หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
สรุปบรรยายสาธารณะเรื่อง “ตามเส้นทางพระเจ้าเลียบโลก ไปเมียวดี พะอาน สะเทิม และมะละแหม่ง”
บทความโดย บรรยายโดยสิทธิพร เนตรนิยม / เกสรบัว อุบลสรรค์ : สรุปการบรรยาย
เรียบเรียงเมื่อ 8 ธ.ค. 2558, 00:00 น.
เข้าชมแล้ว 1013 ครั้ง

VDO การบรรยายสาธารณะเรื่อง "ตามเส้นทางพระเจ้าเลียบโลกฯ"

 

              ‘ตำนานพระเจ้าเลียบโลก’ เป็นวรรณกรรมท้องถิ่นของบ้านเมืองที่ได้รับอิทธิพลทางพุทธศาสนาจากลังกา สันนิษฐานว่าแต่งขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ โดยรวมเป็นการกล่าวถึงเรื่องราวการเดินทางโปรดสัตว์ของพระพุทธเจ้าจากชมพูทวีปมายังมอญ พม่า ฉาน สิบสองปันนา ล้านนา ตลอดจนภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย เนื้อหาของตำนานบอกเล่าถึงความเป็นมาของพระพุทธศาสนา ตั้งแต่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นสุเมธดาบสในพระศาสนาของพระทีปังกร พระพุทธเจ้าทรงสำเร็จพระโพธิญาณ พุทธพยากรณ์ถึงความรุ่งเรือง และความเสื่อมของบ้านเมืองต่างๆ อานิสงส์ของการบูชาพระศาสนาและการประดิษฐานพระพุทธศาสนาลงในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านรอยพระพุทธบาทและพระเกศาธาตุ ตลอดจนเรื่องเล่าที่เกี่ยวกับการพุทธทำนายแรกตั้งบ้านเมืองต่างๆ 

              งานเสวนา “ตามเส้นทางพระเจ้าเลียบโลก ไปเมียวดี พะอาน สะเทิม และมะละแหม่ง” ที่นำเสนอผ่านประสบการณ์การเดินทางตามรอยเส้นทางพระเจ้าเลียบโลกของ สิทธิพร เนตรนิยม นักปฏิบัติการวิจัย สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันเสาร์ท่ี ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๘ อาคาร ดร. ศิโรจน์ ผลพันธิน มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ที่ผ่านมานั้น สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันเหนียวแน่นของพุทธศาสนาในสังคมพม่า ผ่านตำนานและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นได้อย่างน่าสนใจ

              การเดินทางผ่านภาพถ่าย และการบรรยายเล่าเรื่องครั้งนี้ มีเส้นทางโดยเริ่มตั้งแต่แม่น้ำเมย พรมแดนธรรมชาติที่กั้นระหว่าง อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ในประเทศไทยกับเมืองเมียวดี สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนม่า จากเมืองเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ผู้บรรยายเล่าถึงตำนานเมืองเมียวดี ซึ่งเป็นตำนานแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างเมืองสะเทิม เมืองเกาะกะเร็ก และเมืองเมียวดี โดยมีความบางตอนว่า

              ‘ก่อนพระพุทธเจ้าสำเร็จพระโพธิญาณ ๕๐ ปี ที่เมืองสุพินทะนครหรือเมืองสะเทิม มีกษัตริย์ชื่อ พระเจ้าติสสะ เป็นกษัตริย์ที่มีอำนาจได้รับธนูจากพระอินทร์ ในสมัยนั้นฝ่ายโยดะยามักยกทัพมาตีเมืองของพระเจ้าติสสะบ่อยครั้ง แต่ไม่เคยชนะ พระเจ้าติสสะจึงโปรดให้สร้างเมืองชัยนคร หรือเมืองกอกะเร็ก (เก่า) ขึ้นบริเวณเทือกเขาโดหะนะ ต่อมาเมื่อพระเจ้าติสสะสิ้นพระชนม์ กษัตริย์อินทาเจ้าเมืองชัยนครก็ตั้งตนเป็นอิสระ ไม่ขึ้นต่อเมืองสะเทิม พร้อมทั้งตั้งชื่อเมืองใหม่ว่า ทวารปุระ เมืองนี้มีความเจริญและมีอาณาเขตกว้างขวางมากขึ้น จึงต้องการสร้างเมืองหน้าด่านจำนวน ๖ เมือง เพื่อดูแลเขตแดนด้านที่ติดกับโยดะยา หนึ่งใน ๖ เมืองนั้นคือ เมืองเมียวดี เป็นเมืองหน้าด่านทางทิศตะวันออกของเมืองทวารปุระ มีเจ้าเมืองชื่อ สุมนะ’

