หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
“ศาลาโรงธรรม” ศาลากลางบ้านที่บ้านสายรัดประคด ร่องรอยของชุมชนเก่าในกรุงเทพฯ ที่ยังเหลืออยู่
บทความโดย เกสรบัว อุบลสรรค์
เรียบเรียงเมื่อ 3 ธ.ค. 2558, 00:00 น.
เข้าชมแล้ว 1569 ครั้ง

ตำแหน่งที่ตั้งของบ้านสายรัดประคด

 

               ในกรุงเทพมหานครทุกวันนี้ หากกล่าวถึง ‘ศาลาโรงธรรม ศาลากลางบ้าน หรือศาลากลางย่าน’ คงมีน้อยคนที่เคยเห็นหรือรู้จัก เพราะแทบทุกแห่งเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางกายภาพไปจนถึงโครงสร้างทางสังคม ศาลาโรงธรรมที่เคยเป็นแหล่งทำกิจกรรมส่วนรวมของชุมชนทั้งเป็นสถานที่ทำบุญร่วมกัน โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปที่วัดทุกวันสำคัญทางพุทธศาสนาหรือเป็นสถานที่พบปะพูดคุยสังสรรค์ในระหว่างเพื่อนบ้านและเครือญาติ บัดนี้แทบจะไม่เคยพบเห็นกันอีก และกลายเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจสำหรับผู้คนในชุมชนเมืองเช่นกรุงเทพมหานครที่รับรู้ว่า

               ครั้งหนึ่ง กรุงเทพฯ เคยมีศาลาประจำชุมชนอยู่ทั่วไป

               อาคารศาลาในชุมชน เป็นพื้นที่สาธารณะและมักพบเห็นได้ทั่วไปในทุกท้องถิ่นดั้งเดิม ส่วนใหญ่สร้างตามลักษณะเด่นของศิลปกรรมท้องถิ่นนั้น ยกพื้นสูงบ้างต่ำบ้าง หลังคามุงกระเบื้องและการประดับตกแต่งก็ขึ้นอยู่กับฐานะโดยส่วนรวมของชุมชน ลักษณะเด่นคือผนังเปิดโล่งทั้งสี่ด้านเพื่อการใช้ประโยชน์ที่สะดวกนั่งพัก หลบฝน ทำกิจกรรมต่างๆ สำหรับคนจำนวนมาก  

               ศาลาสาธารณะในชุมชนมีหลายประเภทและหลายรูปแบบหน้าที่ เช่น ศาลาที่พักคนเดินทางที่เรายังคงพบเห็นในหลายแห่งในท้องถิ่นทางภาคใต้ ศาลาท่าน้ำโดยเฉพาะตามวัดที่เคยมีการเดินทางสัญจรทางน้ำ และศาลาในวัดที่มีการใช้งานหลากหลาย เช่น ทำบุญ สวดศพหรือทำพิธีกรรมต่างๆ

               ศาลาอีกประเภทหนึ่งที่มีมาแต่ดั้งเดิมและสำคัญสำหรับชุมชนแรกเริ่มเพราะใช้สำหรับทำพิธีกรรมร่วมกันในชุมชนก็คือ ‘ศาลากลางบ้าน’ ในกลุ่มชนระดับเล็กๆ ที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่ยังไม่ได้รับศาสนาหลักก็มักใช้ศาลากลางบ้านและลานกลางบ้านสำหรับทำพิธีกรรมเลี้ยงผีบ้าน เลี้ยงผีบรรพบุรุษปีละครั้งเป็นอย่างน้อย นอกจากนั้นจึงใช้ทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันอื่นๆ เช่น จักสาน ทอผ้า พูดคุย ฯลฯ

 

               

สายรัดประคด

 

               ศาลากลางบ้านในชุมชนพุทธศาสนากลายเป็น ‘ศาลาโรงธรรม’ หากชุมชนนั้นไม่ได้มีศูนย์กลางของชุมชนอยู่ที่วัดใดวัดหนึ่ง ซึ่งหมายถึงเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ห่างวัดหรือเป็นชุมชนในระดับเมืองที่มีชุมชนรอบวัดหลายชุมชน และอาจจะไม่สะดวกสำหรับคนในชุมชนโดยเฉพาะคนสูงวัยที่จะต้องไปปฏิบัติศาสนกิจในวัดเป็นประจำ เช่น ในวันพระวันโกนหรือการทำบุญที่ไม่ใช่วันอุโบสถศีลหรือวันพระใหญ่ที่อาจจะไม่จำเป็นต้องไปที่วัดหรือไปพักถือศีลร่วมกันที่วัด ก็มักจะทำบุญและนิมนต์พระสงฆ์มาเทศน์กันเป็นการภายในชุมชน

