หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
ภูมิวัฒนธรรมกับการจัดการน้ำในภาคประชาคม : กรณีอยุธยาและสุโขทัย
บทความโดย ศรีศักร วัลลิโภดม
เรียบเรียงเมื่อ 17 มิ.ย. 2559, 15:40 น.
เข้าชมแล้ว 4279 ครั้ง

อาจารย์มานิต วัลลิโภดมและอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ที่สบกก สามเหลี่ยมทองคำ เชียงแสน

อนุสนธิจากการที่คณะวิชาการเมืองโบราณได้ทำแผนที่ภูมิวัฒนธรรมของเมืองประวัติศาสตร์ในประเทศไทยเพื่อประกอบการนำชมเมืองโบราณที่สมุทรปราการให้แก่นักเรียน นักศึกษา และผู้ที่มาชมได้เรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรม และได้นำภาพเมืองโบราณเหล่านั้นมาทยอยตีพิมพ์ในวารสารเมืองโบราณอย่างต่อเนื่องนั้น ได้เกิดผลดีเป็นประโยชน์ตามมาต่อการท่องเที่ยวเมืองประวัติศาสตร์ของนักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจ ซึ่งทำให้สามารถไปท่องเที่ยวศึกษาด้วยตนเองได้ เพราะแผนที่นั้นได้สร้างจากแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศและแผนที่เก่าๆ รวมทั้งตำแหน่งของสถานที่ซึ่งเป็นชื่อบ้านนามเมืองและสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ที่เป็นจริงในท้องถิ่น

โดยเฉพาะชื่อบ้านนามเมือง วัดและวังที่เติมเต็มความเข้าใจและการเข้าไปถึงตำแหน่งที่ตั้งให้แลเห็นภาพรวมที่มีชีวิตในอดีตได้ ซึ่งข้าพเจ้าเรียกสิ่งที่แลเห็นจากแผนที่เมืองโบราณดังกล่าวว่าเป็นภูมิวัฒนธรรมอันเป็นพื้นฐานของการศึกษาประวัติศาสตร์สังคมที่ทางมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์เข้าไปช่วยอบรมและแนะนำให้คนในท้องถิ่นสร้างประวัติศาสตร์สังคมของตนขึ้น และเป็นประวัติศาสตร์ประชาสังคม [History of Civil Society] ที่แตกต่างไปจากประวัติศาสตร์ของรัฐที่สร้างโดยคนข้างนอกท้องถิ่นไม่ใช่คนจากข้างใน

จนกระทั่งเมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคมที่แล้วมา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยาได้จัดให้มีการเสวนากันถึงเรื่องการจัดการน้ำของเมืองอยุธยาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดน้ำท่วมขึ้นอีกดังในปีพ.ศ. ๒๕๕๔ ที่แล้ว เพราะปัญหาอยุธยาถูกคุกคามจากการมีน้ำท่วมแทบทุกปีในขณะนี้ อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงธรรมชาติที่ทำให้เกิดอุทกภัยกว่าแต่ก่อน ข้าพเจ้าถูกเชิญให้เป็นวิทยากรคนหนึ่งในการเสวนาครั้งนี้ในฐานะนักประวัติศาสตร์และโบราณคดี ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด นายวิทยา ผิวผ่อง และวิทยากรผู้เชี่ยวชาญการจัดการน้ำของโครงการหลวงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดร.รอยล จิตรดอน

            ผู้ว่าราชการจังหวัดพูดถึงงบประมาณในการจัดการน้ำของทางจังหวัดที่ผู้ว่าราชการจังหวัดรับผิดชอบว่า การจัดการน้ำในส่วนรวมที่มีนับแสนล้านบาทได้เจียดมาให้ทางจังหวัดจำนวนหนึ่ง ซึ่งรวมแล้วกว่าหมื่นล้านขึ้นไป แต่ที่อยู่ในความรับผิดชอบและสั่งการโดยผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นมีไม่กี่ร้อยล้านบาท และส่วนใหญ่เป็นเรื่องของหน่วยราชการและองค์กรที่เกี่ยวกับการจัดการน้ำในท้องถิ่นใช้ในการศึกษารวบรวมข้อมูล