 

สิทธิพร  เนตรนิยม  และผู้ร่วมรับฟังการบรรยายเรื่อง "ตามเส้นทางพระเจ้าเลียบโลกไปเมียววดี

พะอาน สะเทิม และมะละแหม่ง"

 

              ในตำนานยังได้กล่าวถึงความเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาด้วยว่า              

              ‘หลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากบิณฑบาตที่เชียงใหม่ ได้แวะที่เมืองเมียวดี พร้อมด้วยพระสงฆ์ ๕๐๐ รูป เจ้าเมืองสุมนะมีความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ได้รับพระเกศาธาตุ ๔ องค์ จากนั้นเจ้าเมืองสุมนะจึงนิมนต์พระพุทธเจ้าไปที่เมืองทวารปุระ แต่พระพุทธเจ้าปฏิเสธ จึงส่งพระอรหันต์จำนวน ๓๓ รูป ไปเป็นตัวแทน พระอรหันต์ทั้งหมดเหาะไปที่เมืองทวารปุระ แต่ชาวเมืองแตกตื่น ไม่เคยเห็น จึงฟ้องกษัตริย์แห่งทวารปุระ กษัตริย์ส่งทหารมาจับพระอรหันต์ทั้งหมดไปขัง ฝ่ายเจ้าเมืองสุมนะต้องมาช่วยเจรจา สุดท้ายกษัตริย์แห่งชัยนครได้ฟังธรรมจากพระอรหันต์ จึงเกิดความศรัทธาเลื่อมใส และยอมรับในพระพุทธศาสนา’

 

              ตำนานเมืองเมียวดี ยังมีส่วนที่กล่าวถึงความเกี่ยวข้องกับเมืองสะเทิมอีกประการหนึ่ง ดังที่สิทธิพรได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า

              ‘หลังจากเวลาผ่านไป แต่ละเมืองก็แยกตัวเป็นอิสระ สมัยนั้น เมืองเมียวดีก็เป็นเอกเทศ ปกครองโดย พระนางเมี๊ยะซานดี ซึ่งพระนางเมี๊ยะซานดีนั้น ตามตำนานระบุว่า เป็นพระราชธิดาของพระเจ้ามนูหะ กษัตริย์องค์สุดท้ายของเมืองสะเทิมก่อนที่จะถูกพระเจ้าอโนรธาจับตัวไปพุกาม ในสำนวนหนึ่งของตำนานเรื่องนี้กล่าวว่า หลังจากที่เมืองเมียวดีร้างลง พระเจ้ามนูหะทรงมีพระราชประสงค์ให้เมืองเมียวดีกลับมาเป็นเมืองหน้าด่านอีกครั้ง จึงแต่งตั้ง โพแข่ นายพรานชาวกะเหรี่ยงแห่งเมืองเมียวดีผู้เก่งกาจในการสู้รบให้เป็นแม่ทัพดูแลเมือง และยกพระราชธิดาคือพระนางเมี๊ยะซานดี ให้แต่งงานด้วย แต่เนื่องจาก โพแข่ ไม่ชอบอยู่ในวัง พระนางเมี๊ยะซานดีจึงต้องคอยดูแลรักษาเมืองและชาวเมือง อีกทั้งยังเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเมืองเมียวดีให้เจริญยิ่งขึ้น’

               ผู้บรรยายได้เล่าเพิ่มเติมอีกว่า ที่เมืองเมียวดีแห่งนี้ มีกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นที่อพยพเข้ามาอยู่ตั้งแต่สมัยอาณานิคม อาศัยอยู่ที่บ้านห้วยฉานหรือห้วยซ่านด้วย นอกจากนั้นยังยกตัวอย่างตำนานพื้นบ้านเมืองนครชุมน์ในจังหวัดกำแพงเพชรเพื่อแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนไทย กับคนพม่าที่ผูกพันกันผ่านพุทธศาสนา มีเนื้อความบางตอนดังนี้

              ‘พะโป้ พ่อค้าไม้ มีพี่ชายชื่อ อูแต๊ะก์ผ่อ อูแต๊ะก์ผ่อเป็นเศรษฐีชาวกะเหรี่ยงที่เมืองเมียวดี เป็นคนแรกที่ซ่อมแซมพระธาตุนครชุม และพระธาตุที่เมียวดี ปัจจุบันจะมีชาวกะเหรี่ยงมารวมตัวที่วัดพระธาตุในงานทำบุญประจำปีเป็นจำนวนมาก’

