หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
ความย่อยยับทางภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเมืองประวัติศาสตร์กรุงเทพฯ ธนบุรี
บทความโดย ศรีศักร วัลลิโภดม
เรียบเรียงเมื่อ 1 มิ.ย. 2559, 16:53 น.
เข้าชมแล้ว 4699 ครั้ง

               

                มีข่าวที่น่าจะเป็นจริงออกมาว่า ผู้เป็นใหญ่ใน คสช. ได้แถลงข่าวว่าจะมีการสร้างถนนขนาบน้ำสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่สะพานพระปิ่นเกล้าไปจนถึงสะพานพระราม ๗ ที่จังหวัดนนทบุรี เพื่อเป็นการขยายเส้นทางคมนาคมให้สะดวกสบายยิ่งขึ้น และโดยเฉพาะจะทำให้เป็นเส้นทางรถจักรยานแก่บรรดาชาวเมืองที่มีการตื่นตัวกันอย่างมากในสมัยนี้ 

                ข้าพเจ้าในฐานะที่เป็นคนกรุงเทพฯ ธนบุรี โดยสายตระกูลทั้งฝ่ายพ่อและแม่ ก็เกิดปริวิตกว่าภูมิวัฒนธรรมของบ้านเมืองที่เป็นมหานครในที่ลุ่มน้ำลำคลองของประเทศที่มีความงดงามและเจริญรุ่งเรืองในอารยธรรมของคนตะวันออกคงถึงกาลพินาศเป็นแน่แท้

                เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยมีข่าวคราวมาก่อนว่า มีนายทุนกว้านซื้อที่สองฝั่งน้ำเจ้าพระยาตั้งแต่บริเวณปากน้ำ.oเขตจังหวัดสมุทรปราการลงมาจนกรุงเทพฯ ธนบุรี เพื่อพัฒนาและก่อสร้างตึกสูง เป็นคอนโดมีเนียม ศูนย์การค้า แหล่งสันทนาการที่มีทิวทัศน์เป็นชายน้ำแบบยุโรปและทางตะวันตก 

                และโครงการใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณถนนเจริญนคร ข้าพเจ้าเคยเห็นภาพโปรโมตเรื่องนี้แถวสนามบินและศูนย์การค้าในนามของ ‘ไอคอนสยาม’

 

               

               สืบเนื่องจากเรื่องนี้ก็มีข่าวออกมาว่าทางกรุงเทพมหานครร่วมกันกับสถาบันทางศิลปะของมหาวิทยาลัยของรัฐและนักออกแบบผังเมืองที่เป็นนายทุนบางกลุ่มคิดเสนอการพัฒนาสองฝั่งน้ำเจ้าพระยาในเขตกรุงเทพฯ ธนบุรีให้เป็นมรดกโลก นับว่าจะมีการทำสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาให้คนทั้งสองฝั่งเดินไปมาได้สะดวก และจัดภูมิทัศน์ทางสถาปัตยกรรมผังเมืองใหม่ โดยมีการโยกย้ายบรรดาชุมชนของผู้คนที่อยู่กันมาช้านานริมแม่น้ำลำคลองออกไป แล้วสร้างทิวทัศน์สมัยใหม่แบบตะวันตกขึ้นมาแทน

                แต่สิ่งที่ทำแน่ๆ ในขณะนี้ก็คือ ทั้งทุนและรัฐกำลังพัฒนาแบบทำลายล้างชุมชนสองฝั่งน้ำที่เป็นที่อยู่อาศัยของคนไทยเชื้อสายจีนตั้งแต่ปากคลองบางหลวงไปจนถึงปากคลองสวนทางฝั่งธนบุรี และบริเวณไชน่าทาวน์ตั้งแต่สำเพ็งไปจนตลาดน้อย ดังเห็นได้จากโครงการรถไฟฟ้าใต้ดินและโครงการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา รวมทั้งเวนคืนที่ดินและเลิกสัญญาเช่าเพื่อการก่อสร้างโครงสร้างใหม่ๆ ขึ้นมาแทน