ในขณะที่ทางฝ่ายผู้เชี่ยวชาญจากโครงการหลวงในพระราชดำริก็เสนอให้เห็นปริมาณของมวลน้ำและความเร็วของน้ำที่ทำให้เกิดอุทกภัยขึ้นในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปัญหาและแนวทางในการแก้ไขป้องกัน ส่วนข้าพเจ้าพูดถึงการจัดการน้ำในอดีตของคนเมืองอยุธยาในภาคประชาสังคม โดยใช้หลักฐานข้อมูลทางเอกสารโบราณ ความทรงจำของคนในท้องถิ่นและประสบการณ์ในส่วนตัวข้าพเจ้าที่เคยอยู่ที่อยุธยาในวัยเด็กร่วม ๖ ปี ยุคสมัยก่อนที่จะมีการสร้างเขื่อนภูมิพลและเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งความรู้และภาพพจน์ของสิ่งเหล่านี้ได้นำมาสร้างเป็นภูมิวัฒนธรรมในแผนที่เมืองประวัติศาสตร์อยุธยาที่เมืองโบราณได้จัดทำขึ้น

 

พระยาโบราณราชธานินท์


           ข้าพเจ้าไม่มีข้อสงสัยและขัดแย้งกับการจัดการน้ำในโครงการหลวงเพราะเป็นสิ่งที่แลเห็นชัดเจนในทางเทคนิคและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ แต่มีข้อข้องใจและเห็นใจในเรื่องการจัดการน้ำในระดับจังหวัดของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ว่าทางจังหวัดได้เงินมาจัดการกว่าหมื่นล้านขึ้นไป แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดมีสิทธิ์ใช้ได้ราวร้อยกว่าล้านบาทเท่านั้น นอกนั้นเป็นเรื่องของหน่วยราชการและท้องถิ่นไปจัดหาข้อมูลและนำมาดำเนินการ

 

โดยย่อก็คือเป็นเรื่องของท้องถิ่นนั่นเอง ข้อข้องใจของข้าพเจ้าก็คือคำว่า "ท้องถิ่น" นั้นหมายถึงใคร คงไม่ใช่ คนท้องถิ่นเป็นแน่ เพราะน้ำที่บ่าเข้ามาท่วมและถล่มอยุธยาทั้งนอกเมืองและในเมืองนั้น คนในชุมชนท้องถิ่นที่อยู่ร่วมกันมา ๗๐-๘๐ ปีที่ผ่านมาย่อมรู้ทิศทางและระดับน้ำได้ดี เพราะกรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองที่อยู่กับแม่น้ำลำคลองมาร่วม ๖๐๐ กว่าปี จนชาวต่างประเทศเรียกว่าเป็นเวนิชตะวันออก บางคนก็บอกว่าเป็นเมืองลอยน้ำบ้างหมู่บ้านลอยน้ำบ้าง

 

แผนที่ลายเส้นก่อนการขุดคูขื่อหน้าและคูเมืองด้านทิศเหนือ



ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนมีหลักฐานจากตำนานภูมิสถานอยุธยาจากคำให้การของคนอยุธยาที่ถูกพม่ากวาดต้อนไปเป็นเชลยร่วมกับสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ ร่วม ๒๕๐ ปีที่แล้วมาก็เพราะจดหมายของชาวกรุงเก่าที่เกี่ยวกับภูมิสถานพระนครศรีอยุธยานี้เองที่พระยาโบราณราชธานินท์ผู้เป็นผู้รื้อเมืองอยุธยาครั้งรัชกาลที่ ๕ ภายใต้การบังคับบัญชาของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพนำมาใช้เป็นหลักฐานในการค้นหาและขุดแต่งบรรดาโบราณสถานต่างๆ ทั้งพระราชวัง วัด กำแพงเมือง ถนนหนทางที่หักพังและจมอยู่ในกองอิฐมากมายออกมาได้อย่างถูกต้อง รวมทั้งการศึกษาสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ อันได้แก่แม่น้ำลำคลองและคูต่างๆที่สัมพันธ์กับการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนของผู้คน เส้นทางคมนาคมโดยรอบของเกาะเมืองอยุธยาอันเป็นผลให้มีการสร้างแผนที่บ้านเมืองอยุธยาได้อย่างชัดเจนทั้งในบริเวณเมืองและรอบๆ เมือง

