบ “เฮินไต” ที่แบบดั้งเดิมมักใช้ไม้ไผ่ ยกพื้นเรือนสูง มุงหลังคาคลุมที่ทำด้วยใบจากต้นลานสานผูก ทำนาทดน้ำในที่ลุ่มเป็นหลักและเป็นหัวใจอันเป็นอัตลักษณ์ของคนไตในลุ่มแม่น้ำพรหมบุตร

                ที่ควรกล่าวถึงคือ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี เคยเสด็จเยี่ยมชุมชนหมู่บ้านน้ำผาเก เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๒ ซึ่งเป็นที่อยู่ของ “คนไตผาเก” ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองดีบรูกร่า [Dibrugarh] เมืองเอกของรัฐอัสสัม ริมแม่น้ำพรหมบุตร ราว ๕๕ กิโลเมตร คนไตผาเกก็อพยพข้ามเทือกเขาปาดไก่มาเช่นกัน และอพยพโยกย้ายถิ่นฐานเมื่อมีการสงครามกับอังกฤษ เช่นเดียวและช่วงเวลาเดียวกับกลุ่มคนไตคำตี่ โดยมาตั้งถิ่นฐานที่น้ำผาเกราว ๑๖๕ ปีที่แล้ว ปัจจุบันมีบ้านเรือนราว ๑๕๐ หลังคาเรือนและสืบพระศาสนาจากทางเมืองไทย มีการเก็บรักษาเอกสารตัวเขียนไตไว้จำนวนไม่น้อยที่วัดใหญ่ของชุมชน

 

นาข้าวริมถนนทางไปรัฐอรุณาจัลประเทศ

 

คนไตคำตี่แห่งอรุณาจัลประเทศ

                มีผู้สำรวจเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๓ ว่า ภาษาไตคำตี่ [Khamti Language] มีผู้พูดราวๆ ๑๓,๐๐๐ คน ในอินเดียในรัฐอัสสัมและอรุณาจัลประเทศ มีราวๆ ๘,๐๐๐ คน ในพม่าราว ๔,๐๐๐ คน ทางภาษาศาสตร์ภาษาไตคำตี่จัดอยู่ในตระกูลภาษาไท-กะได กลุ่มภาษากัม-ไท สาขาเบ-ไท สาขาย่อยไท-แสก กล่าวกันว่าการพูดมีสำเนียงคล้ายไตมาว และเขียนโดยใช้ตัวอักษรพม่าหรืออักษรไทคำตี่ ซึ่งเป็นภาษาโบราณที่ใช้อยู่ในคัมภีร์ทางพุทธศาสนาที่เป็นพระไตรปิฎกหรือบันทึกตำนานอื่นๆ

                ปัจจุบันกลุ่มเยาวชนเพื่อสืบทอดวัฒนธรรมไตแห่งวัดจองคำ โดยการสนับสนุนจากสมาคมมรดกทางวัฒนธรรมและวรรณกรรมไตคำตี่ [Tai Youth Association of Chongkham Circle, Tai Khamti Heritage & Literature]  ได้เรียบเรียงแบบเรียนภาษาไตคำตี่พื้นฐานสำหรับการศึกษาในระบบโรงเรียนเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงขออนุญาตจัดการเรียนการสอนและใช้หนังสือเรียนอย่างเป็นทางการต่อรัฐบาลเท่านั้น

                คนไตคำตี่แห่งรัฐอรุณาจัลประเทศทุกวันนี้ ส่วนใหญ่อยู่อาศัยในบริเวณหุบเขาของลุ่มแม่น้ำโลหิต [Lohit Valley] และอยู่ในเขตตำบลโลหิตและตำบลน้ำทราย [Lohit and Nam Sai District] มีมุขมนตรีเป็นชาวไตคำตี่จาก “บ้านจองคำ” ที่เป็นหมู่บ้านเก่าแก่และใหญ่ที่สุดในเขตอรุณาจัลประเทศคือ “เจ้านา หมิ่น” [ChaoNa Mein] ผู้ซึ่งให้ความสำคัญกับการรักษาประเพณีวัฒนธรรม ภาษาพูด ภาษาเขียน การสืบประเพณีพุทธศาสนาอย่างเข้มแข็งและโดดเด่น ในกลุ่มชาวอัสสัมและไตคำตี่ การพูดภาษาฮินดีและภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ใช้เป็นทางการในประเทศอินเดีย และคนส่วนใหญ่พูดได้ดีมากทีเดียว ส่วนภาษาอัสสัมและภาษาไต ถูกมองว่าเริ่มเชยและล้าสมัยสำหรับเด็กๆ เยาวชน การริเริ่มและสร้างแบบเรียนเพื่อการเรียนการสอนภาษาเขียนและพูดในระบบโรงเรียน รวมทั้งการจัดการแสดงและการร่วมกลุ่มทำกิจกรรมเผยแพร่ภาษาและวัฒนธรรมของชาวไตคำตี่ จึงดูเหมือนเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับสังคมคนไตโดยเหมารวมไปถึงทั้งรัฐอรุณาจัลประเทศโดยรวมด้วย เพราะมุขมนตรีแห่งรัฐอรุณาจัลประเทศ เจ้านา หมิ่นเองก็กล่าวว่า

