หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
"พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นบ้านยี่สาร" ประตูยังปิดตายและกุญแจก็โยนทิ้งน้ำ ไปแล้วหรือ...
บทความโดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
เรียบเรียงเมื่อ 5 พ.ย. 2558, 00:00 น.
เข้าชมแล้ว 3059 ครั้ง

พิพิธภัณฑ์บ้านเขายี่สาร อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม

 

 

            ราวกลางปี พ.ศ. ๒๕๔๐ พิพิธภัณฑ์จันเสนเริ่มลงตัวเป็นรูปร่างและเหลือเพียงการรอเวลาเหมาะสมที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ จะเสด็จเปิดพิพิธภัณฑ์ของชาวบ้านที่วัดจันเสนอย่างเป็นทางการ เป็นช่วงเวลาที่การทดลองทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในหลายๆ พื้นที่ก็กำลังดำเนินไปอย่างคึกคัก 

            ในช่วงเวลานั้นมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ เริ่มมีพนักงานประจำและมีกิจกรรมออกไปช่วยชุมชนหลายแห่งจัดการทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นของตนเองผ่านทาง อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ที่ปรึกษาของมูลนิธิฯ ซึ่งหลังจากที่ทำพิพิธภัณฑ์ชุมชนวัดม่วงไปแล้วก็เริ่มมีท้องถิ่นหลายแห่งติดต่อมาเพื่อขอให้อาจารย์ไปช่วย และคนจากบ้านยี่สาร นำโดยอาจารย์มหาวิทยาลัยท่านหนึ่งที่เป็นคนยี่สารโดยกำเนิด ก็มาขอปรึกษาและเชิญให้อาจารย์ศรีศักรไปช่วยตามกำลัง

            ตั้งแต่นั้นมา ทั้งลูกศิษย์ของอาจารย์ศรีศักร จากภาควิชามานุษยวิทยา ๒-๓ คน นักศึกษาจากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากรอีกหลายกลุ่มหลายคนรวมทั้งพนักงานมูลนิธิฯ ก็เดินทางไปศึกษาชุมชนทั้งงานทางมานุษยวิทยา ขุดค้นทางโบราณคดี ศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ศิลปะ จารึกภาษาโบราณและอื่นๆ

ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ แม้จะเป็นในวันทำงานแต่ก็มีรถยนต์ของนักเดินทางเข้ามารับประทานอาหารที่ร้านฝั่งตรงข้ามพิพิธภัณฑ์จำนวนมาก แต่คงไม่มีท่านใดทราบว่ามีแหล่งความรู้ที่น่าสนใจซ่อนตัวอยู่บนอาคารศาลาการเปรียญขนาดใหญ่ในฝั่งตรงข้าม

 

  

เวลาผ่านไปกว่า ๕ ปี ผ่านความร่วมมือจากผู้คนจำนวนมากมาย ผู้เขียนที่เป็นคนยี่สารท่านหนึ่งกล่าวถึงการทำงานพิพิธภัณฑ์ของคนยี่สารไว้ว่า

            ".....ช่วงที่เริ่มมีการขุดค้นทางโบราณคดี แม้ว่าจะมีนักวิชาการจากภายนอกเข้ามาช่วยเหลือด้านวิชาการแต่ชาวบ้านเองก็เป็นผู้สนับสนุนงบประมาณทั้งหมด  ขณะนั้นรวบรวมเงินได้ ๖๐,๐๐๐ บาท  จากการทอดผ้าป่าและชาวบ้านร่วมกันสมทบแต่ก็ยังไม่เพียงพอ เมื่อทราบว่ารัฐบาลจัดตั้งสำนักงานกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคมขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ชุมชนท้องถิ่นเขียนโครงการขอรับทุนสนับสนุนกิจกรรมของชุมชนได้ ชุมชนยี่สารก็เลยเสนอโครงการเข้าไป ได้รับเงินทุนสนับสนุนโครงการจัดตั้ง "พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นบ้านเขายี่สารเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์" จากสำนักงานกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม (SIF) จำนวน  ๑,๒๐๑,๑๔๑ บาท โดยชาวชุมชนยี่สารสมทบเพิ่มเติมอีกจำนวนหนึ่ง นำมาจัดทำพิพิธภัณฑ์ชั้นบน ในที่สุดการจัดทำพิพิธภัณฑ์บ้านเขายี่สารก็สำเร็จพร้อมเปิดให้เข้าชมดำเนินการโดยชาวบ้านยี่สารในรูปของคณะกรรมการบริหารงานพิพิธภัณฑ์ ใช้ชื่อเป็นทางการว่า "พิพิธภัณฑ์บ้านเขายี่สาร"....

