หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
สรุปเสวนาสาธารณะ : พื้นที่ย่านชานพระนคร และคลองเมือง
บทความโดย เมธินีย์ ชอุ่มผล
เรียบเรียงเมื่อ 5 ม.ค. 2559, 00:00 น.
เข้าชมแล้ว 1993 ครั้ง

 

VDO เสวนาสาธารณะเรื่อง "พื้นที่ย่านชานพระนครและคลองเมือง ที่ป้อมมหากาฬ"

 

            เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๘ โครงการสร้างประวัติศาสตร์สังคมย่านเก่าเมืองกรุงเทพฯ  ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จัดกิจกรรมเสวนาเรื่อง “พื้นที่ย่านชานพระนครและคลองเมือง ที่ป้อมมหากาฬ” ณ บริเวณลานพื้นบ้านชุมชนป้อมมหากาฬ มีเป้าหมายในการศึกษาประวัติศาสตร์สังคมของคนกรุงเทพฯ เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์และความทรงจำเกี่ยวกับกรุงเทพมหานครนั้นหายไปพร้อมกับคนรุ่นก่อนๆ และช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนด้วยประวัติศาสตร์สังคมของชุมชนเอง

            การเสวนาในวันนี้แบ่งออกเป็น ๒ ช่วง คือช่วงเช้าจะเป็นการพูดถึงความทรงจำต่างๆ เกี่ยวกับป้อมมหากาฬ ถ่ายทอดจากคนในป้อมและผู้ร่วมการเสวนา เพื่อกระตุ้นและบอกถึงความตระหนักถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของพื้นที่ชุมชนของคนในป้อมมหากาฬ และร่วมกันรักษาพื้นที่บริเวณนี้ด้วยสำนึกร่วม ในช่วงบ่ายก็จะเป็นการแลกเปลี่ยนทัศนะกันระหว่างตัวแทนจากชุมชนต่างๆ ที่อยู่ใกล้ๆ ป้อมฯ ใช้คลองเมืองสายเดียวกัน มีความทรงจำร่วมกันในบางช่วงเวลา อาทิ ตัวแทนจากชุมชนบางลำพู ตัวแทนจากชุมชนตรอกไก่แจ้ เป็นต้น

            เริ่มต้นการเสวนาด้วยอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม หัวหน้าโครงการฯ  บอกเล่าถึงวัตถุประสงค์ของโครงการฯ นี้ ในการที่จะช่วยรื้อฟื้นความทรงจำและค้นหาประวัติศาสตร์สังคมของกรุงเทพมหานคร โดยผ่านการเล่าเรื่องจากความทรงจำของผู้คนในย่านต่างๆ ไม่ใช่แค่ในพื้นที่ป้อมมหากาฬเพียงเท่านั้น แต่การพูดคุยเรื่องในอดีตเหล่านี้ โครงการฯ พยายามที่จะเก็บรวมรวมจากผู้คนในย่านอื่นๆ ด้วย เพราะในการเรียนรู้เกี่ยวกับกรุงเทพมหานครที่ปรากฏในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมืองการสงคราม เกี่ยวกับวัด วัง และสถานที่สำคัญต่างๆ เสียเป็นส่วนใหญ่

            แต่ประวัติศาสตร์สังคมที่ว่าด้วยเรื่องของ ‘คน’ ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครนั้น มีบันทึกเอาไว้น้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเล่ากันในครอบครัวเสียมากกว่า และการที่จะเรียนรู้เรื่องราวต่างๆได้ดีที่สุดคือ การประมวลจากความทรงจำของผู้คนที่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้น จึงจะได้อารมณ์และเข้าถึงความรู้สึกจาก ‘คนใน’ อย่างแท้จริง

            โครงการฯ คงไม่สืบย้อนไปถึงยุคประวัติศาสตร์การสร้างเมืองเพราะมันไกลเกินไป แต่โครงการฯ ต้องการทราบถึงประวัติศาสตร์และความทรงจำที่ผู้คนยังจำได้ จากประวัติศาสตร์อันใกล้นี้เสียมากกว่า