 

มุขมนตรีแห่งรัฐอรุณาจัลประเทศ เจ้านา หมิ่น  ผู้มีบทบาทอย่างยิ่งในด้านการศึกษา

และฟื้นฟูประเพณี ภาษา และวัฒนธรรมของชาวคำไตตี่

 

                “รัฐอรุณาจัลประเทศ ในเขตตำบลน้ำทราย เป็นดินแดนของ ‘ชนเผ่า’ [Tribe] ไตคำตี่ เราเป็นคนกลุ่มใหญ่ในพื้นที่จำเป็นต้องรักษาประเพณี วัฒนธรรม และภาษาของเรา”

                ในที่ราบลุ่มหุบเขาโลหิต เป็นพื้นที่ตีนเขาหิมาลัย [Himalayan Foothills] โดยเป็นสาขาของแม่น้ำพรหมบุตรที่มีต้นน้ำอยู่ในเขตปกครองตนเองทิเบตตัดผ่านเทือกเขาหิมาลัยไปยังหุบเขาในอัสสัมก่อนจะไหลลงไปยังบังกลาเทศซึ่งเรียกกันว่าแม่น้ำยมุนาและไหลรวมกับแม่น้ำคงคาจนกลายเป็นดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำขนาดใหญ่อันอุดมสมบูรณ์ก่อนไหลออกสู่ทะเล บริเวณที่คนไตคำตี่ตั้งถิ่นฐานอยู่ริมลำน้ำสาขาที่อุดมสมบูรณ์ทั้งดินและน้ำ คือลำน้ำติแอ่ง  เทงกะปานี  กำลัง และ เนาดิฮิง มีระบบกรมชลประทานสำหรับการทำนาดำชั้นเยี่ยมที่สืบเนื่องมาจากระบบการทำเหมืองฝายแบบวัฒนธรรมคนไต ซึ่งคนไตคำตี่ที่ตำบลน้ำทรายกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า วัฒนธรรมการทำนาแบบทดน้ำ [Wet Rice Culture] ถือเป็นอัตลักษณ์สำคัญของคนไตคำตี่

                ในทางประวัติศาสตร์กล่าวกันว่า คนไตคำตี่เป็นกลุ่มที่ข้ามเทือกเขาปาดไก่ เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๒๒-๒๓ ไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมานี้เอง บรรพบุรุษนั้นเดินทางมาจากแถบลุ่มแม่น้ำชินด์วินซึ่งอยู่ในรัฐกะฉิ่น สหภาพเมียนมา แล้วข้ามเทือกเขาปาดไก่อันเป็นชายแดนระหว่างพม่าและอินเดียสู่ที่ราบลุ่มแม่น้ำพรหมบุตรตีนเขาหิมาลัย โดยกลุ่มเหล่านี้แบ่งเป็น ไตคำตี่ ไตผาเก ไตอ้ายตอนไตคำยัง ในกลุ่มคนไตเหล่านี้เคยตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่ด้วยกันบริเวณใกล้กับเชิงเขาปาดไก่ในรัฐอัสสัมปัจจุบันนี้ และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดมานานนับศตวรรษ โดยมีรูปแบบวิถีชีวิต ประเพณีวัฒนธรรม การแต่งงาน บ้านเรือน เครือญาติ การนับถือศาสนาโดยเฉพาะรูปแบบของวัดแบบ “จอง” และเรียกผู้นำของตนว่า “เจ้าฟ้า” เช่นเดียวกับผู้คนในวัฒนธรรมคนไตหรือไทใหญ่อื่นๆ

 

ขบวนต้อนรับของกลุ่มเยาวชนเพื่อสืบทอดวัฒนธรรมไตแห่งวัดจองคำ

 