            แต่องค์กรที่ทำงานหลักไปอย่างเงียบๆ ก็คือมูลนิธิฯ แม้ที่สุดจนการจัดพิมพ์หนังสือวิชาการสำหรับการทำงานครั้งนี้จะมีศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรเป็นผู้ออกทุนจัดพิมพ์ โดยการสนับสนุนอย่างยิ่งของคุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ ที่นำไปสู่การเปิดพิพิธภัณฑ์บ้านเขายี่สารอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ ผู้ที่รวบรวมและจัดการจัดพิมพ์ก็เป็นพนักงานของมูลนิธิฯ เช่นกัน

            แต่เจ้าหน้าที่ของมูลนิธิฯ ที่พบกับปัญหาและอุปสรรคมากมายจากการทำงานกว่า ๕ ปีในหมู่บ้านแห่งนั้นก็ยังไม่เคยเอ่ยสิ่งใดที่อาจนำความเสื่อมมาสู่ชุมชนหรือผู้ใดผู้หนึ่ง

            สิ่งที่น่าสังเกตเป็นอย่างยิ่งประการแรกก็คือ กว่าจะมาเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นสักแห่งหนึ่งนั้น ต้องถือว่ามีองค์ประกอบจากผู้คนมากมายหลายกลุ่ม หลายคนทั้งคนจากท้องถิ่นเองที่เป็นคนข้างในและคนจากภายนอก รวมทั้งองค์กรการศึกษาต่างๆ เพราะในประเทศของเรา การทำงานเพื่อนำร่องบุกเบิกในกิจกรรมเพื่อความรู้และการศึกษาเช่นนี้ เป็นเรื่องยากเย็นอย่างยิ่ง

            คณะทำงานของมูลนิธิฯ ที่ทำงานในพื้นที่บ้านยี่สารมากว่า ๕ ปี พบปัญหาสำคัญมากสำหรับการทำงานเพื่อจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเช่นที่เป็นอยู่ โดยสรุปได้ดังนี้

            ชาวบ้านแม้มีเพียงไม่กี่หลังคาเรือน ประชากรราว ๗๐๐ กว่าคนในระยะนั้น แทบทุกครัวเรือนเป็นญาติใกล้ชิดกันบ้าง ญาติห่างๆ กันบ้าง แต่ละกลุ่มมักอยู่อาศัยในกลุ่มบ้านที่แยกตัวเอง เพราะด้วยกิจการงานที่ทำส่วนใหญ่อยู่กับป่าชายเลนและนากุ้งที่อยู่ห่างไกลออกไป พวกเขาใช้ชีวิตอยู่กับเวลาน้ำขึ้นน้ำลง ดังนั้นกิจกรรมเพื่อพบปะกันในส่วนรวมจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยทีเดียว

            ในเครือญาติเหล่านั้นต่างมีความขัดแย้งในทางผลประโยชน์กันพอประมาณ ดังนั้นเมื่อมีกิจกรรมการทำพิพิธภัณฑ์จากมรดกส่วนรวมของชุมชนที่่ปู่ย่าตายายหลายชั่วอายุคนได้สั่งสมตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน กลุ่มหนึ่งริเริ่มการจัด แต่อีกกลุ่มหนึ่งก็จะวางเฉยจนกลายเป็นปัญหาที่สืบทอดจนมาถึงปัจจุบัน

            การทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ถ้าไม่ได้ผู้มีบารมีในชุมชนมาช่วยไกล่เกลี่ยความขัดแย้งทั้งผลประโยชน์ หน้าตาที่ได้รับ รวมทั้งกระตุ้นเตือนให้ระลึกถึงประโยชน์ทางการศึกษาที่จัดให้แก่สาธารณะ ดังเช่น ที่พิพิธภัณฑ์จันเสนที่มีพระครูนิสสัยจริยคุณเป็นผู้นำ เป็นต้น ผลจากการจัดสร้างแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์หรือการรู้จักตนเอง รู้จักสภาพแวดล้อมจนนำไปสู่การอธิบายเรื่องราวของตนเองก็คงไม่สามารถทำได้เลย ดังเช่นที่พิพิธภัณฑ์บ้านเขายี่สารเผชิญอยู่เป็นเวลามากกว่า ๑๐ ปีมาแล้วนี้

            บทเรียนสำหรับองค์กรแบบมูลนิธิฯ ที่เข้าไปทำงานที่บ้านเขายี่สารนี้ ถูกนำมาสรุปเป็นประเด็นต่อมาในการทำงานในช่วง ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมาเช่นกัน โดยสรุปได้ว่า

