หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
นักเฝ้ามองแห่งสายบุรี SAIBURI LOOKER
บทความโดย จิรนันท์ กิจสนิท, พัชญาภรณ์ เชื้อเมืองพาน, นิชาภา อินทะอุด
เรียบเรียงเมื่อ 26 พ.ค. 2559, 10:01 น.
เข้าชมแล้ว 2591 ครั้ง

นักศึกษาฝึกงานสาขาวิชาการจัดการทางวัฒนธรรม

ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์  

มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

   

 

 

               

ห้วงแห่งความรุนแรงในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้นานเกือบ ๑๐ ปี ทำให้คนภายนอกแทบจะไม่มีการรับรู้เลยว่าคนในพื้นที่เป็นอยู่และใช้ชีวิตกันอย่างไร พื้นที่ในท้องถิ่นนี้ปกคลุมด้วยความหม่นมัวและอึมครึมจากสายตาผู้คนในสังคมไทยซึ่งกำหนดตนเองให้อยู่ไกลๆ โดยไม่พยายามเข้าใจหรือไม่ก็ไม่มีเรื่องราวข้อมูลมากพอที่สามารถสื่อสารออกไปในสังคมได้

               

แต่เมื่อไม่นานมานี้มีปรากฏการณ์เปลี่ยนโฉมหน้าสังคมและการติดต่อของคนทั้งโลกใหม่ในระบบการสื่อสารที่มีพลังและประสิทธิภาพมหาศาล การสร้างเครือข่ายทางสังคมออนไลน์ เช่น Facebook กลายเป็นช่องทางที่ใครในโลกนี้ก็สามารถสร้าง “สื่อ” ของตนเองได้ และไม่รอคอยโอกาสจากคนภายนอกที่จะเข้ามานำเอาเรื่องราวของตนเองหรือท้องถิ่นออกไปประกาศแทน แต่ทุกคน “พูด” ถึงตัวเองได้โดยมีรายละเอียดที่ถูกต้อง แสดงทัศนะต่อปัญหาและการมองโลกได้อย่างที่ตั้งใจไม่ต้องมีตัวแทนในการสื่อสาร อาจจะเป็นการพลิกโลกแห่งความหม่นมัวและอึมครึมนั้นให้กลายเป็นพื้นที่แห่งแสงแดดและความสว่างสดใสอย่างคาดไม่ถึงได้ทีเดียว

               

คนหนุ่มกลุ่มหนึ่งในอำเภอสายบุรีรวมตัวกันสร้างเพจในเฟสบุ๊กบอกเล่าถึงชีวิตของตนเอง บ้านเมือง สภาพแวดล้อมรอบๆ ตัวที่สวยงาม ความรู้สึก ความรัก ความใฝ่ฝัน การออกเดินทาง และความทรงจำบอกเล่าผ่านเรื่องราว ภาพถ่าย หนังสั้น รูปแบบการสื่อสารต่างๆ เท่าที่คนหนุ่มอย่างพวกเขาจะถ่ายทอดประสบการณ์ในบ้านเกิดเมืองนอนที่สวยงามแห่งหนึ่งได้ พวกเขาเรียกตนเองว่า  SAIBURI LOOKER 

               

พวกเขาเป็นเพื่อนบ้านกันอายุตั้งแต่ ๒๒-๓๓ ปี ได้รับการศึกษาทั้งจบจากกรุงเทพฯ สงขลา ยะลา และในบ้านเกิด ต่างกลับมาพบปะสังสรรค์กันตามร้านน้ำชาพูดคุยกันตามแบบชีวิตคนท้องถิ่น เมื่อกลับบ้านมาแล้วก็ทำอาชีพหลากหลายมีทั้งครู นักธุรกิจค้าขาย และทำงานพาณิชย์ศิลป์ การเติบโตและใช้ชีวิตในพื้นที่แห่งความรุนแรงเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก แต่พวกเขาก็มีแง่งามของชีวิตและเห็นความหมายและความลึกซึ้งของชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ไม่เคยคิดจะละทิ้งไป

 

   

 