 

แผนที่ลายเส้นหลังจากปรับทางเดินน้ำและทำให้กลายเป็นเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาแล้ว


 

ข้าพเจ้าเรียกภาพรวมทางภูมิศาสตร์ทั้งในบริเวณเกาะเมืองและบริเวณโดยรอบทุกทิศตามแม่น้ำลำคลองที่มีการอยู่อาศัยและมีการคมนาคมว่า "ภูมิวัฒนธรรม" เพราะเต็มไปด้วยชื่อบ้านนามเมืองชื่อสถานที่ ชื่อแม่น้ำลำคลองที่มีหลักฐานทางพงศาวดารและตำนานประกอบ

            คุณูปการอันยิ่งใหญ่อีกอย่างหนึ่งของพระยาโบราณราชธานินทร์ในฐานะปราชญ์ทางโบราณคดีประวัติศาสตร์ของแผ่นดินก็คือการสอบค้นทางน้ำและเส้นทางคมนาคมของบรรดาแม่น้ำลำคลองที่เกี่ยวข้องกับเมืองอยุธยาและบรรดาบ้านเมืองต่างๆ ริมแม่น้ำในบริเวณตอนล่างของดินดอนสามเหลี่ยมเก่า [Old Delta] ตั้งแต่จังหวัดสิงห์บุรี ลพบุรี สุพรรณบุรี อ่างทองลงมาจนถึงอยุธยาซึ่งก็เป็นประโยชน์อย่างมากที่ทางราชการใช้ในการเตรียมการเสด็จประพาสต้นของรัชกาลที่ ๕ และบรรดาเจ้านายต่างๆ

            สิ่งที่น่าสนใจก็คือทั้งรัชกาลที่ ๕ และบรรดาเจ้านายที่เสด็จประพาสหรือตรวจราชการตามเส้นทางน้ำเหล่านี้ ได้ทรงพระราชนิพนธ์และพระนิพนธ์เล่าเรื่องที่ได้ทรงเห็นความเป็นไปของทางน้ำ ทางคมนาคมที่สัมพันธ์กับการดำรงอยู่ของบ้านเมืองและผู้คนเป็นผลตามมา

            ข้าพเจ้าถือว่าพระราชนิพนธ์ พระนิพนธ์เหล่านี้คือหลักฐานสำคัญของประวัติศาสตร์สังคมอย่างหนึ่งสำหรับผู้ที่สนใจค้นคว้าในยุคนี้

            ความรู้และความเข้าใจเรื่องแม่น้ำลำคลองที่เป็นโครงสร้างสำคัญของภูมิวัฒนธรรมเมืองพระนครศรีอยุธยาได้รับการสานต่อจากบิดาของข้าพเจ้าคือ อาจารย์มานิต วัลลิโภดม ในฐานะนักโบราณคดีผู้เป็นหัวหน้าแผนกสำรวจของกองโบราณคดีกรมศิลปากร อาจารย์มานิตถูกย้ายให้มาประจำเป็นหัวหน้าหน่วยอยู่ที่อยุธยาเพื่อควบคุมดูแลบรรดาโบราณสถานทั้งเมืองอยุธยา ลพบุรี อันเป็นเมืองเก่าที่สำคัญ

            ในการปฏิบัติราชการเกี่ยวกับสภาพบรรดาโบราณสถานภายในเมืองโบราณนั้นดูไม่เป็นปัญหา เพราะเข้าถึงได้ง่าย แต่บรรดาโบราณสถานนอกตัวเมืองนั้นเข้าถึงลำบากทั้งหน้าแล้งและหน้าน้ำช่วงหน้าแล้งเต็มไปด้วยป่าและพงหญ้าอีกทั้งไม่มีเส้นทาง ส่วนหน้าน้ำนั้นดูเผินๆ สะดวกแต่ก็ไม่ง่ายเพราะกระแสน้ำแรงเชี่ยวในยามเดินทาง