                ทัศนอุดจาด ในทัศนะของข้าพเจ้าอีกอย่างหนึ่งคือการก่อสร้างรัฐสภาใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่เกียกกายโดยรื้อและย้ายโรงเรียนโยธินบูรณะไปไว้ที่อื่น เพราะเป็นโครงสร้างอาคารขนาดใหญ่ด้านริมแม่น้ำลำคลองทางฝั่งกรุงเทพฯ ลบภาพพจน์ของสถานที่ก่อสร้างขนาดใหญ่แต่เดิมที่เป็นวัดและพระราชวังที่เป็นศูนย์กลางของชุมชนที่เกิดขึ้นเป็นระยะไป อีกทั้งยังส่งผลกระทบไปสู่บ้านเรือนของผู้คนในชุมชนแต่เดิม รวมทั้งถนหนทางแต่เดิมในด้านการจราจรอย่างแก้ไขไม่ได้

                ถ้าหากจะมีโครงการทำถนนขนาบสองฝั่งน้ำเจ้าพระยาจากสะพานพระปิ่นเกล้าไปจนถึงสะพานพระราม ๖ และ ๗ ในเขตจังหวัดนนทบุรีแล้ว ก็น่าจะเป็นอวสานของภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของบ้านเมืองในบริเวณลุ่มน้ำลำคลองตั้งแต่ปากแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตจังหวัดสมุทรปราการ ผ่านขึ้นมากรุงเทพฯ ธนบุรีและเรื่อยขึ้นไปจนถึงนนทบุรีอย่างไม่ต้องสงสัย

                ที่กล่าวว่าถึงกาลอวสานก็เพราะ บริเวณสองฝั่งน้ำเจ้าพระยาดังกล่าวนี้เป็นพื้นของสังคมชาวสวนที่มีพัฒนาการเป็นบ้านเมืองรัฐและการเป็นศูนย์กลางของประเทศมากกว่าสามร้อยปีขึ้นไปแต่สมัยอยุธยาจนปัจจุบัน เป็นสังคมที่อยู่บนแม่น้ำลำคลองที่มีการสัญจรไปมาทางน้ำด้วยเรือแพ คือคนตั้งถิ่นฐานทั้งบนตลิ่งและในแม่น้ำลำคลองที่ชาวต่างประเทศแต่เดิมเรียกว่า ‘เมืองลอยน้ำ’ เพราะในฤดูน้ำท่วมท้นตลิ่งแลเห็นบ้านเรือน เรือแพอยู่กันในน้ำไม่เห็นตลิ่งไม่เห็นพื้นดิน เพราะมีเรือกสวนปกคลุมเป็นพื้นหลัง

                ความเป็นเมืองน้ำสังคมชาวสวนของกรุงเทพฯ ธนบุรีนั้น โดยภูมิวัฒนธรรมครอบคลุมพื้นที่สองเกาะใหญ่ที่เกิดจากการขุดลัดแม่น้ำอ้อมสองแห่งคือ ‘เกาะบางกอก’ และ ‘เกาะบางกรวย’ เกาะบางกอกเป็นที่ตั้งของเมืองกรุงเทพฯ และธนบุรี ซึ่งเกิดจากการขุดลัดแม่น้ำอ้อมจากตำบลบางกอกน้อยมาออกตำบลบางกอกใหญ่ ในขณะที่เกาะบางกรวยเกิดจากการขุดลัดแม่น้ำอ้อมที่บางใหญ่มาออกบางกรวยเป็นที่ตั้งของเมืองนนทบุรี ทั้งสองเกาะนี้อยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เมืองธนบุรีเกิดขึ้นทางฝั่งตะวันตกในขณะที่กรุงเทพฯ เกิดจากการย้ายเมืองมาฝั่งตะวันออก เมืองนนทบุรีเกิดขึ้นทางฝั่งตะวันออกแต่เดิมเรียกเมืองตลาดแก้วตลาดขวัญ

                ทุกเมืองล้วนเป็นเมืองของสวนผลไม้ที่มีชาวบ้านชาวเมืองส่วนใหญ่มีกำพืดเป็นชาวสวนไม่ใช่ชาวนาและอาศัยเส้นแม่น้ำลำคลองเป็นเส้นทางคมนาคมทุกฤดูกาล

