หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
สรุปเสวนาสาธารณะเรื่อง "ฟื้นเมืองสาย จากนักเฝ้ามองแห่งสายบุรี"
บทความโดย เกสรบัว อุบลสรรค์
เรียบเรียงเมื่อ 27 พ.ย. 2558, 00:00 น.
เข้าชมแล้ว 2096 ครั้ง

 

VDO เสวนาสาธารณะเรื่อง "ฟื้นเมืองสาย แห่งนักเฝ้ามองแห่งสายบุรี" เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๗

 

บ้านพิพิธภักดี ถ่ายราว พ.ศ. ๒๕๒๒ โดยวารสารเมืองโบราณ

            งานเสวนาสาธารณะเรื่อง “ฟื้นเมืองสาย จากนักเฝ้ามองแห่งสายบุรี” จัดขึ้นที่ห้องสมุดมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ สี่แยกสะพานวันชาติ เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา เป็นงานเสวนาพูดคุยวงเล็ก แต่มีผู้สนใจให้การตอบรับกันอย่างอบอุ่น โดยมีณายิบ อาแวบือซา จากรือเสาะ, อานัส พงศ์ประเสริฐ จากสายบุรีและดอเลาะ เจ๊ะแต จากยะหริ่ง มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ตรงให้คนนอกพื้นที่ได้รับฟัง ผ่านภาพถ่ายหลากหลายมิติของ “เมืองสาย” ได้อย่างเต็มอรรถรส โดยมีวลัยลักษณ์ ทรงศิริ เจ้าหน้าที่มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ร่วมซักถามและแลกเปลี่ยนเรื่องราวอันน่ารู้

 

ณายิบ อาแวบือซา (จากรือเสาะ) อานัส พงศ์ประเสริฐ (จากสายบุรี)
และวลัยลักษณ์ ทรงศิริ เจ้าหน้าที่มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์

            วงเสวนาเริ่มด้วย ณายิบ อาแวบือซา ซึ่งเป็น “คนใน” ท่านแรกที่ร่วมเล่าเรื่องให้เราฟัง ประเด็นสำคัญจาก “คนใน” ท่านนี้คือ สังคม ๓ จังหวัดชายแดนใต้เป็นสังคมแบบพหุลักษณ์ แม้ว่าเราจะมีหลายเชื้อชาติ แต่เราก็พึ่งพาอาศัยกันด้วยดีตลอดมา เราอยู่ร่วมกันได้อย่างยอมรับ เข้าใจ และเคารพซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นไทยพุทธ ไทยมุสลิม หรือไทยเชื้อสายจีนก็ตาม

            ปัญหาความขัดแย้ง ปัญหาความไม่สงบต่างๆ ล้วนเกิดจาก “คนนอก” ทั้งที่เข้าไปอยู่ใหม่ และ “คนนอก” ที่ชอบมองมาที่เราด้วยความไม่เข้าใจถึงพหุลักษณ์ในท้องถิ่นของ ๓ จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งเป็นการสร้างบาดแผลลึกให้เกิดความไม่ไว้วางใจในหมู่พวกเรา ทำให้เราไม่สามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างปกติเหมือนเช่นเดิม เพราะมีความกลัวปนหวาดระแวงมาแทรกกลางนั่นเอง

            ถือเป็นความจริงที่ว่า ปัญหาระหว่างคนในกับการจัดการปกครองจากส่วนกลางของภาครัฐนั้นนับเป็นปัญหาที่มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน และไม่เฉพาะกับคนชายแดนใต้เท่านั้น แต่เคยมีปรากฏการณ์ในลักษณะที่ใกล้เคียงกันนี้มาแล้วหลายแห่งและหลายยุคสมัย ดังเช่น การเบียดขับอัตลักษณ์ความเป็นจีน ปฏิเสธการใช้แซ่หรือต่อต้านการตั้งโรงเรียนแบบจีนก็ล้วนเป็นปัญหาอันเกิดจากความไม่เข้าใจระหว่าง “คนนอก” กับ “คนใน” ทั้งสิ้น

            ดังนั้นหากจะรอให้คนจากส่วนกลางเข้าใจและยอมรับการมีตัวตนของเราเพียงฝ่ายเดียว คงเป็นเรื่องยาก ทุกวันนี้สภาพสังคมของคนชายแดนใต้อยู่ในสภาวะล่มสลาย ทั้งด้านอัตลักษณ์และด้านทรัพยากร ผู้คนต่างถูกแช่แข็งอยู่กับเหตุการณ์ความไม่สงบมาตลอดช่วง ๑๐ ปีหลัง

            เราจึง “รอไม่ได้!”

