หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
สรุปการเสวนาเรื่อง สารทจีน ออกพรรษา ไหว้พระจันทร์<br> ศรัทธาที่สับสนในสังคมไทย
บทความโดย
เรียบเรียงเมื่อ 5 ก.ย. 2557, 12:57 น.
เข้าชมแล้ว 1138 ครั้ง

กิจกรรมเสวนา ในชื่อ “สารทจีน  ออกพรรษา  ไหว้พระจันทร์...ศรัทธาที่สับสนในสังคมไทย”


เมื่อวันศุกร์ที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้จัดกิจกรรมเสวนาในหัวข้อ สารทจีน ออกพรรษา ไหว้พระจันทร์ ศรัทธาที่สับสนในสังคมไทย ขึ้น ณ ร้านหนังสือริมขอบฟ้า วงเวียนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยมี คุณดนัย ผลึกมณฑล เจ้าของนามปากกา "แปลงนาม" เป็นวิทยากรให้ความรู้ร่วมกับ ดร.ศิริเพ็ญ อึ้งสิทธิพูนพร จากสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชียมหาวิทยาลัยมหิดล

คำว่า "สารท" นอกจากสารทจีนที่ได้ยินกันบ่อยๆ แล้ว ยังมีวันสารทเดือน ๑๐ของคนปักษ์ใต้ซึ่งจะอยู่ในราวเดือนกันยายนหรือตุลาคมของทุกปี โดยมีความเชื่อว่าดวงวิญญาณของบรรพบุรุษจะกลับมาเยี่ยมลูกหลานปีละ๑๕ วัน คือตั้งแต่วันแรม ๑-๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ซึ่งจะมีการจัดพิธีไหว้โดยใช้ขนม ๕ อย่าง มีขนมลา ขนมพอง ขนมบ้า ขนมเจาะรู และขนมเทียน ส่วน สารทไทยจะอยู่ในราวเดือนตุลาคม

            ประเพณีที่สำคัญของวันสารทเดือน ๑๐ ของคนปักษ์ใต้ก็คือการไหว้ผีหรือชิงเปรต ซึ่งคล้ายกับประเพณีซี่โกว (施孤) ของจีนที่ทำกันตั้งแต่วันขึ้น ๑ ค่ำเดือน ๗ไปจนตลอดทั้งเดือน  คำว่า "ซี" แปลว่าบริจาค ส่วนคำว่า "โกว" แปลว่าอนาถา ในการทำพิธีกรรมไม่เพียงแต่อุทิศบุญกุศลให้กับผี แต่ยังรวมถึงการแบ่งปันให้กับผู้ที่ยากไร้ด้วย ส่วนสารทของจีนจะตรงกับวันเพ็ญเดือน ๗ ในวันนี้ลูกหลานชาวจีนจะทำพิธีไหว้บรรพบุรุษในช่วงเช้า หลังจากนั้นในเวลาบ่ายโมงจะมีการไหว้ ฮอเฮียตี๋ (好兄弟)ซึ่งในปัจจุบันคนทั่วไปเข้าใจว่าหมายถึงการไหว้ผีพเนจร ผีไร้ญาติ แต่ในความหมายดั้งเดิม "เฮียตี๋" หมายถึงพี่น้องร่วมสมาคมร่วมบ้านเดียวกัน ซึ่งการจะเข้าสมาคมได้นั้นจะต้องก้าวข้ามวัยจนกระทั่งโตเป็นผู้ใหญ่และตั้งสัตย์สาบานว่าจะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพราะในอดีตชายชาวจีนมักจะเดินทางโดยสำเภาเข้ามาขายแรงงานในเอเชียอาคเนย์ จึงต้องมีเฮียตี๋หรือคนที่มาจากหมู่บ้านเดียวกันร่วมเดินทางมาด้วยเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เมื่อผ่านความลำบากทุกข์ยาก บ้างร่างกายทรุดโทรมและเจ็บป่วยจนกระทั่งเสียชีวิตในระหว่างเดินทางหรือประกอบอาชีพ ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่และพอมีฐานะจึงทำพิธีไหว้เฮียตี๋ที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยความระลึกถึง เป็นความเอื้ออาทรของคนยุคหนึ่งที่มาจากเมืองจีน