ฮับฮาร์ เบญจมนัสกุล และอานัส พงศ์ประเสริฐ  แห่ง SAIBURI LOOKER

 

ใน Facebook พวกเขาใช้ [www.facebook.com/saiburilooker] นำเสนอเรื่องราวของคนในสายบุรีผ่านเลนส์กล้องเพราะพวกเขาแม้เป็นมือสมัครเล่นแต่มีพื้นฐานความรักและชอบในการถ่ายภาพ เริ่มต้นด้วยคน ๖ คนที่ชอบท่องเที่ยวและถ่ายภาพ

               

SAIBURI LOOKER สำหรับพวกเขามีความหมายว่า “มุมมองของผู้คนในการมองความเป็นสายบุรี” เพื่อนำเสนอประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสายบุรี โดยสื่อออกมาทางภาพถ่าย ผ่านมุมมองของผู้ดูแลเพจทั้ง ๖ คน ไม่จำกัดว่าจะต้องนำเสนอแต่เรื่องราวที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์หรือเรื่องราวเก่าๆ ในอดีตเท่านั้น แต่จะนำเสนอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันแต่อาจถูกมองข้ามไป และเรื่องราวเหตุการณ์สำคัญ สถานที่สำคัญซึ่งถูกละเลยปล่อยทิ้งไว้ ทางทีมงานสายบุรีลุกเกอร์ก็จะไปสืบเสาะศึกษาเรื่องราวเหล่านั้น ถ่ายทอดออกมาเป็นภาพถ่าย พร้อมคำบรรยายใต้ภาพ เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาชมได้เข้าใจในมุมมองที่ช่างภาพต้องการที่จะสื่อออกมาได้ 

               

พวกเราพบตัวแทนของหนุ่มๆ  SAIBURI LOOKER ในงานอบรม “ปฏิบัติการประวัติศาสตร์ท้องถิ่น” เนื่องในวันเล็ก-ประไพรำลึกครั้งที่ ๑๑ ที่ค่ายริมขอบฟ้าและเมืองโบราณ บางปู สมุทรปราการ พวกเขาเริ่มต้นด้วยการเล่าถึงบ้านเกิดที่สายบุรีว่า

 

มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์

               

ช่วยเล่าเรื่องความเป็นมาของท้องถิ่นของ SAIBURI LOOKER สั้นๆ หน่อยนะคะ และมีเหตุผลอย่างไรจึงสร้างเพจชื่อนี้ขึ้นมา

 

อานัส พงศ์์ประเสริฐ 

               

สายบุรีเป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่อดีตและเป็นเมืองท่าที่สำคัญของจังหวัดปัตตานีประชาชนในพื้นที่จะประกอบอาชีพการประมงซึ่งมีทั้งประมงชายฝั่งและประมงขนาดใหญ่ มีพื้นที่ทั้งติดชายฝั่งทะเล ที่ราบชายฝั่งและเชิงเขารวมทั้งมีภูเขา ผู้คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามราว ๘๐ เปอร์เซ็นต์ นับถือศาสนาพุทธราว ๒๐ เปอร์เซ็นต์ 

               

เพราะสายบุรีเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาของผู้คนที่หลากหลาย ทำให้เราอยากจะบันทึกเรื่องราวเหล่านั้นไว้ บวกกับเราไปเห็นเรื่องราวของที่อื่นด้วย เช่นที่ เชียงคาน เราเห็นแล้วแบบ เฮ้ย!! น่าสนใจดีมากที่มีคนทำแบบนี้ แล้วนำเรื่องราวเหล่านี้มาโพสต์แบ่งปันกันในเฟสบุ๊กจะได้หาความรู้กันได้ง่าย เลยคิดกันว่า “ในเมื่อบ้านเราก็มีของดีเหมือนกันก็น่าจะทำอะไรกันบ้างเพื่อไม่ให้สิ่งเหล่านั้นถูกหลงลืมไปตามกาลเวลา”

 

มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์

               

เป้าหมายของเพจ  SAIBURI LOOKER  คืออะไร ?