            "...การทำงานท้องถิ่นนั้น องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดคือ 'คนในท้องถิ่น' เอง การเข้าไปทำงานในสัดส่วนที่มากเกินไปหรือน้อยเกินไปนั้น ไม่สามารถจะทำให้เกิดกิจกรรมทางปัญญาได้อย่างยั่งยืน"

            มูลนิธิฯ จึงจัดการทำโครงการนำร่องโดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยเปลี่ยนแปลงแนวทางในการทำงาน จากการเข้าไปศึกษาด้วยตนเองเป็นหลักก็เปลี่ยนมาเป็นการสร้างนักวิจัยท้องถิ่น เพื่อเรียนรู้ท้องถิ่นของตนเองเป็นหลัก เพราะสามารถนำงาน นำความรู้เหล่านั้นไปสร้างกิจกรรมต่อเนื่องที่ตนเองคิดว่าเหมาะสมและมีความเป็นไปได้ในวิจารณญานของตนเอง ดีกว่าเพียงแต่แบมือรับผลประโยชน์จากคนที่มาจากภายนอกเท่านั้น

            ปัจจุบัน มูลนิธิฯ สามารถทำงานร่วมกันกับชาวบ้านสร้างนักวิจัยและผู้ทำงานในท้องถิ่นไปได้หลายแห่ง ซึ้งมีกรณีการศึกษาหลายท้องถิ่นแล้ว ที่ประสบความสำเร็จในการกระตุ้นให้คนภายในรับผิดชอบตนเองและนึกถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลักได้ไม่น้อยทีเดียว

            ต้องขอบคุณบทเรียนจากบ้านเขายี่สารนี่เอง

            วันหนึ่ง เมื่อปลายเดือนตุลาคม ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา ผู้เขียนนำเพื่อนๆ จากพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ที่ศึกษาเรื่องภูมิวัฒนธรรมและในอนาคตก็อยากจะสร้างพื้นที่สาธารณะสำหรับเรียนรู้ เช่นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น สถานที่จัดพูดคุยทางสังคมและวัฒนธรรมมาเรียนรู้สภาพภูมิประเทศ ผู้คน อาหาร สิ่งแวดล้อม และความสำคัญทางประวัติศาสตร์สำหรับ "การเดินทางสู่ปากใต้" ที่บ้านเขายี่สารก็อยู่ในเส้นทางดังกล่าว

            แม้ผู้เขียนจะทำใจไว้แล้วที่จะต้องลองแวะเข้าไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์บ้านเขายี่สาร เพราะจากประสบการณ์ภายหลังการเปิดพิพิธภัณฑ์ดังกล่าว ก็เกิดปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เพราะเป็นปัญหาของการครอบครอง เป็นปัญหาในระหว่างกลุ่มชาวบ้านที่เป็นเครือญาติด้วยกันเอง และเป็นปัญหาที่ไม่มีผู้ใดมองการณ์ไกลเพื่อประโยชน์แก่การศึกษาของสาธารณะดังที่ควรจะเป็น เป็นต้น

            ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ที่ปิดเงียบเขียนว่า หากมาวันธรรมดาไม่ตรงกับเสาร์อาทิตย์ให้ติดต่อที่องค์การบริหารส่วนตำบลยี่สารที่อยู่ติดๆ กัน ผู้เขียนลองเดินเข้าไปดูก็เห็นว่ากำลังประชุมกันอยู่อย่างคร่ำเคร่ง ด้วยความรู้สึกว่าไม่ควรรบกวนผู้ใด ในขณะที่กำลังเดินออกไปก็พบชายหนุ่มท่านหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนจำได้ว่าเป็นคนยี่สารที่มีบทบาทในชุมชนคนหนึ่ง แต่ท่านผู้นั้นคงจำกันไม่ได้ เลยสอบถามว่า

            "มาหาใครครับ"

            "มาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ค่ะ เห็นเขียนบอกว่าให้ลองติดต่อ อบต. ดู"

            "เคยมาหรือยังครับ"

            "ค่ะ เคยมา..."