               ช่วงที่ว่างเว้นจากงานบุญศาลาโรงธรรมก็จะถูกใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมของคนในชุมชนเป็นที่พบปะของชาวบ้านจนกลายเป็นสถานที่ค้าขายไปเสียมากก็มี 

               การสร้างศาลากลางบ้านหรือศาลาโรงธรรม นอกจากได้รับเงินบริจาคของคนในชุมชนก็มักจะมาจากแรงศรัทธาของผู้มีฐานะ ดังที่เรามักพบชื่อของผู้บริจาคติดอยู่หรือเรียกเป็นชื่อศาลานั้นเลยก็มี 

               ในพื้นที่ย่านเก่าของกรุงเทพมหานคร มีการสร้างศาลาอยู่หลายแห่ง แต่ละแห่งสร้างเพื่อเป็นพื้นที่พักสาธารณะในชุมชนเมืองและอยู่ริมถนนในย่านเก่า ที่มีหน้าที่ใช้งานต่างๆ จากความทรงจำและคำบอกเล่าของ ส.พลายน้อย เรื่อง “เล่าเรื่องบางกอก ฉบับสมบูรณ์” โดยสำนักพิมพ์พิมพ์คำ (๒๕๕๕) ดังเช่น

               บริเวณแถบถนนเฟื่องนคร มี ‘ศาลาเตาปูน’ อยู่บนถนนเฟื่องนคร เป็นศาลาไม้ หลังคามุงกระเบื้อง  ‘ศาลาเพชรฉลู’ ตั้งอยู่เชิงสะพานข้างวัดราชบพิธ เป็นศาลาก่ออิฐถือปูน ยกพื้นสูง ‘ศาลาปูน’ อยู่ข้างห้างอับดุลราฮิม เป็นศาลายกพื้น ก่ออิฐถือปูน ‘ศาลาเปรต’ อยู่ใกล้ห้างทิสแมน เป็นศาลามีฝาไม้สัก ยกพื้นสูง

 

ภาพในอดีตของกลุ่มช่างทอสายที่บ้านสายรัดประคด

              บริเวณแถบถนนเสาชิงช้า มี ‘ศาลาตรอกศาลเจ้าครุฑ’ อยู่เชิงสะพานช้างโรงสี เป็นสะพานก่ออิฐถือปูน ยกพื้นสูง หลังคามุงกระเบื้อง ‘ศาลาฝ้าย’ อยู่มุมถนนตีทอง ใกล้วัดสุทัศน์ฯ เป็นศาลาฝาไม้สัก หลังคามุงกระเบื้อง

               บริเวณแถบบ้านหม้อ - บ้านญวนมี ‘ศาลาตาเพ็ง’ อยู่ใกล้สี่แยกบ้านหม้อ เป็นศาลาฝาไม้ ยกพื้นสูง หลังคามุงกระเบื้อง มีช่อฟ้าใบระกา ‘ศาลาบ้านญวน’ อยู่ไม่ไกลจากสี่แยกถนนพาหุรัด เป็นศาลาไม้ ยกพื้นเตี้ยๆ

               บริเวณแถบถนนมหาไชย ‘ศาลาบ้านพระยาจ่าแสน’ อยู่เชิงสะพานช้างโรงหวย เป็นศาลาก่ออิฐถือปูน ‘ศาลาเจ้าพระยาธรรมา’ เป็นศาลาก่ออิฐถือปูน อยู่ใกล้กองมหันตโทษหรือสวนรมมณีนาถในปัจจุบัน

               ศาลาข้างต้นน่าจะเป็นศาลาสำหรับการใช้งานสาธารณะเพื่อเป็นที่พักการเดินทางในเมืองเก่า แต่สำหรับศาลากลางบ้านที่เป็นศาลาโรงธรรมของชุมชนขนาดเล็กๆ ที่เป็นหมู่บ้านในย่านเก่าของกรุงเทพมหานครที่ยังเหลืออยู่แห่งสำคัญได้แก่ ‘ศาลากลางบ้านหรือศาลาโรงธรรมที่บ้านบาตร’ ซึ่งยังคงหน้าที่โดยมีการใช้งานจริง จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่แสดงถึงความเป็น ‘ชุมชนโดยธรรมชาติ’ ที่ยังหลงเหลืออยู่แห่งเดียวในย่านเก่ากรุงเทพมหานคร

               เดิมศาลาหลังนี้เป็นศาลาไม้ ต่อมาปรับปรุงเป็นศาลาไม้ประกอบปูน ชาวบ้านที่นี่ใช้ศาลาแห่งนี้เป็นศาลาอเนกประสงค์ มีการจัดงานต่างๆ อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ทั้งงานบวช งานแต่งงาน งานศพ งานไหว้พ่อปู่บ้านบาตร นอกจากน้ั้น ยังใช้เป็นสถานที่จัดงานบุญเลี้ยงพระปีละ ๕ ครั้ง คือ ช่วงปีใหม่ วันสงกรานต์ วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา และวันพ่อแห่งชาติ ๕ ธันวาคมของทุกปี