 

บรรยากาศการเสวนาเรื่อง พื้นที่ย่านชานพระนครและคลองเมือง ที่ป้อมมหากาฬ

            อาจารย์ศรีศักรกล่าวย้อนไปว่า ในพื้นที่บริเวณป้อมมหากาฬในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งเรียกว่า ‘ชานพระนคร’ โดยทั่วไปแล้วพื้นที่ย่านชานพระนครคือพื้นที่ซึ่งอยู่นอกกำแพงพระนคร โดยมีช่องทางการเข้า-ออกระหว่างภายในกำแพงพระนครกับนอกกำแพงพระนคร ผ่านประตูช่องกุดและป้อมประตูเมืองที่มีอยู่เวลานั้น

            คลองที่ขุดขึ้นในช่วงเวลาต่างๆ มีหน้าที่ในระยะแรกใช้เพื่อการสัญจรไปมาระหว่างภายในพระนคร และการติดต่อกับพื้นที่ภายนอก การเดินทางส่วนใหญ่ใช้เส้นทางคมนาคมทางน้ำผ่านคลองขุดต่างๆ ตั้งแต่คลองคูเมือง คลองวัดสังเวช-โอ่งอ่าง คลองมหานาค เป็นต้น

            สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ราษฎรมากมายอยู่อาศัยอยู่ใกล้กับกำแพงพระนคร ล้นออกไปถึงในแม่น้ำลำคลองมีเรือนแพมากมาย บริเวณที่เป็นท่าน้ำก็จะเป็นบริเวณที่ผู้คนอาศัยอยู่และมีการค้าขายอย่างหนาแน่น ปัจจุบันพื้นที่ย่านชานพระนครแบบเดิมแทบไม่มีเหลือแล้วกลายเป็นตึกแถวขึ้นมาแทนแต่ยังคงหลงเหลืออยู่บ้างในบางบริเวณ เช่น ที่ป้อมมหากาฬ

            แต่ความสำคัญของบริเวณป้อมมหากาฬมีความสำคัญกว่าบริเวณอื่นก็เนื่องมาจาก มีการขุดคลองมหานาคต่อจากบริเวณนี้ไป ทำให้สามารถเชื่อมต่อกับบริเวณอื่นๆ ในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยเฉพาะรัชกาลที่ ๔ ที่ทรงใช้คลองมหานาคเชื่อมไปถึงปุทมวันได้ เจ้านายและขุนนางต่างๆ ก็มาขึ้นเรือ ลงเรือ ณ บริเวณนี้  ร่องรอยหลงเหลือให้เห็นในปัจจุบันคือยังคงมีบ้านไม้หลังใหญ่ๆ ยังปรากฏให้เห็นอยู่

            สิ่งเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญ ที่สามารถใช้เป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับกรุงเทพฯ ได้ดี เข้าใจถึงการจัดระเบียบภายในเขตพระนครและชานพระนครได้ดีและเข้าใจภาพอดีตมากขึ้น หากเราไม่ได้เริ่มเรียนรู้ประวัติศาสตร์สังคมของพื้นที่ต่างๆ ในกรุงเทพฯ ก็จะไม่รู้รากเหง้าของตนเอง ไม่เข้าใจความหมายของชื่อพื้นที่ ชื่อย่านต่างๆ อาคารบ้านเรือนก็กลายเป็นตึกใหญ่โตที่หาประวัติศาสตร์หรือไม่มีความทรงจำใดๆ เหลือให้จดจำและเล่าต่อไปอีก