 

แผนที่แสดงบริเวณเมืองอโยธยาศรีรามเทพนครและกรุงพระนครศรีอยุธยา


            แต่การเข้าสำรวจแหล่งโบราณสถานนอกเมืองในหน้าน้ำนั้นมีผลดีทำให้ได้เห็นและได้เรียนรู้ว่าน้ำมาทางไหน ลำน้ำไหนหรือคลองไหนที่มีกระแสน้ำแรงและทำให้เกิดการท่วมหันเข้าบ้านเข้าเมืองรวมทั้งได้เรียนรู้ว่าชาวบ้านร้านถิ่นเขาจัดการป้องกันบ้านเรือนและชุมชนให้ไม่ประสบความลำบากในหน้าน้ำท่วมด้วย

 

แผนที่ลายเส้นหลังจากปรับทางเดินน้ำและทำให้กลายเป็นเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาแล้ว

            ข้าพเจ้าชอบติดตามพ่อไปตรวจโบราณสถานนอกเมืองที่อยู่ในทุ่งต่างๆ ลำน้ำลำคลองต่างๆ ในหน้าน้ำเพราะเป็นสิ่งที่ชอบมากในวัยเด็ก แลเห็นอยุธยาในฤดูน้ำว่าเป็นฤดูที่รื่นรมย์ น้ำท่วมบ้านไปทุกแห่งทุกทุ่งและแทบทุกบ้านเรือน แต่ชาวบ้านไม่เดือดร้อนเพราะล้วนปลูกบ้านเรือนบนเสาสูงเหนือระดับน้ำ และคมนาคมติดต่อกันด้วยเรือหลายขนาดทั้งเรือเล็กเรือใหญ่ที่ใช้ขนของ บรรดาวัวควายก็ถูกนำไปไว้บนบริเวณโคกเนินมีลอมฟางข้าวสร้างไว้เพื่อให้มีหญ้าแห้งได้ไว้กินอย่างเพียงพอ

            น้ำที่ท่วมทุ่งท่วมบ้านนั้นสะอาดมีปลานานาชนิดแหวกว่ายและมีให้จับกินเป็นอาหารทั้งกุ้งปูปลา โดยเฉพาะท่วมทุ่งที่เป็นนาข้าวก็มีผักน้ำนานาชนิด เช่น ผักบุ้ง สายบัว และสันตะวาให้นำมาเป็นอาหาร โดยเฉพาะข้าวนั้นไม่เน่าตายเพราะเป็นพันธุ์ที่สู้น้ำปลูกพัฒนาปรับปรุงมากันเป็นศตวรรษ คนอยุธยาสมัยข้าพเจ้ายังเป็นเด็กไม่เป็นโรคกลัวน้ำแต่ชอบน้ำและเล่นกับน้ำ เพราะรู้ว่าน้ำมาทางไหนแรงเชี่ยวเป็นอย่างใด จะหลบหลีกและป้องกันอย่างไรเพราะน้ำมาเร็วมาแรงมาแล้วก็ไป ไม่ขังแช่กันอย่างในปัจจุบัน

            จากประสบการณ์ที่ออกไปตามแม่น้ำลำคลองและท้องทุ่งรอบๆ อยุธยากับพ่อในวัยเด็กนั้น ทำให้ข้าพเจ้าได้เห็นได้รู้จักชื่อแม่น้ำลำคลองและย่านชุมชนท้องถิ่นต่างๆ ได้เห็นทั้งฤดูน้ำและฤดูแล้ง เมื่อมาทำผังเมืองและแผนที่ภูมิวัฒนธรรมของเมืองอยุธยาและบรรดาเมืองโบราณต่างๆ ในแทบทุกภูมิภาคของประเทศแล้ว ก็พอพูดได้อย่างเต็มปากว่าบรรดาผังเมืองในสมัยโบราณนั้นล้วนเป็นเรื่องการจัดการน้ำเป็นหลักใหญ่ทั้งสิ้น โดยมุ่งที่มีการจัดตั้งที่อยู่อาศัยร่วมกันเป็นชุมชนให้มีน้ำกินน้ำใช้ตลอดปีและการหาทางป้องกันอุทกภัยในฤดูน้ำและความแห้งแล้งในฤดูแล้งด้วยการกำหนดตำแหน่งที่ตั้งของบ้านเมืองในทางภูมิศาสตร์และสภาพแวดล้อมธรรมชาติให้เหมาะสม