พิธีกรรมการไหว้นอกจากวันเพ็ญเดือน ๗  แล้ว ในชุมชนคนจีนจะมีการไหว้ตลอดทั้งเดือน ๗ ด้วยวิธีการต่างๆ กัน แต่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือไหว้ผีพเนจรที่ไม่ใช่ญาติ ในระดับชาวบ้านอาจเพียงแค่นัดคนมาร่วมกันไหว้ เสร็จแล้วก็แจกจ่ายของไหว้ระหว่างกันและแจกให้คนขัดสนที่ต้องการ ส่วนสมาคมจีนต่างๆ อาจมีการรวมตัวกันของพวกเก็งซือ (经师)หรือนักบวช ซึ่งจะมีพิธีกรรมการไหว้ผีในแต่ละแห่งไม่เหมือนกัน

ในพิธีกรรมของคนจีนที่ดำเนินพิธีโดยพระจีน ถ้าจะเห็นพระที่สวดในพิธีซีโกวหรือบุญเดือน ๗ จะมีท่ามือต่างๆ ซึ่งเป็นสาระของพิธีกรรมเรียกว่า มุทรา โดยมีมนตรากำกับ  การสวดอุทิศกุศลของฝ่ายอาจาริยวาทในบ้านเรานั้น ได้รับอิทธิพลจากลัทธิตันตระที่ให้ความสำคัญกับการท่องมนตราและการทำท่ามือที่เรียกว่ามุทรา ด้วยมีความเชื่อพื้นฐานว่า การอุทิศเชื่อมโยงกันระหว่างจิต พุทธ และดวงวิญญาณที่จะโปรด ซึ่งจะต้องมีการส่งผ่านเชื่อมโยงกัน ความเป็นพุทธปรากฏผ่านการท่องสวดมนตราและการแสดงการเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงท่าสอดประสานฝ่ามือและนิ้วที่เรียกว่ามุทรา

ท่าแรกๆของมุทราคือการอัญเชิญพระพุทธเจ้าในพระสูตรเพื่ออาศัยบุญบารมีของท่านขับไล่สิ่งชั่วร้าย ซึ่งในพระสูตรจะมีพระพุทธเจ้าหลายพระองค์ที่จะถูกอัญเชิญมาเพื่อโปรดและแผ่บุญกุศลให้กับดวงวิญญาณ จากนั้นจะมีการเชิญดวงวิญญาณต่างๆ มารับส่วนบุญที่อุทิศ ระหว่างทำพิธีกรรม พระที่นั่งเป็นประธานในพิธีจะพรมน้ำที่เรียกว่า น้ำทิพย์ เป็นการแผ่บุญบารมีให้กับเหล่าดวงวิญญาณที่ถูกอัญเชิญมาให้ได้รับส่วนกุศล จากนั้นก็จะโปรยเงิน และซาลาเปาลูกย่อมๆ รวมทั้งซาลาเปารูปมือที่เรียกว่า "หุกชิ่ว"  จะสังเกตได้ว่าพิธีกรรมโปรยทานในโถงพิธีสวดจะสัมพันธ์กับพฤติกรรมอันหนึ่งที่เราเรียกว่า ทิ้งกระจาด ซึ่งเป็นช่วงจังหวะที่จะมีการทิ้งข้าวของให้ทันกับพระที่กำลังทำพิธีโปรย เมื่อพระสวดจบ ของที่ทิ้งลงมาจะต้องหมดพร้อมกัน ซึ่งในปัจจุบันมีการพัฒนามาเป็นการโปรยติ้วแล้วนำมาแลกข้าวของเพื่อป้องกันการเหยียบย่ำจนเสียหาย

ในสมัยยุคชิงช่วงก่อนวันเพ็ญคือวันขึ้น ๑๔ ค่ำหากเป็นพิธีทางจีนเหนือจะมีการลอยกระทง  ซึ่งการลอยกระทงที่ว่านี้จะไม่มีการจุดธูปอย่างเช่นการลอยกระทงในบ้านเรา เพราะไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อการบูชา แต่เป็นการจุดประทีปเพื่อนำทางดวงวิญญาณให้รับรู้ว่าในวันเพ็ญ เดือน ๗ จะมีการไหว้ใหญ่บนพื้นโลก โดยกระทงจะทำด้วยไม้แผ่น เปรียบดั่งเรือให้ดวงวิญญาณได้พึ่งพิงเกาะเกี่ยวเพื่อข้ามโอฆสงสาร