                กลุ่มคนไตคำตี่เริ่มอพยพมายังเชิงเขาทางใต้ของเทือกเขาปาดไก่ ในแถบตีนเขาโมนาบูม และตั้งถิ่นฐานเป็นกลุ่มใหญ่ริมน้ำติดแอ่ง และด้วยความเป็นนักรบต่อมาจึงได้เข้ายึดครองบริเวณเมืองสาดิยา [Sadiya] ตั้งเมืองหลวงที่สาดิยาทางฝั่งขวาของแม่น้ำโลหิตในปี พ.ศ. ๒๓๓๖ และเมื่อกองทัพจักรวรรดินิยมอังกฤษเข้าตีเมืองสาดิยา ชาวไตคำตี่เข้าสู้รบป้องกันเมืองในเวลาสั้นๆ และสังหารนายพันที่ควบคุมทัพชาวอังกฤษไปได้ในแนวรบ และเจ้าเมืองชาวไตคำตี่ก็ได้รับบาดเจ็บ ถือเป็นเจ้าเมืองสาดิยาคนสุดท้าย คือ เจ้าปางลู น้ำส้ม [Chau Plang-Lu Namchoom] เจ้าฟ้าในตระกูลน้ำส้มครองสาดิยาอยู่ราว ๕๐ ปีคือ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๓๖-๒๓๘๖ สาดิยาตกเป็นส่วนหนึ่งในอาณานิคมของอังกฤษ ผู้คนชาวไตคำตี่ถูกสังหารไปมากถือเป็นยุคมืดมนทางประวัติศาสตร์ของชาวไตคำตี่ หลังจากนั้นจึงมีการอพยพไปจากสาดิยา กระจัดกระจายไปอยู่หลายแห่ง โดยเจ้าอาณานิคมใช้วิธีแบ่งแยกและปกครองโดยให้ไปอยู่ทางรัฐอัสสัมบ้าง ไปอยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดูที่ Parsuramkund บ้าง และอยู่อาศัยกันมากในบริเวณถิ่นฐานดั้งเดิมที่ลำน้ำติแอ่ง ที่บ้านจองคำ โดยให้ที่ดินทำกิน ให้ผืนป่าในการทำไม้ให้อาชีพทำมาหากิน แต่ก็เปิดให้มีการสูบฝิ่นและปลูกฝิ่นโดยเป็นเหตุให้คนไตคำตี่มองตนเองว่าอ่อนแอเพราะเรื่องของยาเสพติดมาจนทุกวันนี้

ชาวไตผาเกจากรัฐอัสสัมมาร่วมแสดงทางวัฒนธรรมโดยการร้องเพลง

 

                หลายทศวรรษต่อมา เจ้าฟ้าในตระกูลน้ำส้มสามารถเป็นตัวแทนในรัฐบาลท้องถิ่นเพื่อดูแลในเรื่องต่างๆและเป็นเสมือนผู้นำของชาวไตคำตี่ในรัฐอรุณาจัลประเทศ และคนในตระกูลอื่นๆ ก็มีบทบาทมากขึ้นในรัฐบาลท้องถิ่นจนถึงในระดับมุขมนตรีของรัฐอรุณาจัลประเทศทีเดียว

                กล่าวกันว่าคนไตคำตี่ยังเรียกตนเองว่า ไตเวสาลีด้วย และตระกูลใหญ่ๆ คือตระกูลที่เคยสืบเชื้อสายมาจากเจ้าฟ้าคือตระกูลน้ำส้ม ตระกูลทั่วๆ ไป เช่น หมิ่น, หว้านปุ่ง (บ้านปุ่ง), เสอ (เสือ) และ เมิงมาว (เมืองมาว)  ผู้ชายมีคำนำหน้าว่า “เจ้า” ผู้หญิงใช้ “นาง” การแต่งกายก็เช่นคนไตทั่วไป ผู้ชายนุ่งโสร่งที่เรียกว่าผ้าอ่อนเป็นตาใหญ่ๆ สีเข้มคล้ายโสร่งพม่า ใส่เสื้อแขนกระบอกสีขาว ผู้หญิงนุ่งซิ่นและใส่เสื้อสีขาวแขนกระบอก แต่มีเป็นที่สังเกตของคนไตคำตี่ก็คือ การใช้ผ้าผืนสีเขียวมีลายขิดพันรอบเอวลงมาทับผ้าซิ่นที่เรียกว่า “ผ้ารังวัด” เป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายหญิงที่แต่งงานแล้ว ในงานประเพณีก็มักจะเป็นที่สังเกตเห็นได้ชัดเจน

 