               ทั้งนี้ที่เมืองเมียวดียังมีศาลผีประจำเมือง ซึ่งประดิษฐานเจ้าพ่อข้อมือเหล็กและเจ้าพ่อคำแดง นอกจากนั้นเมื่อไม่นานมานี้ยังมีการค้นพบรอยพระพุทธบาท และรอยเข่าพระพุทธเจ้าที่บ้านห้วยฉานอีกด้วย

               จากนั้นผู้บรรยายพาพวกเราเดินทางข้ามเทือกเขา ‘ด่อนะต่าวง์’ หรือ เทือกเขาอันสูงใหญ่ดังท่อนแขนที่กั้นไม่ให้ชาวอโยธยาข้ามมารุกรานได้ หนึ่งในนิยามที่ถอดความมาจากภาษามอญ และภาษากะเหรี่ยง แม้เส้นทางสายนี้จะมีระยะทางเพียง ๕ กิโลเมตร แต่เนื่องจากเป็นเส้นทางข้ามช่องเขาที่มีความคดโค้งสูงชัน การเดินทางสายสั้นๆเส้นนี้ จึงต้องใช้เวลารวมทั้งสิ้นราว ๔ ชั่วโมง จึงจะลงสู่ที่ราบด้านล่าง ซึ่งเป็นเขตของ ‘เมืองเกาะกะเร็ก’

               เกาะกะเร็ก เป็นภาษามอญ แปลว่า เกาะต้นงิ้ว ที่เมืองนี้ ผู้บรรยายได้แนะนำให้พวกเรารู้จัก ‘หมู่บ้านจงโด’ ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของแม่น้ำฮองตะยอ ในอดีตที่นี่มีความสำคัญมาก เพราะเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งสินค้าทางน้ำ เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ระหว่างเมืองเกาะกะเร็ก และเมืองพะอาน เมืองหลวงของรัฐกะเหรี่ยง ที่นี่จึงเป็นเมืองท่าค้าขายที่รุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยอาณานิคม จนกระทั่งมีการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำ ท่าเรือจงโดจึงได้รับความนิยมน้อยลง  จงโด เป็นหมู่บ้านที่จัดตั้งขึ้นโดยท่านพุตอจา เจ้าคณะลัทธิฤาษีตะละคง องค์ที่ ๕ สร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อราวปี พ.ศ.๒๓๖๘ จงโด จึงเป็น ‘ยะเตะยวา’ หรือหมู่บ้านฤาษี ของกลุ่มกะเหรี่ยงพุทธที่นับถือลัทธิตะละคงอย่างเคร่งครัด แต่ในปัจจุบันหลงเหลือเพียงร่องรอยลัทธิฤาษีในหมู่บ้านจงโดเท่านั้น

               เมืองพะอาน เมืองหลวงของรัฐกะเหรี่ยง คือ จุดหมายต่อไปที่คุณสิทธิพรแนะนำให้เรารู้จัก ที่เมืองพะอานมีสัญลักษณ์สำคัญ ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจที่ยิ่งใหญ่ของผู้คนในรัฐกะเหรี่ยงคือ ‘เขาซวยกะปิ่ง (Zwekapin)’ หรือ ‘เขาพันธวะคีรี’ และเล่าถึงตำนานโบโบจีที่เกี่ยวข้องกับภูเขาแห่งนี้ว่า          

               ‘มีชาวกะเหรี่ยง ๒ คนพี่น้อง พี่ชาย กับน้องสาว ทั้ง ๒ คนอาศัยอยู่กับแม่และพ่อเลี้ยง แต่ถูกพ่อเลี้ยงกลั่นแกล้งเสมอ ครั้งสุดท้าย พ่อเลี้ยงพาทั้งคู่มาปล่อยทิ้งไว้ที่ภูเขาแห่งนี้ ทั้งคู่ออกเดินทางระหกระเหินมาจนพบวิทยาธรกำลังเล่นแร่แปรธาตุเพื่อทำให้ตัวเองกลายเป็นอมตะ วิทยาธรสงสารทั้ง ๒ คน จึงช่วยให้ทั้งคู่ได้เป็นอมตะด้วย ทั้งคู่จึงเป็นอมตะ และเฝ้าอยู่ที่เขาซวยกะปิ่งตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา’