คนจีนในบ้านเราชอบจะเรียกเรียกพิธีกรรมทิ้งกระจาดนี้ว่า อูลั้งเซ่งหวย ที่มาจากพระสูตรชื่อ อูลัมพนสูตร อันเป็นพระสูตรที่อธิบายเกี่ยวกับการทำบุญในวันออกพรรษาของทางฝ่ายอาจาริยวาทในวันเพ็ญ เดือน ๗ ที่บ้านเราชอบจะเรียกโดยสำคัญผิดว่า วันสารทจีน

ในพระสูตรกล่าวว่า เมื่อพระโมคคัลลานะบรรลุธรรมและมีฌานรับรู้ถึงนรกภูมิ ท่านเห็นมารดาได้รับทุกขเวทนาจึงแผ่บุญบารมีเอาข้าวทิพย์ไปให้มารดา แต่พอมารดาจะหยิบข้าวมากินก็เกิดไฟลุกขึ้น ทำให้พระโมคคัลลานะเศร้าใจมาก เมื่อท่านถามกับพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า แม้ญาณบารมีของพระโมคคัลลานะจะบรรลุแล้ว แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะช่วยมารดา จะต้องอาศัยคณะพระสงฆ์ที่สะสมบุญบารมีในช่วงเข้าพรรษาที่มารวมตัวกันในวันปวารณา ซึ่งถ้าหากทำบุญในวันนั้นจะเกิดอานิสงส์มากสามารถเผื่อแผ่ไปถึงมารดาที่อยู่ในนรกภูมิได้

            ทางฝ่ายอาจาริยวาทช่วงเข้าพรรษาเริ่มตั้งแต่หลังวันเพ็ญ เดือน ๔ จนถึงออกพรรษาในวันเพ็ญ เดือน ๗ ซึ่งตรงกับ " ฤดูร้อน " เนื่องจากภูมิอากาศเขตอบอุ่นเหนือแตกต่างจากบ้านเรา ในช่วงฤดูร้อนเป็นช่วงที่ฝนตกชุก จึงถูกกำหนดให้เป็นช่วงเวลาจำพรรษาของทางฝ่ายอาจาริยวาท พิธีกรรมในวันเพ็ญ เดือน ๗ ของจีนแต่โบราณเป็นงานอุทิศเนื่องในวันออกพรรษา ที่มีสาระสำคัญคือการทำบุญที่วัดเพื่ออุทิศกุศลให้กับญาติที่เสียชีวิตไปแล้ว มิใช่การจัดงานสารท

            ในสมัยราชวงศ์ถัง ถังไต้จงฮ่องเต้รับเอาการประกอบพิธีการอุทิศในวันออกพรรษาเป็นพระราชพิธี พระองค์ทรงดำริให้อัญเชิญป้ายบูชาของบูรพกษัตริย์และพระราชชนนีมาร่วมในพิธีออกพรรษาที่วัดอันกั๋ว พระราชพิธีนี้สืบมาจนถึงราชวงศ์ซ่ง จึงปรากฏว่าราษฎรทำเลียนแบบพระราชพิธี ด้วยการเซ่นไหว้บรรพชนในวันเพ็ญ เดือน ๗  และมีพัฒนาการไปสู่การไหว้ผีพเนจรที่ไม่ใช่ญาติด้วย

"สารท" เป็นชื่อของฤดูใบไม้ร่วง ภาษาจีนใช้คำว่า "ชิว" วันสารทของคนจีนก็คือตงชิว (中秋 )ดังนั้นการกำหนดว่าวันสารทอยู่ในเดือน ๗ ซึ่งเป็นฤดูร้อนจึงไม่ถูกต้อง แต่อาจเป็นเพราะพิธีกรรมที่คนจีนไหว้ผีคล้ายคลึงกับพิธีไหว้ในวันสารทไทย จึงเกิดการสอนลูกหลานว่าลักษณะวันแบบนี้เรียกว่า วันสารทของจีน ซึ่งในความเป็นจริง วันสารทของจีนก็คือวันไหว้พระจันทร์นั่นเอง