 

               

ศาลาโรงธรรมที่บ้านบาตร  ซึ่งยังมีการใช้งานของชุมชนในเรื่องสารพัดประโยชน์

รวมทั้งการทำบุญและทำพิธีกรรมของชุมชน

 

               ศาลากลางบ้านหรือศาลาโรงธรรมที่ยังคงสภาพดีอยู่อีกแห่งหนึ่งคือ ‘ศาลาโรงธรรมบ้านสายรัดประคด’ แม้ในปัจจุบันผู้คนในชุมชนจะย้ายออกไปมากแล้วจนทำให้ไม่มีการใช้งานเป็นปกติ  ศาลาที่บ้านสายรัดประคดนอกจากจะถูกใช้ในกิจกรรมทางศาสนาเหมือนเช่นที่บ้านบาตรแล้ว แต่ยังเคยใช้เป็นสถานที่สำหรับผลิตงานหัตถกรรมชิ้นสำคัญ คือ ‘สายรัดประคด’ อันเป็นที่มาของชื่อ ‘บ้านสายรัดประคด’ นั่นเอง

               บ้านสายรัดประคดตั้งอยู่ด้านหลังร้านน้ำอบนางลอย ในตรอกเล็กๆ ตรงข้ามวัดเทพธิดาราม ขนาบข้างด้วยคลองรอบกรุงทางทิศตะวันออกและคลองหลอดวัดราชนัดดาทางทิศเหนือ และมีทางเท้าเดินต่อเนื่องไปสู่ชุมชนที่ตรอกพระยาเพชรฯ หรือป้อมมหากาฬ

               สายรัดประคด นับเป็น ๑ ใน เครื่องอัฐบริขารทั้ง ๘ อย่าง ที่พระภิกษุสงฆ์ต้องมีประจำตัว คำว่า ‘ประคด’ มีความหมายตามพจนานุกรมว่า แผ่นผ้าหรือด้ายที่ถักเป็นแผ่นยาว ใช้สำหรับคาดเอวหรืออกของภิกษุสงฆ์ ถ้าคาดอกเพื่อไม่ให้จีวรหลุด จะเรียก ‘ประคดอก’ และถ้าใช้คาดเอวเพื่อไม่ให้ผ้าสบงหลุดเรียก ‘ประคดเอว’

               การทอสายรัดประคดที่บ้านสายรัดประคด กล่าวกันว่าเริ่มขึ้นครั้งแรกตั้งแต่สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อราวพุทธศักราช ๒๔๐๐ ‘พระยารามรณรงค์สงคราม รามมีไชยไสวเวียง (บัว)’ ต้นตระกูลรามโกมุท ได้ไปดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการทางหัวเมืองเหนือ ท่านได้พบช่างชาวอินเดียผู้มีความรู้ด้านการทอเข็มขัดคาดเอวหรือสายรัดประคดสำหรับภิกษุสงฆ์ จึงได้เชิญมาเป็นครูฝึกสอนลูกหลานในตระกูลรามโกมุทที่อาศัยอยู่ร่วมกันในบริเวณอันเป็นที่ตั้งของบ้านสายรัดประคดในปัจจุบัน

               “พระยารามรณรงค์สงคราม รามมีไชยไสวเวียง” หรือที่ลูกหลานยุคปัจจุบันเรียกว่า ‘เจ้าคุณทวด’ เกิดเมื่อปีฉลู ราวพ.ศ. ๒๓๓๖ ณ บ้านบางยี่โท อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ต่อมาราวปี พ.ศ. ๒๓๗๐ ได้เดินทางเข้ามายังกรุงเทพฯ และถวายตัวเข้ารับราชการ ต่อมาสมัยรัชกาลที่ ๔ ท่านได้มีโอกาสถวายงานเป็นข้าหลวงในสมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี พระมเหสีในรัชกาลที่ ๔ จากนั้นจึงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เข้ารับราชการในกรมมหาดเล็กและได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น ‘พระอินทราช (บัว)’ ปฏิบัติงานในกรมพระตำรวจหลวงรักษาพระองค์เป็นเวลานานกว่า ๑๒ ปี จึงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการเมืองตาก เมื่อปี พ.ศ.๒๔๐๓ โดยได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระยาวิชิตชลธีศรีสุรสงครามรามราไชยสวัสดิ์ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๐๙  ได้ไปดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการเมืองกำแพงเพชร และได้รับบรรดาศักดิ์เลื่อนเป็น ‘พระยารามรณรงค์สงครามรามมีไชยไสวเวียง’