            การทำความเข้าใจชุมชนนั้น สามารถสังเกตได้โดยใช้ประวัติศาสตร์สังคม ซึ่งหมายถึงประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตผู้คน [Living History] อยู่ในนั้น ชุมชนแต่ละชุมชนขึ้นกับวัดไหน มีช่างฝีมือจากอยุธยาเข้ามาอยู่หลายบ้านด้วยกัน เช่น บ้านบาตร บ้านช่างหล่อ บ้านพานถม และศิลปินอื่นๆ ที่เป็นสามัญชนกระจายตัวกันอยู่ในบริเวณต่างๆ ตามชานพระนคร และมีวัดต่างๆ เป็นศูนย์กลางของชุมชนทำให้เกิดสำนึกความเป็นชุมชนสูง

            ซึ่งวัดเหล่านี้ก็ใช้เป็นจุดศูนย์รวมกิจกรรมต่างๆ ทำพิธีกรรมทางศาสนาต่างๆ ในชุมชน เช่น ชุมชนวัดสระเกศฯ ชุมชนวัดคอกหมู ชุมชนวัดแคนางเลิ้ง ฯลฯ มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์มาก ซึ่งข้อมูลในส่วนนี้เองเป็นข้อมูลที่สำคัญที่ยังขาดอยู่ควรมีการศึกษาเพิ่มจากการพูดคุยการบันทึกความทรงจำของคนในชุมชนต่างๆ ที่ได้มีการถ่ายทอดต่อกันมา เพื่อให้เกิดภาพของกรุงเทพมหานครที่ชัดเจนขึ้นไม่ใช่เพียงประวัติศาสตร์สถานที่ วัด วัง ต่างๆ เพียงอย่างเดียว แต่ควรต้องได้เห็นความเปลี่ยนแปลงหรือเห็นกลุ่มคนที่อาศัย และใช้ประโยชน์ในพื้นที่ย่านชานพระนครด้วย

            การศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์สังคมของกรุงเทพมหานครนั้น ต้องพยายามทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงด้วย เมื่อก่อนนี้คลองแต่ละแห่งมีหน้าที่อะไร เช่น คลองมหานาคขุดเพื่อเป็นเส้นทางเชื่อมไปยังสระปทุม คลองผดุงกรุงเกษมก็เพื่อเชื่อมต่อระหว่างชั้นในกับพื้นที่บริเวณที่ชาวต่างชาติอื่นๆ เข้ามาอาศัยอยู่ การขุดคลองหลอดที่ขุดขวางเพื่อให้กระแสน้ำไหลถ่ายเทได้ดีมากขึ้นความหนาแน่นก็เกิดขึ้นตามสองฝั่งคลองนั่นเอง

            จากนั้นตัวแทนจากป้อมมหากาฬ คุณธวัชชัย วรมหาคุณ ร่วมแลกเปลี่ยนความทรงจำเกี่ยวกับชีวิตภายในป้อมมหากาฬที่ทำให้เกิดความผูกพันจากความทรงจำต่างๆ เช่น ในช่วงวัยเด็กก็จะเรียนรู้ชีวิตอยู่กับคุณตา การทำอาชีพช่างฝีมือทำกลองและอาชีพค้าขายของคุณตาคุณยาย การซ้อมดนตรีไทยของบุคคลผู้มีชื่อเสียงต่างๆ ที่มาซ้อมดนตรีที่บ้านคุณตาอยู่บ่อยๆ เช่น ครูมืดกรมศิลป์, อาจารย์แจ้ง คล้ายสีทอง ฯลฯ

            ในอดีตคนกรุงเทพฯ จะมีความผูกพันกับคำว่า ‘ตรอก’ อย่างมากเพราะคำว่าตรอกนั้น แสดงถึงความสัมพันธ์ในเชิงลึก มีความหมายที่แคบกว่าคำว่า ‘ย่าน’ พอสมควร ทำให้เกิดก๊วนเกิดเหล่าและมีเหตุวิวาทะกันอยู่บ่อยๆ ทำให้เกิดเรื่องเล่าโจษจันกันอยู่บ่อยครั้ง