                ชุมชนที่เป็นบ้านเป็นเมืองใหญ่น้อยล้วนเกิดขึ้นริมฝั่งแม่น้ำทั้งสองฝั่งที่มีลำน้ำลำคลองทั้งคลองธรรมชาติและคลองขุด แยกออกจากแม่น้ำทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก ดูประดุจกระดูกสันหลังที่เปรียบได้กับแม่น้ำใหญ่ และกระดูกซี่โครงคือลำน้ำลำคลองที่แยกออกจากทั้งสองฝั่งและแต่ละคลองก็มีชื่อมีนามและมีการตั้งบ้านเรือนเป็นชุมชนริมคลองออกไปกลางทุ่ง แต่ละชุมชนที่เป็นบ้านก็มีวัดเป็นศูนย์กลาง โดยมีชุมชนเมืองอยู่ตรงปากคลองคือบริเวณที่ลำคลองมาสบกับแม่น้ำ 

                ความเป็นชุมชนเมืองตรงปากคลองนี้นอกจากมีวัดใหญ่เป็นศูนย์กลางแล้ว ยังมีย่านตลาดที่อาศัยปากคลองเป็นตลาดขายของสดของคาวที่รู้จักกันในนามว่าตลาดน้ำ ความเป็นย่านตลาดของเมืองนั้น นอกจากมีวัดใหญ่แล้วยังมีศาลเจ้าจีนและบางแห่งก็มีโรงเจ เพราะเป็นที่คนจีนและเชื้อสายคนจีนที่เป็นคนค้าขายอยู่อาศัย นอกจากนี้หลายแห่งที่มีคนมุสลิมก็จะมีการสร้างมัสยิดรวมอยู่ด้วย สังคมบ้านสวนเมืองน้ำนี้ไม่มีถนนและทางบก นอกจากทางเดินเท้าเชื่อมต่อสวนในท้องถิ่น

 

               

                ความเป็นบ้านเป็นเมืองเรียงรายกันอยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำและลำคลองที่ล้วนมีชื่อเสียงเรียงนามเป็นของตนเอง ท้องถิ่นที่อยู่อาศัยริมน้ำทุกหนแห่งล้วนเรียกว่า ‘บาง’  โดยมีชื่อเฉพาะตามมา เช่นคลองบางกอกน้อย คลองบางกรวย คลองบางเขน เป็นต้น ภาพพจน์ของบ้านเมืองตามแม่น้ำลำคลองที่ว่ามานี้ สามารถเข้าถึงได้จากบรรดาวรรณคดีที่เป็นนิราศมีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และกรุงเทพฯ ธนบุรี

                สมัยรัชกาลที่ ๕ อันเป็นเวลาที่เมืองสมัยใหม่เกิดขึ้นบนบกและมีการสร้างถนนหนทางและทางรถไฟ ยกตัวอย่างเช่น ‘นิราศภูเขาทอง’ ของสุนทรภู่ที่บรรยายภาพพจน์ของชุมชนริมแม่น้ำลำคลองจากรุงเทพฯ ถึงอยุธยา ได้พูดถึงชุมชน บ้าน วัด เมือง ชื่อลำน้ำลำคลองไว้อย่างละเอียด รวมทั้งชีวิตความเป็นอยู่ของคนหลายชาติพันธุ์ตามท้องถิ่นด้วย

                หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นรัฐประชาธิปไตยสภาพทิวทัศน์ทางวัฒนธรรมของบ้านเมืองริมน้ำเหล่านี้ ก็หาได้เปลี่ยนแปลงไปมากไม่ แม้ว่าจะมีความแออัดและชุมชนใหม่ๆ เกิดขึ้นมาก็เป็นชุมชนที่มีวัดเป็นศูนย์กลาง ลำน้ำลำคลองบางแห่งหายไปอันเนื่องมาจากการก่อสร้างสถานที่ราชการ แหล่งการค้าและบ้านเรือนแบบใหม่ๆ ก็ตาม

                แต่ความเรียบง่ายและสวยงามของสองฝั่งน้ำเจ้าพระยายังดำรงอยู่แบบที่แลเห็นได้จากภาพเขียนของ อองเดร มูโอ นักสำรวจผจญภัยทางฝรั่งเศส ที่เข้ามาเมืองไทยสมัยรัชกาลที่ ๔ รวมทั้งฝรั่งอื่นๆ ที่มีการถ่ายภาพและทำแผนผังและแผนที่บ้านเมืองริมฝั่งเจ้าพระยาตั้งแต่ปากน้ำขึ้นไปจนถึงอยุธยา โดยมีพระสถูป พระบรมธาตุวัดแจ้งหรือวัดอรุณราชวรารามสูงเด่นเป็นศูนย์กลางของทิวทัศน์วัฒนธรรมสองฝั่งน้ำเจ้าพระยาเสนอมา