           

แผนที่แสดงบริเวณเมืองอโยธยาศรีรามเทพนครและกรุงพระนครศรีอยุธยา

ลักษณะของภูมิวัฒนธรรม [Cultural Landscape] ของกรุงศรีอยุธยาที่แลเห็นในปัจจุบันนั้นสะท้อนให้เห็นว่าอยุธยาเป็นเมืองที่เกิดขึ้นในบริเวณเปลี่ยนผ่านจากปลายสุดของดินดอนสามเหลี่ยมเก่า [Old Delta] มาสู่ตอนบนสุดของดินดอนสามเหลี่ยมใหม่ [Young Delta] ก่อนที่บรรดาลำน้ำลำแพรกต่างๆ จากเมืองลพบุรีสิงห์บุรี และอ่างทองคือลำน้ำเจ้าพระยา ลำน้ำลพบุรี และลำน้ำป่าสักจะไหลลงมารวมกันในบริเวณที่เกิดเมืองอยุธยาที่แบ่งได้เป็นสองสมัยสองพื้นที่คืออโยธยาศรีรามเทพนคร กับ กรุงพระนครศรีอยุธยา

            โครงสร้างที่แบ่งพื้นที่เมืองอโยธยาออกจากเมืองอยุธยาก็คือ คูขื่อหน้าที่เป็นคูเมืองด้านตะวันออกของเมืองอยุธยาที่มีลักษณะเป็นเกาะเมือง   ซึ่งในขณะเดียวกันคูขื่อหน้านี้ก็เป็นคูเมืองด้านตะวันตกของเมืองอโยธยาซึ่งมีร่องรอยให้เห็นว่าเป็นเมืองรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าในบริเวณสองฝั่งน้ำของแม่น้ำหันตราหรือแม่น้ำป่าสัก

            พื้นที่ของเมืองอโยธยาเกิดขึ้นในบริเวณน้ำอ้อมของลำน้ำป่าสักที่ไหลลงมาจากบริเวณตำบลนครหลวง เมื่อถึงบริเวณบ้านเกาะก็โค้งอ้อมไปทางตะวันออกเฉียงใต้ไหลลงใต้บริเวณบ้านหันตราก่อนที่จะวกลงมาทางตะวันตกเฉียงใต้ไปสบกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่บริเวณปากน้ำแม่เบี้ย

            สภาพแม่น้ำอ้อมเช่นนี้ทำให้เมืองอโยธยามีลำน้ำธรรมชาติโอบรอบเมืองถึง ๓ ด้าน คือด้านเหนือ ด้านตะวันออก และด้านใต้เพื่อให้เป็นเมืองสมบูรณ์ที่มีคูน้ำโอบรอบทางด้านตะวันตกอันเป็น ที่ราบลุ่มมีหนองโสนเป็นบึงใหญ่รับน้ำจากแพรกน้ำลพบุรี จึงได้มีการขุดคูเมืองที่มีชื่อว่า "คูขื่อหน้า" จากลำแม่น้ำป่าสักในบริเวณบ้านเกาะก่อนจะไหลอ้อมโค้งลงไปเป็นแม่น้ำหันตราลงมาทางใต้จนจดเขตวัดพนัญเชิง

            ต่อจากนั้นก็มีการขุดคูเมืองชั้นในทางด้านตะวันออกจากเหนือลงใต้ จากลำน้ำหันตราผ่านหน้าวัดอโยธยา วัดกุฎีดาวมาจนถึงบริเวณวัดใหญ่ชัยมงคลและวัดพนัญเชิง พื้นที่ภายในเมืองอโยธยาที่มีลำน้ำหันตราโอบรอบ และมีคูขื่อหน้าเป็นคูเมืองด้านตะวันตกนี้มีร่องรอยของคลองและคูขุดรอบเขตสถานที่วัง วัด และแหล่งที่อยู่อาศัยมากมาย สะท้อนให้เห็นถึงการนำเอาดินมาถมและยกที่ให้สูง ตลอดจนการใช้น้ำและระบายน้ำออกไปทางด้านตะวันตกเพื่อลงสู่ที่ราบลุ่มต่ำแต่เขตทุ่งหันตราไปถึงทุ่งพระอุทัย