            "ถ้าเคยมาน่าจะทราบว่า เราไม่เปิดวันธรรมดานะครับ 'พิพิธภัณฑ์ที่นี่เป็นของชาวบ้าน' การจะดูแลเปิดปิดต้องมีค่าใช้จ่าย ชาวบ้านต้องรับภาระ ก็น่าจะทราบบ้าง"

           

            ผู้เขียนรีบขอโทษ และเดินจากมาอย่างหน้าชาที่ไปรบกวนชาวบ้านยี่สารถึงขนาดนี้

            แม้เมื่อเดินไปที่ร้านอาหารและร้านค้าที่มีผู้คนมากมายเป็นลูกค้าเดินทางเข้ามากันไม่ขาดสาย ยังมีหญิงสาวผู้หนึ่งมีแก่ใจขี่รถมอเตอร์ไซค์ไปพาคนดูแลมาเปิดพิพิธภัณฑ์ จนเพื่อนๆ ชาวใต้ยังได้เข้ามาเยี่ยมชมอย่างว่องไวรวดเร็ว เพราะเกรงจะรบกวนกันมากกว่านี้ ร้านค้าดังกล่าวขายดีจริงๆ แต่คนที่เดินทางมาไกลขนาดนั้นก็คงยังไม่ทราบว่าที่นี่มีเรื่องราวน่าสนใจทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และโบราณคดีหลบซ่อนอยู่อย่างเงียบเหงา และไม่มีสิ่งใดเลยที่จะบ่งบอกได้ว่า พวกเขามีเรื่องดีๆ นอกจากร้านอาหารที่ทำรายได้มากมายสำหรับร้านค้าเพียงร้านเดียวในหมู่บ้านเล็กๆ ขนาดนี้

            ผู้เขียนคิดแย้งในใจ พิพิธภัณฑ์ที่นี่เกิดขึ้นได้ ก็มีรากฐานมาจากผู้คนหลากหลาย ทั้งเอ่ยอ้างและไม่เคยเอ่ยอ้างในการครอบครองแม้ความเป็นเจ้าของหรือการมีส่วนร่วมแต่อย่างใด ชาวบ้านยี่สารเป็นผู้ดูแลประวัติศาสตร์ที่สำคัญช่วงหนึ่งของประเทศที่อยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้  การอ้างว่าชาวบ้านกลุ่มใด ผู้ใด หรือชาวบ้านแห่งใดเป็นเจ้าของสิ่งเหล่านี้ก็น่าจะตบหน้าวิธีการคิดว่า ความรู้เป็นของสาธารณะที่ผู้คนควรมีโอกาสเท่าเทียมกันเพื่อจะได้รับหายไปจนหมดสิ้น

            ในห้องที่ร้อนผ่าวและนิทรรศการจัดแสดงที่ถูกแดดลามเลียจนซีดเผือด มีกล่องเงินรับบริจาคเก่าๆ วางอยู่ที่มุมหนึ่ง กับคำบอกเล่าจำนวนผู้รู้ว่ามีพิพิธภัณฑ์แวะเข้ามาเยี่ยมชมในจำนวนที่น้อยจนน่าใจหาย ปัญหาเหล่านี้คนยี่สารคงรู้อยู่แก่ใจว่าเพราะอะไร และไม่มีข้ออ้างใดๆ จะอธิบายสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าได้

            ก่อนกลับ ผู้เขียนบอกเพื่อนๆ ชาวใต้ถึงกระบวนการในการทำงานต่างๆ และสำทับว่า ถ้ามีโอกาสเช่นคนที่นี่ พวกคุณอย่าทำเช่นนี้ พวกคุณอย่าเก็บงำสิ่งเหล่านี้ไว้เพียงลำพัง งานสาธารณะไม่ใช่สิ่งของที่จะเป็นเจ้าของกันได้แต่อย่างใด

            ความรู้สึกก่อนจากมา ..เหมือนเห็นกุญแจที่ปิดตายกำลังถูกโยนทิ้งน้ำไปเสียแล้ว

            อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมูลนิธิฯ เป็นผู้เรียบเรียงการจัดแสดงเนื้อหาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์-โบราณคดี และประวัติศาสตร์-สังคมภายในพิพิธภัณฑ์บ้านเขายี่สาร เนื้อหานั้นน่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการทำความเข้าใจเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เศรษฐกิจการค้า เส้นทางโบราณในย่านค้าขายที่สัมพันธ์กับทั้งกรุงศรีอยุธยาและกรุงเทพฯ ตลอดจนสภาพแวดล้อม เศรษฐกิจสังคมที่เปลี่ยนแปลงของชาวบ้านในเขตริมชายฝั่งทะเลของอ่าวไทยฝั่งตะวันตก ทางมูลนิธิฯ จึงจะจัดทำนิทรรศการออนไลน์บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ เพื่อรองรับการแสวงหาความรู้ได้อย่างไม่มีข้อจำกัดต่อไป

 

จับกระแส พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๑๐๔ (ต.ค.-ธ.ค.๒๕๕๗)

อัพเดทล่าสุด 5 พ.ย. 2558, 00:00 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.