 

อานัส พงศ์์ประเสริฐ

               

เด็กยุคใหม่สมัยนี้ รวมทั้งผมด้วย บางคนไม่เคยรู้เลยด้วยซ้ำว่าสายบุรีมีร่องรอยความเจริญที่หลากหลาย รุ่งเรืองมากในอดีต แน่นอนล่ะ รุ่นหลานๆ ต่อไปจบแน่ๆ  คิดกันว่า “จะทำยังไงให้เขาได้รู้มากกว่าที่เรารู้” ลอง “ค้นหาเรื่องราวเก่าๆ ในสายบุรีมาใส่ในความทรงจำใหม่” ขนาดตัวผมเอง บางเรื่องยังไม่รู้   แต่พอรู้แล้วก็อยากให้คนอื่นได้รู้เรื่องราวเหล่านี้ด้วย เลยเอามาโพสต์ลงเฟสบุ๊ก       

               

สิ่งเหล่านี้คือเป้าหมายหลักของ SAIBURI LOOKER แต่เป้าหมายลึกๆ เราหวังว่าพื้นที่เล็กๆ ตรงนี้สร้างการมีส่วนร่วม ในการเชื่อมความสัมพันธ์ของคนในพื้นที่ให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมที่เคยเป็นมาในอดีต เคยสังสรรค์กันยังไงก็ให้เป็นเหมือนเดิม อยากเห็นภาพบรรยากาศเดิมๆ ที่ชาวมุสลิมมีความสัมพันธ์กับคนพุทธ มีกิจกรรมการละเล่นร่วมกัน เคยร่วมงานด้วยความสนุกสนานมีแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ           

               

แต่ทุกวันนี้ภาพพวกนี้หาดูยาก แต่ผมยังมีความเชื่อลึกๆ ว่าชาวสายบุรีก็ยังอยากเห็นภาพเหล่านั้นกลับคืนมาอีกครั้งในอนาคต

 

มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์

               

ทำไมถึงเลือกที่จะทำเพจใน Facebook เป็นตัวสื่อให้คนได้รับรู้ ?

 

อานัส พงศ์์ประเสริฐ

               

ในสังคมปัจจุบันข่าวสารในอินเทอร์เน็ตฉับไวมาก ผมคิดว่าคนเสพข่าวทาง Social Network มากกว่าทางโทรทัศน์เสียอีก และที่สำคัญยุคนี้ทุกคนมี Facebook จึงเป็นช่องทางที่ง่าย สะดวก ในการเผยแพร่เรื่องราวเกี่ยวกับสายบุรีได้ง่าย

               

และอีกอย่าง พวกเราสามารถใช้สื่อออกมาทางภาพถ่ายทั้งเก่าและใหม่ เพจ SAIBURI LOOKER จึงเป็นช่องทางในการนำเสนอผลงานภาพถ่ายของพวกเราไปในตัวด้วย การที่เราสร้างเพจในเฟสบุ๊กนั้นก็เป็นที่ตอบรับที่ทั้งชาวสายบุรีเองและคนที่เคยมาเที่ยวสายบุรีด้วยก็ล้วนแต่ให้ความสนใจเข้ามากดไลค์เพจเรา

               

โพสต์รูปอะไรลงไปก็มีคนเข้ามาคอมเมนต์ว่า “ใช่เราเคยเห็นภาพแบบนี้ ที่นี่เราไปเที่ยวมาแล้ว ตรงนี้เรารู้จัก อยู่ใกล้บ้านเรา” นั่นคือเสียงตอบรับที่ดีตอบกลับมา

               

แต่ผมคิดว่า เสียงตอบรับจากคนในพื้นที่นั้นค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับคนนอก เราอยากได้เสียงตอบรับข้อมูลจากตรงนี้มากกว่า

               

เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ พวกเราจะสืบค้นข้อมูลของสถานที่หรือสิ่งของเหล่านั้นก่อนที่จะลงพื้นที่เพื่อศึกษาและสัมภาษณ์ชาวบ้าน หรือผู้ที่จะสามารถให้ความรู้ บอกเล่าข้อมูล ตอบคำถาม ข้อสงสัยให้ได้