            แต่ที่สำคัญก็คือมีการขุดคลองใหญ่เรือเดินได้บริเวณกลางเมืองจากคูขื่อหน้าซึ่งอยู่ทางตะวันตกผ่ากลางเมืองไปยังทุ่งหันตราและทุ่งพระอุทัยไปเชื่อมกับลำแม่น้ำป่าสักอีกแพรกหนึ่งที่ไหลแยกจากลำน้ำป่าสักในเขตตำบลพระแก้วลงมาเรียกว่า คลองบ้านสร้างและคลองโพที่ไปออกแม่น้ำเจ้าพระยาตรงท้ายเกาะพระเหนือเกาะบางปะอิน

            คลองใหญ่จากคูขื่อหน้าผ่ากลางเมืองอโยธยาไปยังทุ่งพระอุทัยไปออกคลองบ้านสร้างดังกล่าวนี้ มีชื่อเรียกเป็นช่วงๆ ไปคือ คลองกะมัง คลองบ้านบาตร คลองหันตรา และคลองข้าวเม่าตามท้องถิ่นที่ลำคลองผ่านไป เป็นคลองที่มีชุมชนบ้านและวัดเรียงรายอยู่ทั้งสองฝั่งคลอง เป็นคลองที่แบ่งเขตเมืองอโยธยาออกเป็นสองส่วน ส่วนบนที่เป็นเขตวัดกุฎีดาว วัดมเหยงค์ วัดอโยธยา ส่วนตอนล่างมีวัดสำคัญ เช่น วัดใหญ่ชัยมงคลและวัดพนัญเชิง

            ส่วนพื้นที่ของเมืองกรุงศรีอยุธยานั้นคือที่ราบลุ่มของแม่น้ำลพบุรีและแพรก เพราะเป็นพื้นที่มีบึงหนองโสนและบริเวณโดยรอบเป็นที่รับน้ำและมีลำน้ำลพบุรีและแพรกไหลผ่านจากทางเหนือลงไปทางตะวันออกไปรวมกับลำน้ำป่าสักในบริเวณบ้านเกาะอันเป็นจุดเริ่มต้นของคูขื่อหน้า ซึ่งเมื่อมีการขุดคูขื่อหน้าแล้วได้ทำให้น้ำจากแม่น้ำลพบุรีและแพรกกับแม่น้ำป่าสักไหลผ่านหัวรอทางมุมเมืองด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองอยุธยาลงสู่คูขื่อหน้าจนทำให้กลายเป็นลำน้ำใหญ่ที่เป็นกระแสหลักของแม่น้ำป่าสักไป

            ซึ่งทุกวันนี้คนทั่วไปเรียกว่าแม่น้ำป่าสัก แต่ไม่รู้จักคูขื่อหน้าซึ่งเป็นคูเมืองร่วมกันระหว่างเมืองอโยธยาซึ่งเป็นเมืองเก่ากับเมืองอยุธยาซึ่งเป็นเมืองใหม่

            ส่วนบริเวณเมืองอยุธยาเป็นพื้นที่ราบลุ่มมีบึงน้ำใหญ่อยู่ตรงกลางที่มีลำน้ำเจ้าพระยาไหลจากเหนือผ่านลงทางตะวันตกแล้ววกลงใต้ไปบรรจบกับคูขื่อหน้าบริเวณหน้าป้อมเพชรอันเป็นป้อมสำคัญของเมืองอยุธยา บริเวณอยุธยาจึงหามีน้ำล้อมรอบเป็นเกาะเมืองไม่

