หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
สรุปเสวนาสาธารณะของคนย่านเก่าเมืองกรุงเทพฯ ครั้งที่ ๒ “ตลาดนางเลิ้ง ตลาดใหม่ (ซิงตั๊กลัก) ย่านชานพระนคร”
บทความโดย เมธินีย์ ชอุ่มผล และเกสรบัว อุบลสรรค์
เรียบเรียงเมื่อ 6 พ.ค. 2559, 11:44 น.
เข้าชมแล้ว 875 ครั้ง

การเสวนาสาธารณะของคนย่านเก่าเมืองกรุงเทพฯ ครั้งที่ ๒ จัดเสวนาทุกวันอาทิตย์ต้นเดือน

การเสวนาในครั้งนี้เป็นการพุดคุยต่อเนื่องกับครั้งที่แล้วที่กล่าวถึงตรอกละครนางเลิ้งชวนเสวนากันเรื่อง ตลาดนางเลิ้ง ตลาดใหม่(ซิงตั๊กลัก)ย่านชานพระนครซิงตั๊กลัก แปลว่า ตลาดใหม่ ซึ่งคนจีนกล่าวถึงตลาดนางเลิ้ง ส่วนตลาดเก่านั้นคือที่สำเพ็งและเยาวราชนั่นเองในวันนี้มีชาวตลาดนางเลิ้งมาร่วมพุดคุยด้วย ๔ ท่านด้วยกันคือ คุณสมพงษ์ โชติวรรณ อดีตผู้ดำเนินกิจการโรงหนังเฉลิมธานี, คุณวนาพร บุญญานุวัตร อดีตประธานชุมชนนางเลิ้ง ๕ สมัย ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๙-๒๕๔๙), คุณรักษมล แซ่เฮ้ง ผู้ค้าขายและทำงานชุมชนในตลาดนางเลิ้ง และคุณจุฑามาศ สุเจตรานนท์ เจ้าของร้านขนมไทยแม่สมจิตต์ จากตลาดนางเลิ้งเช่นกัน

 

การเสวนาเริ่มขึ้นด้วยคุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ จากมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ เกริ่นนำเกี่ยวกับการเสวนาในวันนี้ บอกเล่าถึงความสำคัญของพื้นที่ย่านชานพระนคร นางเลิ้ง แห่งนี้ว่ามีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์กรุงเทพฯ อย่างไรบ้าง

ตลาดนางเลิ้งนั้นเกิดขึ้นได้เนื่องจากการขยายเมืองออกมานอกกำแพงพระนครในช่วงที่มีการตัดถนนเส้นใหม่ๆ ตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ ๔ จนถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ ทำให้ชุมชนต่างๆ เกิดขึ้นมากมายนอกกำแพงพระนครพัฒนาการของการขยายเมืองจึงมีมากในสมัยนั้น คนจีนเองก็มีบทบาทมากในการขยายเมืองในพระนครเพราะเมื่อถนนขยายออกไปคนจีนก็ย้ายออกไปอยู่ตามย่านต่างๆ แล้วสร้างความเจริญทางด้านเศรษฐกิจและชุมชนอย่างต่อเนื่อง

ย่านนางเลิ้งนั้นเกิดจากการขยายเมืองไปทางด้านตะวันออกและทางเหนือ โดยมีพระราชวังดุสิตเป็นศูนย์กลางและการสร้างวังพระราชทานพระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ที่อยู่สองฝั่งคลองผดุงกรุงเกษม ประกอบด้วย วังนางเลิ้ง ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์วังมหานาค ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช เป็นต้น วังวรดิศ ของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพทางถนนหลานหลวง

คุณลุงสมพงษ์ เล่าว่า พ่อกับแม่เป็นคนเชื้อสายจีนมาทำการค้าขายอยู่ที่นางเลิ้ง ส่วนตนนั้นเกิดที่หน้าโรงหนังนางเลิ้งในช่วงก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ เล็กน้อยพอจำความได้แล้วก็เห็นทหารญี่ปุ่นมาตั้งค่ายอยู่ที่สนามม้านางเลิ้ง ชีวิตในวัยเด็กไม่ค่อยได้อยู่กับพ่อแม่เพราะเป็นช่วงที่ทำการค้าไม่มีเวลาดูแล ถูกส่งไปอยู่กับคนอื่น บรรยากาศนางเลิ้งสมัยก่อนนั้น คนนางเลิ้งมีความพยายามในการส่งเสริมให้ลูกหลานได้เรียนภาษาจีน มีการตั้งโรงเรียนสอนภาษาจีนในย่านตลาดนางเลิ้งด้วยแต่ในอดีตตนคิดว่าคนจีนค่อนข้างถูกกดให้มีสถานะที่ต่ำกว่าคนไทยอยู่พอสมควร คนจีนในสมัยนั้นจึงพยายามที่จะเปลี่ยนนามสกุลจากแซ่ต่างๆ มาเป็นนามสกุลอย่างไทย ดังที่พบเห็นกันทุกวันนี้