            ถ้าถามว่าในสมัยก่อน คนย่านไหนตรอกไหนดุที่สุด ต้องบอกว่าหลายตรอก เช่น ตรอกพระยาเพชร  ตรอกไก่แจ้ ตรอกสะพานขาว ส่วนตรอกตึกดินจะเป็นที่รู้กันว่าเป็นพื้นที่แห่งการเปลี่ยนผ่านการก้าวเข้าสู่วัยชายสมชายของหนุ่มๆ สมัยนั้น ส่วนที่เรียกว่าร้านโคมเขียวโคมแดงนั้นก็เป็นจริงดังที่กล่าวคือ มีโคมไฟหน้าบ้านที่ประกอบกิจการเหล่านั้นทุกหลัง ในแต่ละตรอกก็จะมีหัวหน้าก๊วน มีตัวจี๊ดของแต่ละพื้นที่ประจำอยู่ และมักจะมีการแย่งชิงความเป็นหนึ่งระหว่างตรอกต่างๆ อยู่เสมอ

            ในช่วงบ่ายตัวแทนจากชุมชนอื่นๆ ที่อยู่ใกล้ๆ กันและอยู่ในเครือข่ายคูคลองเมือง ได้ร่วมแลกเปลี่ยนความทรงจำในวงเสวนาด้วย คุณอรศรี ศิลปี ประธานของ ประชาคมบางลำพู ชาวบางลำพูแต่เกิด เป็นชาวตรอกไก่แจ้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๘ ได้ร่วมถ่ายทอดความทรงจำเกี่ยวกับชีวิตที่เกิดในย่านบางลำพู และตรอกไก่แจ้ให้ผู้ร่วมเสวนาได้ทราบ ช่วยสร้างความเข้าใจกับคำว่า ‘ตรอก’ และ ‘ย่าน’ ได้เข้าใจมากขึ้นว่าทั้งสองคำมีความแตกต่างกันอย่างไร

            ‘ย่าน’ หมายถึงพื้นที่ขนาดใหญ่ มีหลายตรอกอยู่ในนั้น เช่น ย่านบางลำพู ย่านคลองถม ฯลฯ ส่วน ‘ตรอก’ นั้น จะเป็นถนนสายแคบๆ ที่มีขนาดตั้งแต่รถอาจจะวิ่งสวนกันได้สองคันไปจนถึงแค่เดินยังต้องเดินเรียงแถวไม่สามารถเดินสวนกันได้

            คุณสิทธิชัย ผลหิตตานนท์ ประธานประชาคมฟื้นฟูวัฒนธรรมย่านคลองบางลำพู ได้เล่าถึงประสบการณ์สมัยวัยเด็กที่วิ่งเล่นอยู่ในย่านบางลำพูจนเติบโตขึ้นก็ยังทำมาหากินอยู่ในย่านนี้ พบเห็นภาพนักท่องเที่ยวที่เดินเที่ยวเล่นอยู่ในย่านบางลำพูแสดงออกถึงความรังเกียจสภาพสิ่งแวดล้อมในลำคลองบางลำพู จนเกิดเป็นแรงผลักดันให้ริเริ่มเชิญชวนเพื่อนพี่น้องชาวบางลำพูและชุมชนอื่นๆ มาร่วมกันคิดและทำงานเพื่อชุมชน จนเกิดเป็นประชาคมฯ และร่วมกันทำกิจกรรมพัฒนาสิ่งแวดล้อมของย่านคลองบางลำพูให้ดีขึ้น

            ซึ่งในขณะนี้ก็ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งสองท่านได้ให้ความเห็นว่า การเปลี่ยนแปลง การพัฒนาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในหลายๆ ย่านของกรุงเทพมหานคร ทางฝ่ายบริหารไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับความต้องการจากภายใน หรือไม่ค่อยมีการสำรวจว่า คนในพื้นที่ต้องการให้เกิดสิ่งใดหรือไม่ต้องการสิ่งใดบ้าง บางครั้งการปรับปรุงก็ใช้ภาพเหมารวมว่าควรเกิดสิ่งต่างๆ ในทุกพื้นที่คล้ายๆ กัน