            เมื่อมีการสร้างเมืองจึงต้องมีการขุดคลองคูเมืองด้านเหนือจากคูขื่อหน้าบริเวณหัวรอ ผ่านวัดแม่นางปลื้มไปพบกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่บริเวณหัวแหลม คลองคูเมืองที่ขุดขึ้นที่เข้าใจผิดกันมาแต่เดิมรวมทั้งข้าพเจ้าเองว่าเป็นลำน้ำลพบุรี จนกระทั่งได้มาทบทวนความจำและการลงพื้นที่เพื่อเขียนบทความเรื่องนี้ จึงได้พบความจริงว่าน่าจะเป็นคลองขุดมากกว่าเป็นคลองลำน้ำธรรมชาติ

ลำคลองนี้มีความหมายกับการจัดการน้ำและป้องกันอุทกภัยให้แก่เมืองพระนครศรีอยุธยาเป็นอย่างมาก เพราะเป็นคลองที่ดึงกระแสน้ำที่ไหลลงมาจากทางทิศเหนือในเขตจังหวัดอ่างทองของแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนหนึ่งให้ไหลเข้ามายังเกาะเมืองตรงตำบลหัวแหลม ณ จุดนี้กระแสน้ำแยกออกเป็นสองส่วนใหญ่ไหลลงทางตะวันตกและทางใต้ไปสบกับคลองขื่อหน้าที่หน้าป้อมเพชรและวัดพนัญเชิง ทำให้เกิดน้ำวนใหญ่เรียกว่า น้ำวนบางกะจะ จนเกิดตำนานเพลงยาวว่า "ความรักลอยวนเหมือนน้ำวนบางกะจะ"

            ส่วนกระแสน้ำเจ้าพระยาส่วนน้อย ณ ตำบลหัวแหลมนั้นถูกดึงเข้าคลองคูเมืองที่คิดว่าเป็นลำน้ำลพบุรีผ่านไปทางตะวันออก คลองนี้เป็นคูเมืองด้านเหนือของพระนครศรีอยุธยา ผ่านท่าวาสุกรีและพระบรมมหาราชวัง วัดกุฎีทอง วัดวงษ์ฆ้องมายังวัดแม่นางปลื้มมาสบกับลำน้ำลพบุรีที่มีสองแพรกไหลลงมาจากทางเหนือ แพรกหนึ่งเรียกแม่น้ำลพบุรีเก่า อีกแพรกหนึ่งคือแม่น้ำลพบุรีใหม่

            มวลน้ำทั้งจากคูเมืองและแพรกน้ำลพบุรีทั้งสองแพรกรวมกันไหลลงสู่คลองคูขื่อหน้า ณ ตำบลหัวรอทำให้คูขื่อหน้าที่ขุดแบ่งน้ำมาจากแม่น้ำป่าสักหรือแม่น้ำหันตรากลายเป็นลำน้ำใหญ่ที่เรียกว่า"ลำน้ำป่าสัก" ที่ไปสบกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่ป้อมเพชรทำให้เกิดบริเวณที่เรียกว่า "แม่น้ำ" ขึ้น ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่านี้คือแม่น้ำเจ้าพระยาที่ฝรั่งมักใช้คำว่าแม่น้ำ [Menam] ที่ปรากฏในจดหมายเหตุของฝรั่ง

ทั้งคลองคูเมืองด้านเหนือที่เรียกว่าลำน้ำลพบุรีและคลองคูขื่อหน้าทางด้านตะวันออกอันเป็นคลองขุดทั้งสองคลองนี้คือสิ่งที่รังสรรค์ให้พระนครศรีอยุธยาเป็นเกาะเมืองและเป็นเกาะที่มนุษย์สร้างขึ้น [Manmade Island]

            เมื่อในยามน้ำมากจนเป็นอุทกภัยทั้งคลองคูเมืองด้านเหนือและคูขื่อหน้ามีหน้าที่ระบายน้ำและกระจายน้ำเข้าทุ่งเพื่อไม่ให้น้ำเข้าไปยังข้างในพระนคร โดยกระจายน้ำผ่านคลองขุดที่แยกออกจากคูเมืองไปทางเหนือเข้าทุ่งภูเขาทอง ทุ่งขวัญ และทุ่งแก้ว คลองเหล่านี้มีวัดอยู่บริเวณปากคลองทั้งสิ้น เช่น คลองสระบัวกับวัดหน้าพระเมรุฯลฯ