ป้าวนาพร บุญญานุวัตรเล่าเสริมว่า สมัยก่อนมีโรงเรียนจีนชื่อโรงเรียนเอ้งเจี่ย ทุกวันนี้คือโรงเรียนเจริญศึกษาสอนภาษาจีนเป็นภาษาหลัก ส่วนภาษาไทยสอนวันละ ๑ ชั่วโมงเท่านั้น บ้านที่อยู่เป็นเรือนแถวไม้อยู่ที่ถนนพะเนียง และเป็นถนนลูกรังอยู่ แม่ขายผักสดอยู่ที่ตลาดนางเลิ้ง ป้าเมาเองเป็นช่างตัดเสื้อต่อจากพ่อ ก่อนหน้านี้มีสำนักงานของราชการมากมายในเขตนางเลิ้ง ทั้งกรมการปกครองที่วังไชยาใกล้กับวัดโสมนัส องค์การโทรศัพท์ กระทรวงพัฒนาสังคมฯ ที่สะพานขาว พาณิชยการพระนครใกล้กับสนามม้านางเลิ้ง จึงมีลูกค้ามาก แต่ปัจจุบันทยอยกันออกไปหมดแล้ว คนรุ่นป้าล้มหายตายจากไปหลายคนแล้ว ที่ย้ายออกไปก็มาก แต่ทุกวันที่ ๑๕ ธันวาคมของทุกปี กลุ่มคนเหล่านั้นจะกลับมานางเลิ้ง มาไหว้ศาลเสด็จเตี่ยร่วมกันใน “งานงิ้วประจำปีนางเลิ้ง งานไหว้เสด็จเตี่ย-กรมหลวงชุมพรฯ” งานนี้ถือได้ว่าเป็นการรวมพี่น้องคนนางเลิ้งที่ห่างหายกลับมาพบกันอีกทำให้นางเลิ้งมีชีวิตชีวา มีบรรยากาศเดิมๆ กลับมาปีละครั้งก็ยังดี

คุณรักษมล แซ่เฮ้ง เล่าถึงที่มาของครอบครัวและการโยกย้ายเข้ามาเป็นชาวนางเลิ้งเมื่อกว่า ๓๐ ปีก่อน บ้านเดิมอยู่ย่านสะพานพุทธ แต่หลังจากมีการสร้างสะพานพระปกเกล้าฯ ครอบครัวจึงย้ายไปอยู่แถวถนนจักรวรรดิ ก่อนจะย้ายเข้ามาอยู่ที่ตลาดนางเลิ้ง ครอบครัวของคุณรักษมลเข้ามาประกอบอาชีพขายอาหาร โดยคุณลุงได้ซื้อร้านขายอาหารต่อจากพ่อของคุณสมพงษ์ซึ่งตั้งอยู่ข้างโรงภาพยนตร์เฉลิมธานี จากนั้นจึงให้คุณพ่อของคุณรักษมลเข้ามาดูแลกิจการต่อ ที่นี่จึงเป็นร้านขายอาหารของครอบครัว มีขายทั้งอาหารตามสั่งและก๋วยเตี๋ยว วัตถุดิบต่างๆ ที่นำมาทำอาหารนั้น ก็ไม่ต้องไปหาจากที่ไหนไกลเพราะสามารถหาซื้อได้จากในตลาดนางเลิ้งทั้งหมด