               ที่เมืองพะอานยังมีโบราณสถานสำคัญอีกหลายแห่ง เช่น ‘ถ้ำเกาะกูน’ ซึ่งพบพระพุทธรูปทรงเครื่องสมัยอยุธยาตอนกลาง ถึงอยุธยาตอนปลายแปะติดทั่วทั้งผนังถ้ำ คุณสิทธิพรให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จากการถอดความในจารึกภาษามอญโบราณ สมัยพระเจ้าอโนรธา ซึ่งพบที่นี่ มีความบางตอนกล่าวว่า

              ‘..อันบรรดาพระพุทธรูปเหล่านี้ ข้าฯผู้เป็นราชินีแห่งเมาะตะมะอยู่ในเมืองดูโวป ได้ทำแล้ว อันพระเจ้าทั้งหลายนั้นด้วยดิน ด้วยหิน...’ 

              นอกจากนั้น ที่นี่ยังพบเทวรูปพระวิษณุหินทราย มีคำจารึกถอดความได้ว่า ‘บุคคลหนึ่ง ผู้อยู่ในเมืองนี้ เป็นผู้แกะสลัก’

              จากนั้นเดินทางต่อไปที่ เมืองสะเทิม (Thaton) หรือสุธรรมวดี หรือสุพินทนคร ศูนย์กลางพระพุทธศาสนาในรัฐมอญ มี ‘พระธาตุชเวซายัน’ เป็นศาสนสถานสำคัญของเมือง ผู้บรรยายกล่าวถึงตำนานซึ่งสอดคล้องกับเส้นทางพระเจ้าเลียบโลก เป็นตำนานที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐมอญกับรัฐกะเหรี่ยงคือตำนานเมืองสะเทิมหรือตำนานพระเกศาธาตุทั้ง ๖ มีความบางตอนดังนี้

               ‘..พระเจ้าติสสระราชา มีพระราชโอรส ๒ พระองค์ แต่ทั้ง ๒ พระองค์ไม่ประสงค์จะครองราชย์ จึงออกบวชเป็นฤาษี ตนพี่อยู่ที่เขาสิ่นไจ่ง์ เมืองเย ในรัฐมอญ ตนน้องอยู่ที่เขาซวยกะปิ่ง เมืองพะอาน รัฐกะเหรี่ยง แต่แล้ววันหนึ่งที่เชิงเขาสิ่นไจ่ง์ มีนางนาคทะเลสมสู่กับวิทยาธร กำเนิดเป็นไข่ ๒ ใบ ฤาษีตนพี่จึงแบ่งไข่ใบหนึ่งให้ฤาษีตนน้องเลี้ยง ไข่ทั้ง ๒ ใบ ฟักออกมาเป็นเด็กผู้ชาย ๒ คน ต่อมาเด็กชายที่ฤษีตนน้องแห่งเขาซวยกะปิ่งได้เสียชีวิตลงเมื่ออายุ ๑๐ ขวบ ก็ได้ไปเกิดใหม่เป็นพระภควัมปติอยู่ในชมพูทวีป ส่วนเด็กชายซึ่งฤาษีตนพี่เลี้ยงนั้นเจริญวัยได้ครองราชย์เป็นเจ้าเมืองสะเทิม ส่วนพระภควัมปติได้บวชเป็นภิกษุแล้วระลึกชาติได้เห็นควรนำพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่ในแผ่นดินของพี่ จึงเดินทางกลับมากษัตริย์ผู้ครองเมืองสะเทิมเกิดความเลื่อมใส จึงขอให้ภควัมปติไปนิมนต์พระพุทธเจ้ามาที่เมืองสะเทิม พระพุทธองค์เสด็จมา และพระราชทานพระเกศาให้ไว้ ๖ เส้น กษัตริย์แห่งเมืองสะเทิมได้ประดิษฐานพระเกศาธาตุองค์หนึ่งไว้ที่ชเวซายัน เมืองสะเทิม...’