            เช่นเรื่องของ เส้นทางจักรยาน โดยภาพรวมดูดีและช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและเหมือนจะเป็นการจัดระเบียบการจราจรที่ดีไปด้วยในตัว แต่ในบางย่าน เช่น ถนนตะนาวนั้นพื้นที่ถนนที่ค่อนข้างแคบอยู่แล้วร้านรวงต่างๆ สองข้างทางก็แน่นหนาบางครั้งก็มีรถจอดจับจ่ายซื้อของข้างถนนการตีเขตเลนจักรยานก็ยิ่งทำให้ทางแคบลงไปอีก การจราจรก็ไม่คล่องตัว จริงๆ แล้วหากฝ่ายบริหารจะทำอะไรก็ควรมีการสอบถามประชาคมหรือสอบถามความคิดเห็นของคนที่อาศัยอยู่ในย่านเสียก่อน ซึ่งตรงนี้ทางกรุงเทพมหานครยังต้องมีการปรับปรุงการทำงานอีกมาก

            ในส่วนของคนในป้อมมหากาฬทุกคนต่างร่วมกันต่อสู้เพื่อยืนหยัดอยู่บนพื้นที่บริเวณนี้มานานเป็นสิบปีและยังจะทำต่อไปแม้จะมีกระแสบีบคั้นจากรัฐให้ชุมชนย้ายออกอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่ได้ท้อถอยและยังมีความตั้งใจเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง 

            คุณสิทธิชัย ได้สะท้อนการทำงานในรูปแบบชุมชนที่ขึ้นตรงกับกรุงเทพมหานคร ว่า ปัจจุบันหากถามหาความเข้มแข็งในชุมชนค่อนข้างยาก เพราะตัวผู้นำชุมชนที่แต่งตั้งมาในรูปแบบเกี่ยวพันกับกรุงเทพมหานครนั้น ส่วนใหญ่ไม่เกิดความสัมพันธ์ในแง่ชุมชนจริงๆ เป็นแค่ผู้นำในเชิงรับคำสั่งเท่านั้นทำให้ไม่เกิดการทำงานร่วมกันกับคนในชุมชนที่แท้จริง

            นอกจากตัวแทนจากชุมชนต่างๆ แสดงความเห็นร่วมในวงเสวนาแล้ว ยังมี อาจารย์ ม.ร.ว. อคิน รพีพัฒน์ ที่ปรึกษาของโครงการฯ ท่านได้ให้ความเห็นว่า ความทรงจำเหล่านี้เองเอาเข้าจริงๆ แล้ว จะหาคนที่รู้ลึก รู้จริงเท่าคนที่อยู่ในเหตุการณ์หรือร่วมสมัยและอยู่ในพื้นที่คงไม่มีแล้ว

            การที่ได้มีการร่วมกันเล่าเรื่องประวัติศาสตร์สังคมของกรุงเทพฯ เพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อชุมชนต่างๆ ภายในเขตกรุงเทพมหานคร ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนต่างๆ รู้รากเหง้าและตัวตนของชุมชน เพื่อช่วยให้เกิดการร่วมกันทำงานพัฒนาพื้นที่ที่คำนึงถึงมิติทางสังคมที่ดีขึ้น

            นอกจากนี้หากเราสามารถรวมตัวกันเป็นชุมชนให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่ใช่แค่เพียงชุมชนเดียว แต่ถ้ารวมได้หลายๆ ชุมชนก็จะช่วยให้เกิดความเข้มแข็งสามารถสร้างอำนาจต่อรองกับฝ่ายบริหารได้ ใครจะมาไล่รื้อหรือปรับเปลี่ยนอะไรที่ทำให้ชาวชุมชนเดือดร้อน โดยไม่ถามความต้องการของชุมชนก็จะไม่สามารถทำได้

 

เสวนาสาธารณะ : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ  วิริยะพันธุ์ ฉ.๑๐๕ (ม.ค.-มี.ค.๒๕๕๘)

 

อัพเดทล่าสุด 5 ม.ค. 2559, 00:00 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.