            เราต้องทำอะไรเพื่อหวังจะได้เปลี่ยนแปลงบ้านเกิดเมืองนอนของเรา ไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม !

            ณายิบ อาแวบือซากล่าว

            สิ่งที่ทำในช่วงนี้ก็คือ พยายามเก็บสะสมเรื่องราวและรวบรวมองค์ความรู้ดีๆ ที่เรามีอยู่ในท้องถิ่น จากคนเก่าคนแก่โดยไม่คำนึงถึงเส้นแบ่งทางภูมิศาสตร์ เพราะมันเป็นเพียงเส้นสมมติที่ส่วนกลางขีดขึ้นเท่านั้น

            ในความเป็นจริงถึงจะอยู่ต่างหมู่ ต่างเขต ต่างอำเภอ แต่เราก็ยังเป็นพี่น้องกัน เป็นกลุ่มคนที่มีรากเหง้าทางวัฒนธรรมแบบเดียวกัน แม้ว่าการทำงานจะมีอุปสรรคเป็นความหวาดระแวงอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความไม่สงบซึ่งทำให้เราเข้าถึงพื้นที่ได้ยากขึ้นก็ตาม แต่เราก็ต้องทำ ต้องเริ่มลงมือทำอะไรสักอย่าง

            “...เราพยายามรวบรวมกลุ่มเฟสบุ๊ค (Facebook) ที่นำเสนอท้องถิ่นของเราในแง่มุมต่างๆ เสมือนการต่อจิ๊กซอว์ชิ้นเล็กๆ ทีละชิ้น เพื่อให้ได้ภาพท้องถิ่นของเราที่รอบด้าน ชัดเจน และเป็นภาพที่มีขนาดใหญ่ขึ้น จากนั้นเราก็จะนำเรื่องราวต่างๆ มาร้อยเรียง และจัดกิจกรรม ซึ่งได้รับการตอบรับจากคนในพื้นที่ค่อนข้างดีเพราะเป็นสิ่งที่พวกเขาโหยหามาตลอดนั่นเอง...”       

 

 

(ภาพบน) ดอเลาะ เจ๊ะแต (จากยะหริ่ง) กำลังอธิบายเรื่องอ่าวปัตตานีที่สัมพันธ์กับเมืองสายบุรี
(ภาพล่าง) ผู้เข้าร่วมงานเสวนาให้ความสนใจพูดคุยซักถาม และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแก่กัน

             อานัส พงศ์ประเสริฐ จากกลุ่ม SAIBURI LOOKER  ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน และการจัดกิจกรรมที่เมืองสายบุรีของทางกลุ่มว่า มีจุดเริ่มต้นมาจาก การออกเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ ของเมืองสายบุรี ซึ่งเป็นสถานที่ที่อานัสประทับใจ เพื่อบันทึกความทรงจำที่เปลี่ยนไปผ่านภาพถ่าย สิ่งที่อานัสได้รับกลับมานั้นไม่ได้มีเพียงแค่ภาพถ่าย แต่กลับเป็นการเปิดโอกาสให้ได้รู้จักเมืองสายในแง่มุมที่ไม่เคยสัมผัสได้อย่างลึกซึ้งมาก่อน ผ่านการพูดคุยกับผู้คนที่พบเจอระหว่างการเดินทาง กลุ่ม SAIBURI LOOKER ที่เป็นเพื่อนๆ หนุ่มสาวรุ่นใหม่จึงได้กำเนิดขึ้น

            ในอดีต “สายบุรี” เป็นเมืองท่า ตั้งอยู่ใกล้ปากอ่าว มีทรัพยากรทางทะเลอุดมสมบูรณ์ มีความเจริญ จึงดึงดูดให้ผู้คนหลากหลายเชื้อชาติเข้ามาอาศัย ทั้งหมดสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างดี แต่หลังจากมีการสร้างทางรถไฟเข้ามา มีการตัดถนนใหม่ ศูนย์กลางความเจริญจึงปรับเปลี่ยนไป 