               ในเขตเมืองสะเทิมยังมีพื้นที่ซึ่งเชื่อว่าเป็นเขตพระราชวังเก่าของกษัตริย์มนูหะ มีลักษณะเป็นเนินดินสูง ด้านบนสร้างศาลขนาดใหญ่ เรียกว่าวังพระเจ้ามนูหะ ภายในประดิษฐานรูปปั้นกษัตริย์มนูหะ พระมเหสี พระราชโอรส ๒ พระองค์และพระราชธิดา ซึ่งก็คือพระนางเมี๊ยะซานดี ผู้ปกครองเมืองเมียวดี แสดงถึงความเชื่อมโยงกับตำนานเมืองเมียวดี

               นอกจากนี้ศาสนสถานที่น่าสนใจอีกแห่งเป็นร่องรอยความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของพุทธศาสนิกชนที่วัด ‘อูหน่าเอ้าก์’ แห่ง ‘บ้านกะโด-เกาะนัต’ เมืองมะละแหม่ง วัดแห่งนี้สร้างขึ้นในช่วงระหว่างปีพ.ศ. ๒๔๒๑-๒๔๔๕ โดยเศรษฐีชาวมอญ ๓ คน คือ นายทออา นายทูนจ่อ และนายอ๊อก/เอ้าก์ ซึ่งเป็น “เจ้าศรัทธาใหญ่” ดังคำจารึกที่ปรากฏว่า

‘...ผู้เป็นเจ้าของบุญใหญ่ อยู่บ้านเกาะนัต เป็นเศรษฐีพ่อค้าไม้ เจ้าของโรงสี เจ้าของบริษัทเมียนม่าปีญ์เรือกลไฟ คือ อูหน่าเอ้าก์ พะยาตะก่าเจ้าศรัทธาใหญ่ เกิดวันพฤหัส วันที่ ๗ เดือนกะโส่ง ปีจ.ศ.๑๑๙๔ ถึงแก่อนิจกรรม วันที่ ๑๒ เดือนนะโยง ปี ๑๒๗๕ เวลา ๑๒.๓๕น. อายุ ๘๑ ปี กับ ๓๙ วัน...’

               และไม่ไกลจากวัดอูหน่าเอ้าก์ ยังมีวัดสำคัญซึ่งเป็นศูนย์กลางของธรรมยุตินิกายมหาเย็น ร่วมสมัยรัชกาลที่ ๔ นิกายมหาเย็นเป็น ๑ ใน ๙ นิกายที่ได้รับการยอมรับอย่างถูกต้องจากคณะสงฆ์พม่า

               เมืองสุดท้ายของการเดินทางตามเส้นทางพระเจ้าเลียบโลกผ่านการเล่าเรื่องครั้งนี้ คือ เมืองมะละแหม่ง เมืองหลวงของรัฐมอญ ผู้บรรยายกล่าวถึงเมืองนี้ว่า เป็นเมืองที่ถูกขนาบด้วยแม่น้ำ ๓ สาย คือ แม่น้ำไจ แม่น้ำอัตลัน และแม่น้ำสาละวิน มีศาสนสถานสำคัญคือ วัดยะตะนาบงเมี๊ยะ เป็นวัดที่พระมเหสีของพระเจ้ามินดงโปรดให้สร้างถวายพระอาจารย์ของพระเจ้ามินดง ภายในจำลองรูปแบบมาจากพระราชวังมัณฑะเลย์ นอกจากนั้นยังมีศาสนสถานสำคัญอีกแห่งคือ ‘วัดไจ้ก์โซ้ก์พะยา’ ผู้บรรยายกล่าวถึงตำนานที่เกี่ยวข้องกับวัดแห่งนี้ว่า ฤาษีตนหนึ่งไปรับพระเกศาธาตุแล้วนำมาประดิษฐานไว้ที่วัดแห่งนี้ คุณสิทธิพรกล่าวในตอนท้ายว่า มะละแหม่งเป็นเมืองสุดท้ายที่พระพุทธเจ้าเสด็จมา ก่อนที่จะเสด็จกลับไปยังชมพูทวีปและเสด็จมาเมืองทวายอีกครั้งในช่วงปีถัดมา

               ตำนานพระเจ้าเลียบโลก จึงเป็นวรรณกรรมทางศาสนาที่ไม่เพียงสะท้อนให้เห็นว่า บ้านเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกเกี่ยวร้อยเชื่อมโยงถึงกันด้วยพุทธศาสนาเท่านั้น แต่บันทึกการเดินทางของพระพุทธเจ้ายังทำให้เราได้รู้จักชื่อบ้านนามเมือง พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของแต่ละบ้านเมือง สภาพภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของชุมชน และกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆที่เกี่ยวข้องมีความสัมพันธ์กับพระพุทธศาสนาอีกด้วย

 

กิจกรรมบรรยายสาธารณะ : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ  วิริยะพันธุ์ ฉ.๑๐๖ (เม.ย.-มิ.ย.๒๕๕๘)

 

อัพเดทล่าสุด 8 ธ.ค. 2558, 00:00 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.