                ยังไม่มีผู้ใดกำเริบเสิบสานบุกรุกและทำลายริมแม่น้ำลำคลองที่ยังมีผู้คนเป็นจำนวนมากใช้การคมนาคมตามลำน้ำลำคลอง แม้ว่าจะดูอึกกะทึกไปด้วยเสียงเครื่องยนต์ของเรือหางยาวและเรือเมล์ก็ตาม ยังมีคนทั้งคนไทยและต่างชาติยังอยากนั่งเรือเที่ยวตามสองฝั่งน้ำอยู่ โดยเฉพาะจากกรุงเทพฯ ถึงนนทบุรีและปทุมธานี

                แต่มาเริ่มเปลี่ยนทัศนคติกันราว ๒๐ ปีมานี้ ที่บรรดาคนรุ่นใหม่ นักสถาปนิก นักผังเมืองที่เป็นนายทุนและรับใช้นายทุนบุกรุกพื้นที่ริมแม่น้ำ สร้างตึกสูงคอนโดมีเนียม และบ้านจัดสรรเพื่อให้ได้วิวดีริมแม่น้ำลำคลอง

 

                

               

                ยุคของการเปลี่ยนแปลงแบบทำลายนี้อาจเห็นได้จากคอนโดมีเนียม เสมือนรูปศิวลึงค์เชิงสะพานพระปิ่นเกล้าฯ ที่สร้างขึ้นเพื่อลดความงดงามและความศักดิ์สิทธิ์เป็นสวัสดิมงคลของพระปรางค์วัดอรุณฯ อันเป็นพระบรมธาตุของพระมหานคร

                ต่อมาก็มีตึกสูงตึกใหม่แบบนี้เกิดขึ้นเป็นแถวตามสองฝั่งนั้น ทำให้ความเป็นเมืองสวนเมืองริมแม่น้ำลำคลองจมลงไป เพราะอาคารสูงที่เป็นที่อยู่อาศัย ที่ทำการรัฐบาลและการค้าธุรกิจบริการ  โดยเฉพาะโรงแรมหลายๆ อาคาร วัดวาอาราม พระมหาราชวังและตึกรามอาคารที่เป็นศิลปวัฒนธรรมถูกทำให้ต่ำต้อยลงด้วยการกิจกรรมเพื่อการท่องเที่ยวที่มีแสงเสียงและฟุ่มเฟือยที่เป็นเพียงของเสมือนจริง

                ในขณะนี้สภาวะของทิวทัศน์วัฒนธรรมของเมืองประวัติศาสตร์สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาก็อยู่ในสภาพที่ย่ำแย่อยู่แล้ว หาได้มีผู้หนึ่งผู้ใดที่มีทุนและอำนาจคิดอนุรักษ์แก้ไขไม่ ดูไปมีแต่ช่วยกันทำลายเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง 

                ข้าพเจ้าไม่เคยหวังและเชื่อว่าบ้านเมืองในสังคมประชาธิปไตยที่แล้วๆ มาและอาจจะมีขึ้นอีกในอนาคตกาลจะได้สำนึกและคิดแก้ไขให้ดีได้ แต่เฝ้าภาวนาหวังใจว่าสังคมเผด็จการที่ดีของคณะคสช. อาจจะทบทวนและช่วยได้ในเรื่องนี้ จึงตกใจและสิ้นหวังเมื่อได้ยินมาว่าผู้ทรงอำนาจในคณะรัฐบาล ได้แถลงออกมาว่าจะมีการสร้างถนนขนาบน้ำเพื่อความสะดวกในการคมนาคมและเพื่อเป็นถนนของคนปั่นจักรยาน จึงไม่รู้ว่ากลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์หรือนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญพวกใดชงเรื่องไปดลจิตดลใจให้คิดเป็นเรื่องขึ้นมา ?

 

เปิดประเด็น : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ  วิริยะพันธุ์ ฉ.๑๐๖ (เม.ย.-มิ.ย.๒๕๕๘)

อัพเดทล่าสุด 11 ก.ค. 2559, 16:53 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.