            แต่ถึงอย่างไรก็ตามเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้เราได้เห็นว่า “คนสายบุรี” ต้องการการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างก็คือ เหตุการณ์ที่กลุ่มสตรีสายบุรีช่วยกันระดมเงิน ๑๐.๕ ล้านบาท ได้ภายในระยะเวลา ๗ วัน เพื่อซื้อบ้านหรือคฤหาสน์เก่า “บ้านพิพิธภักดี” และเปิดให้เป็นพื้นที่สำหรับจัดกิจกรรมสาธารณะ นับเป็นความกล้าหาญที่ยิ่งใหญ่มากของคนสายบุรีผู้ไม่อาจนิ่งเฉยให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร้ทิศทาง หรือนิ่งเงียบและรอให้ทางรัฐเข้ามาจัดการทุกอย่างแต่เพียงฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป

            กลุ่ม SAIBURI LOOKER จัดกิจกรรมมาแล้ว ๒ ครั้ง ครั้งแรกเป็นการจัด “เสวนาดื่มน้ำชา คืนความทรงจำสายบุรี จังหวัดที่หายไป (๑๕ เมษายน ๒๕๕๗)” ณ คฤหาสน์พิพิธภักดี ซึ่งได้รับความสนใจจากคนในพื้นที่มากพอสมควร จากนั้นจึงได้จัดกิจกรรมที่ ๒ ขึ้น คือ “สาดสีเมืองสาย” เพราะต้องการให้คนในพื้นที่ซึ่งมีหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์เกิดความไว้วางใจกันมากขึ้น กล้าพูดคุยกันอย่างเปิดใจมากขึ้น

            ทีมงานจึงได้ช่วยคิดกิจกรรมด้วยการให้ศิลปินลงพื้นที่วาดรูปเมืองสายบุรีในมุมมองต่างๆ เป็นการสร้างให้เกิดบรรยากาศการพูดคุยได้ดีกว่าการเข้าไปถ่ายภาพ เพราะการวาดรูปนั้นต้องใช้เวลามากกว่า ต้องนั่งอยู่ในพื้นที่นานกว่า ทำให้ผู้คนที่ผ่านไปมาให้ความสนใจเข้ามาพูดคุยซักถาม รวมทั้งมีการหยิบยื่นน้ำใจเล็กน้อยให้แก่กัน เช่น น้ำ อาหาร เก้าอี้ ตลอดจนอนุญาตให้ใช้ห้องน้ำของตนภายในบ้านได้ นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมาก

            จากนั้นพวกเราก็นำภาพวาดทั้งหมด มาจัดแสดงประกอบสารคดีสั้นเล่าเรื่องที่น่าสนใจของเมืองสายบุรี ซึ่งงานจัดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๑-๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๗ ณ บ้านพิพิธภักดี

            การลงพื้นที่และการจัดกิจกรรมทางสังคมต่างๆ ทำให้เรารู้ว่า คนสายบุรีให้ความสนใจและอยากรู้เรื่องของเมืองสายบุรีกันมาก ไม่เพียงเท่านั้น เพราะยังเกิดเพจในสื่อสังคมออนไลน์ของพื้นที่อื่นๆ ที่พยายามบอกเล่าเรื่องราวในท้องถิ่นของตนเองมากขึ้น สื่อกระแสหลักเองก็ให้ความสนใจกับกิจกรรมของเรา แต่เรายังอยู่ในระยะเริ่มต้น เพิ่งเริ่มทำ ต้องทำต่อไป

            ณายิบ อาแวบือซา ได้ให้ข้อคิดทิ้งท้ายว่า เราต้องการให้คนนอกพื้นที่มีโอกาสเข้ามาท่องเที่ยวเรียนรู้จากผู้คนในพื้นที่บ้าง พวกเรายินดีเป็นวิทยากรนำชมบ้านของเราเอง

            พวกคุณจะได้เห็นว่า “เราอยู่ในบ้านของเราได้” คนข้างนอกจะได้เลิกคาดเดาผสมจินตนาการถึงสิ่งที่บ้านของเราเป็น และจะได้เข้าใจผู้คนที่อยู่ตรงนี้มากขึ้นไปด้วย

 

เสวนาสาธารณะ : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๑๐๔ (ต.ค.-ธ.ค.๒๕๕๗)

 

อัพเดทล่าสุด 27 พ.ย. 2558, 00:00 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.