ขบวนรับกฐินจากหมู่บ้านชาวไตคำตี่ต่างๆ ในตำบลน้ำทราย

ซึ่งเป็นงานเดียวกับการทำบุญเทโวโรหนะในช่วงออกพรรษา

 

                ที่บ้านจองคำอันเป็นชุมชนขนาดใหญ่ มีการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ทางวัฒนธรรมและภาษาของคนไตคำตี่ไว้ด้วย เป็นการริเริ่มโดยเจ้านา หมิ่น ในขณะที่ดำรงตำแหน่งฝ่ายการศึกษาของรัฐอรุณาจัลประเทศอีกเช่นกัน มีการเก็บรักษาคัมภีร์โบราณที่เขียนลงบนใบลานและหนังสือที่ทำจากกระดาษสา ซึ่งนำมาเก็บรักษาไว้จากวัดต่างๆ จำนวนมาก ส่วนตามวัดก็มีการทำสำเนาไปไว้ทดแทนตามจองต่างๆ เช่น ที่บ้านมะม่วง ฯลฯ

                นอกจากนี้ยังมีการนำเอาสิ่งของที่ใช้ในชีวิตประจำวันต่างๆ ศาสตราวุธแบบโบราณ การจำลองวิถีชีวิตการทำนาดำ หรือแม้แต่การกล่าวถึงการใช้ช้างเพื่อชักลากไม้และใช้ไถนาในช่วงที่ต้องบุกเบิกที่ดินทำกินใหม่ๆ

 

อาคารมณฑปแห่งวัดกองมูคำ รูปแบบเดียวกับอาคารในวัดไตทั่วไป รัฐอรุณาจัลประเทศ อินเดีย

 

                ชาวบ้านจองคำมักกล่าวว่า พวกเขาเคยเป็นหมู่บ้านที่ติดอันดับร่ำรวยหนึ่งในสิบของเอเชียเมื่อราวยี่สิบปีก่อน คำกล่าวนี้ไม่น่าเกินความเป็นจริง เพราะพวกเขาเป็นเจ้าของช้างที่ใช้ชักลากไม้ซุงในป่าตีนเขาหิมาลัย จนเมื่อรัฐบาลอินเดียยกเลิกสัมปทานทั้งหมดลงในปี พ.ศ. ๒๕๓๓ คนบ้านจองคำไม่สามารถชักลากไม้ซุงหรือทำไม้ได้อย่างเสรีเหมือนในอดีต ต้องปล่อยช้างเลี้ยงไว้ในป่า และจะทำป่าไม้ได้ก็ต่อเมื่อขอสัมปทานใหม่ที่ให้ค่าตอบแทนแก่รัฐค่อนข้างสูง ทำให้กิจการป่าไม้แทบจะล้มเลิกไปหมด คนงานชาวเบงกาลี ชาวเนปาลีที่เข้ามาทำงานก็ต้องปรับตัวไปทำงานอย่างอื่นเช่นกัน เพราะคนไตคำตี่หลายคนเปลี่ยนไปทำไร่ชาแบบชาอัสสัม และบ้างก็เปลี่ยนเป็นไร่ชาออแกนิกที่ให้รายได้สูงกว่าไร่ชาธรรมดา แต่ส่วนใหญ่มักมีฐานะเพราะมีที่ดินทำกินแทบทุกบ้าน บางครอบครัวเป็นเจ้าของที่ดินซึ่งปลูกข้าวจำนวนมาก อย่างธรรมดาที่สุดแบบไม่มีฐานะแต่อย่างใดก็มีที่ดินราว ๕ เอเคอร์แล้ว

                ในพิพิธภัณฑ์ยังเอ่ยถึงผู้นำทางวัฒนธรรมที่เป็นพระสงฆ์สำคัญของชาวไตคำตี่ท่านหนึ่งคือ ท่านศิลาบังสา มหาเถระพระสังฆนายกแห่งอรุณาจัลประเทศ อุปสังฆนายกแห่งอินเดียจากหมู่บ้านมะม่วง วัดมะม่วง ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับบ้านจองคำ ท่านเกิดในตระกูลมารน้อย เมื่อบวชแล้วได้ไปศึกษาพุทธศาสนาที่บังกลาเทศในยุคก่อนที่พระสงฆ์จากสยามวงศ์จะนิยมไปที่พุทธคยาและมีวัดไทยอยู่มากมายเช่นทุกวันนี้ และท่านยังได้ให้ทุนการศึกษาแก่หลานที่กลายมาเป็นพระสงฆ์รูปสำคัญเจ้าอาวาสวัดกองมูคำ ท่านวิมาลานันธะภันเต วัดใหม่ที่เพิ่งสร้างโดยการสนับสนุนของเจ้านา หมิ่น มุขมนตรี ซึ่งมีคณะชาวไทยไปทอดกฐินทำบุญร่วมสร้างวัดกันบ่อยๆ