            ในขณะที่ทางคลองคูขื่อหน้าก็มีคลองใหญ่น้อยหลายคลองแยกออกไปทางด้านตะวันออก ผ่านบริเวณเมืองอโยธยาเก่าไปออกทุ่งหันตราและทุ่งพระอุทัยอันเป็นทุ่งรับน้ำที่สำคัญที่สุดของแม่น้ำป่าสัก โดยเฉพาะคลองกระมัง คลองบ้านบาตร คลองหันตรา และคลองข้าวเม่าที่เป็นคลองไขว่เดียวกันที่แยกออกจากคลองคูขื่อหน้าและแบ่งเมืองเก่าอโยธยาออกเป็นสองส่วนดังกล่าวแล้วในตอนต้น

            เหตุการณ์น้ำท่วมอยุธยาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ทำให้ข้าพเจ้าได้แลเห็นความหมายความสำคัญของคลองกระมังนอกเหนือไปจากการเป็นเส้นทางคมนาคมติดต่อกับบรรดาชุมชนบ้านเมืองในเขตอยุธยา-อโยธยา จากแม่น้ำป่าสัก แม่น้ำหันตราไปยังแพรกน้ำป่าสักอีกแพรกหนึ่งที่ทุ่งพระอุทัย คือลำน้ำที่เรียกว่า "คลองบ้านสร้างและคลองโพ" ที่ไปออกแม่น้ำเจ้าพระยาที่เกาะพระเหนือเกาะบางปะอิน

            คลองกระมังและทุ่งพระอุทัยเกี่ยวข้องกับการเป็นสถานที่ประสูติของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ผู้เป็นพระมหากษัตริย์องค์สำคัญในสมัยอยุธยาตอนกลาง คือตั้งแต่ พ.ศ. ๒๐๐๐ ลงมาอันเป็นเวลาที่อยุธยาเป็นศูนย์กลางการค้าทางทะเล คนอยุธยานอกจากอาศัยคลองกระมังเป็นคลองคมนาคมแล้วยังอาศัยในการระบายน้ำกระจายน้ำจากคูขื่อหน้า แม่น้ำหันตราไปออกทุ่งพระอุทัยไปยังแพรกน้ำป่าสักและพื้นที่รับน้ำทางตะวันออกที่ผ่านอำเภอวังน้อยลงไปทางใต้

            สมัยข้าพเจ้ายังเด็กแลเห็นความกว้างใหญ่ไพศาลของทุ่งพระอุทัยและทุ่งใหญ่วังน้อย แต่มาในปัจจุบันและราวยี่สิบปีที่ผ่านมาทุ่งพระอุทัยและทุ่งวังน้อยกลายเป็นอาณานิคมของแหล่งอุตสาหกรรมขนาดมหึมาในนามของนิคมอุตสาหกรรมโรจนะที่ประสบภาวะวิบัติอย่างมหาศาล เมื่อน้ำที่ไหลบ่าลงมาจากแพรกน้ำป่าสักทั้งจากทางเหนือ ทางตะวันตก และทางตะวันออกที่ผ่านคลองกระมังออกมา

            ข้าพเจ้ารู้สึกสบายใจหลังจากที่ข้าพเจ้าพูดถึงคลองกระมังและสภาพแม่น้ำลำคลองเก่าๆ ของพระนครศรีอยุธยาจากความทรงจำในวัยเด็ก เพราะทำให้ข้าพเจ้าได้พบกับปัญญาชนคนเก่าอยุธยาหลายคนที่มาถึงบางอ้อ พร้อมๆ กับข้าพเจ้าในเรื่องกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่สามและความพินาศของนิคมอุตสาหกรรมโรจนะในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ และขณะนี้ปัญญาชนคนอยุธยาทั้งเก่าและใหม่กำลังรวมตัวกันในการจัดการน้ำด้วยตนเองของคนในท้องถิ่น

 
เปิดประเด็น : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ  วิริยะพันธุ์ ฉ.๑๐๓ (กรกฎาคม-กันยายน ๒๕๕๗)

อัพเดทล่าสุด 17 มิ.ย. 2559, 15:40 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.