               ภายหลังเมื่อเกษียณอายุราชการ ก็ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นแม่กองปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุในพระอารามวัดเทพธิดาราม โดยในครั้งนั้นได้ตั้งโรงเลื่อยสำหรับเลื่อยท่อนซุงที่ล่องมาตามริมคลองโอ่งอ่างหรือคลองรอบกรุง ขึ้นบนพื้นที่ว่างนอกกำแพงเมืองตรงข้ามวัดเทพธิดาราม ท่านสามารถควบคุมการทำงานบูรณะปฏิสังขรณ์ให้สำเร็จลงได้อย่างเรียบร้อย รัชกาลที่ ๔ จึงพระราชทานที่ดินราว ๔ ไร่ ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของโรงเลื่อยนั้น ให้เป็นกรรมสิทธิ์ ซึ่งท่านได้จัดสรรที่ดินให้บุตรหลาน ปลูกสร้างบ้านพักของตนเอง โดยมีสิ่งปลูกสร้างภายในชุมชนคือ ศาลากลางบ้านหรือศาลาโรงธรรม ปลูกอยู่ด้วยกัน

               ศาลากลางบ้านที่บ้านสายรัดประคด เป็นศาลาไม้ เปิดโล่ง ยกพื้นเตี้ยๆ เป็นเสมือนศูนย์กลางสำคัญของเครือญาติในสายตระกูลรามโกมุท โดยนอกจากจะใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาตามโอกาสอันเหมาะสมแล้ว ยังเคยถูกใช้เป็นที่สำหรับตั้งกี่เพื่อทอสายรัดประคดอีกด้วย

               การทอสายรัดประคดมีอุปกรณ์และขั้นตอนสำคัญ โดยเริ่มด้วยการเลือกใช้ไหมญี่ปุ่นเป็นวัตถุดิบหลัก เพราะมีความเหนียว คงทน สีติดง่าย จากนั้นจึงทำการเตรียมด้ายเพื่อให้สะดวกในการใช้งาน  แล้วจึงเข้าสู่ข้ันตอนการเตรียมด้ายยืน หรือที่เรียกว่า การเดินด้าย และการค้นสาย โดยเอาด้ายที่ม้วนแล้ว จากฝั่งหางของกี่มาส่งให้ผู้ที่นั่งอยู่ฝั่งหัวกี่ ด้วยการร้อยด้ายเข้ารูกระ จำนวนเที่ยวที่จะเดินขึ้นอยู่กับความกว้างของสายรัดประคดที่ต้องการทอ จากนั้นจึงทำการ ‘ทอสาย’ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญ ต้องใช้คน ๒ คน คือ ‘คนทอ’ และ ‘คนกลับ’ ช่วยกันส่งสลับด้ายที่เตรียมไว้จนสอดไขว้สานกันเป็นลวดลาย ทำต่อเนื่องไปเรื่อยๆจนได้ความยาวของสายรัดประคดที่ต้องการแล้วจึงเว้นช่วงสำหรับถักหาง และปักพู่ ก่อนเริ่มทอสายรัดประคดเส้นใหม่ต่อจนสุดความยาวของกี่ตลาดสำคัญของสายรัดประคดที่ผลิตได้ คือ แหล่งเครื่องสังฆภัณฑ์ย่านเสาชิงช้า

               แม้การทอสายรัดประคดที่บ้านสายรัดประคดจะขาดหายไปกว่า ๒๐-๓๐ ปีแล้ว เนื่องด้วยขาดผู้สืบทอดความรู้ แต่ยังมีชาวบ้านบางคนที่อาศัยในชุมชนแห่งนี้ เคยเห็นการทอสายรัดประคดและมีส่วนร่วมในขั้นตอนการเดินด้ายซึ่งเป็นขั้นตอนที่เปิดโอกาสให้เด็กๆ เข้ามาช่วยแลกกับเงินค่าขนมเล็กๆ น้อยๆ การเดินด้ายจะเริ่มทำในช่วงบ่ายหรือเย็นของทุกวัน ก่อนที่ช่างทอสายจะเริ่มทอและกลับด้าย จนสำเร็จเป็นสายรัดประคดที่สมบูรณ์ในช่วงเช้าวันถัดไป อย่างไรก็ตาม แม้ว่าศาลาของบ้านสายรัดประคดจะไม่ได้ถูกใช้เป็นสถานที่ตั้งกี่เพื่อทอสายรัดประคดเหมือนเช่นในอดีต แต่ก็ยังถูกใช้เป็นสถานที่จัดงานบุญประจำปีในช่วงวันสงกรานต์ เป็นงานสำคัญที่เครือญาติมารวมกันอีกครั้ง

 

พระนครบันทึก : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ  วิริยะพันธุ์ ฉ.๑๐๖ (เม.ย.-มิ.ย.๒๕๕๘)

 

อัพเดทล่าสุด 3 ธ.ค. 2558, 00:00 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.