 

ท่านวิมาละ ติสสะ เจ้าอาวาสวัดกองมูคำ วัดที่สร้างใหม่เพื่อเป็นศูนย์กลาง

ทางวัฒนธรรม ประเพณี และการท่องเที่ยวของรัฐอรุณาจัลประเทศ

 

                ท่านเจ้าอาวาสรูปนี้ยังเป็นคนหนุ่มและมีโอกาสได้ไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยนาลันทาและที่สำนักในวัดพระพุทธบาทตากผ้า ลำพูน จึงพูดภาษาอังกฤษและภาษาไทยได้คล่อง การสืบพระศาสนาจึงทำโดยผสมผสานกับพุทธศาสนาแบบสยามวงศ์จากเมืองไทย อย่างไรก็ตามก็ยังมีรูปแบบพระพุทธศาสนาจากพม่า เช่น การสร้างวัดพม่า การสร้างพระพม่า ไปพร้อมๆ กับการสร้างพระพุทธรูปแบบไทย เช่นกัน

                การสืบพระพุทธศาสนาถือเป็นงานสำคัญของชาวไตคำตี่อย่างมาก เพราะงานบุญงานกฐินหรืองานออกพรรษา กลายเป็นงานแสดงทางวัฒนธรรม “ไต” ที่ผสมผสานในกลุ่มชาวไตคำตี่ ชาวไตอาหม ไตผาเก รวมทั้งไตสยามที่ยกเอาการแสดงแบบร่วมสมัยและแบบดั้งเดิมของภาคอีสานบ้าง ซึ่งมีผู้คนให้ความสนใจมากรวมทั้งสื่อของทางรัฐอัสสัม และเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจที่เข้ามาดูแลกันอย่างใกล้ชิด

 

ไตสยามนำการแสดงร่วมสมัยและแบบดั้งเดิมมาแสดงทางวัฒนธรรมแก่ชาวไตคำตี่

 

                ที่วัดกลายเป็นการชุมนุมกิจกรรมของคนหนุ่มสาวในกลุ่มเยาวชนเพื่อสืบทอดวัฒนธรรมไตแห่งวัดจองคำ ที่ออกเดินทางไปยังชุมชนไตทั่วรัฐอรุณาจัลประเทศ เพื่อเผยแพร่การเรียนการสอนภาษาพูดและภาษาเขียนไตคำตี่ เผยแพร่การแสดงแบบไตคำตี่ ร้องเพลง การละเล่น การพูดภาษา ประเพณีเหล่านี้ถือว่าเป็นภารกิจสำคัญของชาวไตคำตี่โดยเฉพาะกลุ่มคนหนุ่มสาวไปแล้ว

                พวกเขาคาดหวังถึงการจัดการท่องเที่ยวในท้องถิ่นอีกด้วย และพยายามไปศึกษาดูงานในหลายแห่ง รวมทั้งประเทศไทยนอกจากชาวไตพาเก ในรัฐอัสสัมที่สมเด็จพระเทพรัตนฯ เคยเสด็จเยี่ยมเยือนคนไตในอินเดียแล้ว พวกเขาอยากทูลเชิญเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมชุมชนชาวไตคำตี่ในตำบลน้ำทราย ในรัฐอรุณาจัลประเทศ อันเป็นพื้นที่ซึ่งคนไตคำตี่กลุ่มใหญ่ที่สุดอยู่อาศัยในปัจจุบันนี้

 

หญิงชาวไตคำตี่่แสดง "ผ้ารังวัด" ผ้าฝ้ายทอสีเขียวแทรกด้วย

การขิดพันทับผ้าซิ่น ที่แสดงว่าเป็นหญิงที่แต่งงานแล้ว

 

                พวกเขารู้สึกสนิทสนมกับคนไทยและความเป็นไทยในจุดที่สำคัญคือ อยากทูลเชิญสมเด็จพระเทพรัตนฯ มาเยี่ยมบ้านเมืองพวกเขาสักครั้ง

 

ความหลากหลายทางสังคมวัฒนธรรม : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ  วิริยะพันธุ์  ฉ.๑๐๘ (ต.ค.-ธ.ค.๒๕๕๘)

อัพเดทล่าสุด 1 พ.ย. 2560, 11:19 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.