ตลาดนางเลิ้งเมื่อช่วง ๓๐ กว่าปีก่อนยังเป็นตลาดที่คึกคัก มีผู้คนมาจับจ่ายซื้อหาของกินของใช้กันมากมาย ทั้งของสด ของแห้ง อาหารสำเร็จรูป ในตลาดมีสินค้าให้เลือกเป็นจำนวนมาก ซึ่งต่างจากสมัยนี้ เพราะตลาดนางเลิ้งกลายเป็นตลาดที่เงียบเหงา ซบเซาจนมีคำกล่าวว่า ตลาดนางเลิ้งเป็นเพียงโรงอาหารกลางวันเท่านั้น เพราะลูกค้าที่เข้ามาในตลาดจะเป็นกลุ่มคนทำงานที่เข้ามาเพื่อรับประทานอาหารกลางวัน ความคึกคักในตลาดจึงมีจำกัดเฉพาะในช่วงกลางวันของวันจันทร์-ศุกร์ หรือวันทำงานตามปกติเท่านั้น ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ จะมีสินค้าขายเพียงเล็กน้อย ไม่คึกคักเหมือนสมัยก่อน และตลาดนางเลิ้งมาซบเซาอีกรอบก็ในช่วงเวลาเหตุการณ์ทางการเมืองหลายๆ ครั้งทำให้พ่อค้าแม่ค้าในตลาดได้รับผลกระทบมากขายไม่ได้เลย และอันตรายกับคนในชุมชนด้วยเป็นผลกระทบที่ยาวนานต่อเนื่องกับตลาดนางเลิ้งด้วยเช่นกัน

สิ่งที่หายไปจากตลาดนางเลิ้ง นอกจากจะเป็นความคึกคักของผู้คนที่เข้ามาแล้ว ยังเป็นร้านอาหารหลายร้าน บางร้านเป็น
เจ้าอร่อยของตลาดนางเลิ้ง แต่พอหมดรุ่นและขาดผู้สืบทอด สูตรลับความอร่อยเหล่านั้นก็หายไปด้วย ดังนั้นหลายร้านที่เปิดอยู่ในปัจจุบันจึงเป็นร้านจากคนภายนอกที่เข้ามาค้าขาย ไม่ใช่ผู้ค้าเก่าแก่ที่สืบทอดมาแต่เดิม

การจะพัฒนาให้ตลาดนางเลิ้งเป็นตลาดในเชิงการท่องเที่ยวเหมือนดังเช่นตลาดน้ำ หรือตลาดเก่าที่เห็นอยู่ในทุกวันนี้อาจไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องอาศัยความร่วมมือจากชาวตลาดนางเลิ้งเป็นหลักในขณะเดียวกันก็ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากหน่วยงานภายนอก เช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องด้วย การพัฒนาดังกล่าวไม่อาจประสบความสำเร็จได้โดยใครคนใดคนหนึ่ง ต้องเป็นความร่วมมือร่วมใจจากหลายฝ่าย ต้องเป็นการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำเป็นครั้งคราวตามกระแส

คุณจุฑามาศ สุเจตรานนท์ ได้บอกเล่าถึงที่มาของร้านขนมหวานแม่สมจิตต์ว่า ร้านขนมไทยแม่สมจิตต์ เป็นหนึ่งในร้านขนมหวานร้านเก่าแก่ของตลาดนางเลิ้ง โดยแยกตัวออกมาจากร้านขนมไทยแม่กวา แม่กวามีศักดิ์เป็นคุณทวดของคุณจุฑามาศ ถ้าปัจจุบันท่านยังมีชีวิตอยู่จะมีอายุประมาณ ๑๒๐ ปีแล้ว เป็นผู้บุกเบิกการขายขนมไทยในตลาดนางเลิ้ง คุณทวดมีลูกสาว ๔ คน แต่ละคนจะได้รับการฝึกฝนให้มีความถนัดในการทำขนมไทยแต่ละด้านต่างกัน เช่น ขนมเครื่องไข่ ขนมหม้อแกง ขนมเชื่อม หลังจากลูกสาวแต่ละคนออกเรือนแล้ว จึงได้แยกย้ายออกมาสร้างครอบครัว และเปิดกิจการร้านขายขนมไทยของตนเองขึ้น คุณจุฑามาศนับเป็นทายาทรุ่นที่ ๔ ของร้านขนมไทยแม่สมจิตต์ แม้จะเป็นคนรุ่นใหม่ที่รับช่วงสืบทอดกิจการร้านขนม แต่คุณจุฑามาศก็ยังไม่ละเลยที่จะเก็บรักษาสูตรและกรรมวิธีการผลิตขนมไทยรูปแบบเดิมไว้ แต่ก็มีการปรับตัวด้วยการใช้เครื่องมือสมัยใหม่เข้ามาช่วยในบางขั้นตอน เช่น เครื่องตีไข่ เครื่องโม่ เพื่อให้ผลิตได้ทันต่อความต้องการของลูกค้า