            วันไหว้พระจันทร์เป็นพระราชพิธีที่มีมาแต่โบราณ โดยพระมหากษัตริย์ หรือองค์จักรพรรดิ เป็นผู้ทำพิธี ซึ่งจะจัดเฉพาะเมืองที่เป็นอิสระ ไม่ขึ้นกับอาณาจักรใด โดยจะจัดพระราชพิธีในวันชิวเฟิน (秋分)   หรือวันศารทวิษุวัต ที่กลางวันกับกลางคืนเท่ากันในฤดูใบไม้ร่วง ( ตรงกับวันที่ ๒๓, ๒๔ กันยายน) ซึ่งพิธีกรรมนี้ได้แพร่ออกมาสู่ชาวบ้านด้วย และธรรมเนียมโบราณกำหนดไว้ว่าถ้ากษัตริย์หรือจักรพรรดิทำสิ่งใด ชาวบ้านจะไม่ทำตาม ถือเป็นข้อห้าม ดังนั้นเมื่อกษัตริย์ทำพิธีไหว้พระจันทร์ในวันชิวเฟิน ชาวบ้านจึงมีการไหว้ โดยถือเอาวันเพ็ญ เดือน ๘ เป็นสารทของชาวบ้าน

การไหว้พระจันทร์หรือไหว้สารทของจีนนั้น เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณต่อดวงจันทร์ ที่เป็นหมายแจ้งบอกวันเวลาที่จะเพาะปลูกพืชผลให้ต้องกับธรรมชาติและสภาพอากาศของปี เพื่อให้ได้ผลเก็บเกี่ยวที่ดี  ดังนั้นใครเพาะปลูกอะไรก็จะฉลองวันสารทด้วยการเอาสิ่งนั้นมาไหว้พระจันทร์และบรรพบุรุษ ซึ่งมักจะเป็นธัญพืช    จีนแถบทางใต้มีเผือกขึ้นก็เอาเผือกมาไหว้  แต้จิ๋วเป็นแหล่งปลูกอ้อยและผลิตน้ำตาล เขาก็นำเอาอ้อยมาไหว้ และเป็นคำตอบว่าทำไมเวลาไหว้พระจันทร์จะต้องมีอ้อยอยู่ด้วย ส่วนการไหว้ด้วยขนมไหว้พระจันทร์นั้น เนื่องจากแต่ละท้องถิ่นแต่ละคนมีอาชีพแตกต่างกัน อย่างชาวไร่ชาวนาก็จะเอาผลิตผลหรือสิ่งที่ปรุงจากผลิตผลของตนเองมาไหว้ ส่วนคนเมืองที่ไม่ได้เพาะปลูกก็จะเอาเงินไปแลกซื้ออย่างอื่นมาไหว้ การเฉลิมฉลองในแต่ละถิ่นจึงแตกต่างกัน  ส่วนธรรมเนียมการไหว้พระจันทร์นั้น สมัยโบราณผู้หญิงจะเป็นคนไหว้ เพราะถือว่าพระจันทร์เป็นพลังหญิง นารีเพศ ส่วนผู้ชายจะไม่ไหว้พระจันทร์

          พิธีเกิด พิธีตาย และพิธีไหว้มีการสืบทอดในสังคมจีนมานับพันปี การไหว้บุพการีที่ล่วงลับไปแล้วไม่ใช่เรื่องของความกตัญญู แต่เป็นจารีต ส่วนความกตัญญูคือการเลี้ยงดูพ่อแม่ และสูงสุดของความกตัญญูคือการจัดงานศพให้ท่านอย่างสมฐานะที่เราทำได้  การปฏิบัติตามจารีตในลัทธิหยูหรือที่เรียกกันว่าขงจื้อ ก็คือการสร้างความกลมเกลียว ผู้ที่มาร่วมในพิธีไหว้คือเครือญาติที่เป็นสายเลือดเดียวกัน เป้าหมายก็คือการสร้างความกลมเกลียวและช่วยเหลือกัน เป็นจารีตที่ต้องรักษาไว้

 

ผู้ร่วมพูดคุยประกอบด้วย (ซ้าย) คุณดนัย ผลึกมณฑล เจ้าของนามปากกา "แปลงนาม" และ (ขวา) ดร. ศิริเพ็ญ อึ้งสิทธิพูนพร จากสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล


คุณดนัย ผลึกมณฑล


ดร. ศิริเพ็ญ อึ้งสิทธิพูนพร


บรรยากาศการเสวนา


บรรยากาศการเสวนา


บรรยากาศการเสวนา


อัพเดทล่าสุด 16 ต.ค. 2560, 12:57 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.