สำหรับอนาคตของร้านขนมไทยแม่สมจิตต์นั้น คุณจุฑามาศมั่นใจว่ายังมีผู้รับช่วงสืบต่อ เช่นเดียวกับตลาดนางเลิ้ง ซึ่งน่าจะถูกพัฒนาให้เป็นตลาดที่มีชีวิตชีวาขึ้นและอยู่ต่อไปได้และไม่ปิดตัวลงในเร็ววันนี้ เพียงแต่ต้องเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง โดยเริ่มจากตัวผู้ค้าภายในตลาดที่ต้องเห็นถึงความสำคัญ ร่วมพูดคุยเพื่อกำหนดทิศทางที่เหมาะสมร่วมกัน

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ที่ปรึกษามูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้ช่วยเสริมให้กับเรื่องของชุมชนย่านชานพระนคร
เพิ่มเติมว่า ชุมชนเหล่านี้เติบโตมาพร้อมพัฒนาการของกรุงเทพฯ แต่ปัจจุบันเกิดความเปลี่ยนแปลง ชุมชนเหล่านี้แตกแยกกันไป มีถนนหนทางมากขึ้นทำให้เกิดความห่างเหินของคนในชุมชน ความห่างเหิน
ระหว่างชุมชนกับชุมชน การจะสืบค้นประวัติศาสตร์ของย่านต่างๆ ชุมชนต่างๆ ควรมีคนจากหลายรุ่นมาร่วมกันทำความเข้าใจ เรียนรู้และส่งต่อกันเพื่อให้เกิดความยั่งยืนของชุมชน

จากการพูดคุยกับทั้ง ๔ ท่านจากชุมชนนางเลิ้งจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของชุมชนนางเลิ้งที่เคยรุ่งเรืองและเป็นตลาดที่โด่งดัง ศูนย์กลางความเจริญแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ก็ว่าได้ความเปลี่ยนแปลงของนางเลิ้งจากที่เล่าไว้คือตั้งแต่สมัยที่มีการปรับเปลี่ยนการเดินรถใหม่ ถนนหลานหลวงจากที่เคยวิ่งรถสวนกันได้ก็เปลี่ยนมาเป็นเดินรถทางเดียว ทำให้การเดินทางก็ไม่สะดวกที่จอดรถที่จะเข้าตลาดก็ไม่มีทำให้ความนิยมในตลาดนางเลิ้งค่อยๆ ซาลง ประกอบกับลูกหลานของพ่อค้าแม่ค้าในตลาดนางเลิ้งที่เติบโตขึ้นมีหน้าที่การงานที่มั่นคงและรายได้ดีมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องมาค้าขายเหมือนรุ่นพ่อรุ่นแม่ทำให้ทายาทที่จะมาสืบต่อร้านค้าต่างๆ ในตลาดนางเลิ้งน้อยลงเรื่อยๆ ร้านรวงที่เคยเปิดค้าหนาแน่นก็เบาบางลงเปิดบ้างไม่เปิดบ้าง บางร้านที่แก่ชราล้มหายตายจากไปก็เป็นอันเลิกกิจการร้านค้ากันไป ตลาดนางเลิ้งจึงค่อยๆ เงียบเหงาลงเหมือนเช่นทุกวันนี้แต่ทุกคนที่ยังอยู่ในตลาดนางเลิ้งทุกวันนี้เพราะความผูกพัน คนเกิดนางเลิ้งจึงรู้สึกว่านางเลิ้งเป็นบ้านคุ้นเคยและรู้สึกว่ามีน้ำใจต่อกันช่วยเหลือกันสำหรับคนที่นี่ ก็มีความสุขดี

การเสวนาสาธารณะครั้งนี้เป็นเหมือนการสะท้อนตัวตน ความรู้สึกของคนนางเลิ้งบางส่วนที่ยังอยู่ และมีชีวิตต่อไปที่นางเลิ้ง ซึ่งมีทั้งความรู้สึกของคนรุ่นเก่าที่กำลังโรยราและคนรุ่นใหม่ที่กำลังก้าวเข้าสู่วัยที่สูงขึ้น ที่ทุกคนพร้อมที่จะทำงานและผลักดันให้ตลาดนางเลิ้งยังคงอยู่ต่อไป

 

บรรยายสาธารณะ : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ  วิริยะพันธุ์ ฉ.๑๐๗ (ก.ค.-ก.ย.๒๕๕๘)

 

อัพเดทล่าสุด 27 ม.ค. 2560, 11:44 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.