               

ส่วนหนึ่งก็จะอิงจากความเป็นคนในพื้นที่ เคยได้ยินเรื่องราวเหล่านั้นมาจึงคิดที่จะนำกลับมาเสนออีกครั้ง เมื่อได้ทั้งข้อมูลและภาพเก่ามาแล้ว เราลองไปถ่ายภาพจากสถานที่เดียวกันในช่วงเวลาปัจจุบัน เป็นอีกหนึ่งมุมมองที่สามารถทำให้เราได้เห็นว่า สถานที่เดียวกันกับอดีตแต่ในปัจจุบันนั้นมีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด แล้วบอกเล่าเรื่องราวว่าสถานที่เหล่านั้นมีอะไร และเกิดอะไรขึ้นมาบ้าง

               

หลายคนอาจคิดว่าในเพจ SAIBURI LOOKER จะนำเสนอแต่เรื่องราวของชาวมุสลิมเพียงอย่างเดียวเพราะมีแต่ชาวมุสลิมอยู่เยอะ แต่ไม่ใช่แบบนั้น พื้นที่เล็กๆ ของ SAIBURI LOOKER จะนำเสนอในทุกเรื่องราว ทุกแง่มุม และทุกความเชื่อของคนในสายบุรี

               

พวกเรานำเสนอในเรื่องของสถานที่ของสายบุรีที่มีความสวยงาม วันวาน ความผูกพันฉันท์พี่น้องที่ดีที่มีต่อกัน โดยละทิ้งเรื่องความต่างในอุดมการณ์และศาสนาออกไป คนในอำเภอสายบุรีไม่เคยมีความรู้สึกแตกแยกระหว่าง ชาวพุทธ ชาวมุสลิม และชาวจีน เลยอยู่ร่วมกันได้แบบพหุสังคม

               

แต่ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ขึ้นมาก็เหมือนมีเส้นบางๆ ที่กั้นไว้ ผมคิดว่าถึงอย่างไรชาวสายบุรีก็สามารถอยู่ด้วยกันได้แบบเดิมที่เคยเป็นมา

               

SAIBURI LOOKER ต้องการที่จะถ่ายทอดเรื่องราววิถีชีวิตของชาวสายบุรีออกมาเป็นสารคดี พร้อมทั้งจัดนิทรรศการการเรียนรู้ของท้องถิ่นและจัดสร้างศูนย์การเรียนรู้พหุวัฒนธรรมของชาวสายบุรีไว้ให้เป็นสถานที่ที่ให้ความรู้แก่คนในพื้นที่และบุคคลที่สนใจ

 

มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์

               

การทำงานในพื้นที่มีความรุนแรงยังคงปรากฏอยู่เสมอๆ มีปัญหาเรื่องใดบ้างคะ ?

 

อานัส พงศ์์ประเสริฐ

               

การออกไปทำงานแบบนี้ในพื้นที่อำเภอสายบุรีและบริเวณใกล้เคียง ค่อนข้างมีความยุ่งยากและลำบากมาก ทีมงานจะถูกมองในแง่ลบทั้งชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ จะไม่ค่อยได้รับความร่วมมือจากคนในท้องถิ่นเพราะเขาไม่เห็นความสำคัญของประโยชน์ที่พวกเราทำ ชาวบ้านจะไม่เข้าใจว่าจะได้รับประโยชน์อะไร เพราะสิ่งที่ทำยังไม่เกิดเป็นรูปธรรมเมื่อเทียบกับพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นหรือศูนย์ความรู้ที่มีหลักฐานเป็นรูปธรรมชัดเจน

               

อุปสรรคที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ยังไม่ค่อยมีการตอบรับจากคนในพื้นที่ อาจจะเป็นเพราะเพจยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก แต่คนสายบุรีเองก็ยังให้ความร่วมมือในการแชร์เรื่องราวที่ตนเองรู้หรือบอกกล่าวถึงสถานที่ที่สำคัญเพื่อมาเผยแพร่ให้คนอื่นทราบ 

               

การทำงานของพวกเรามีอุปกรณ์สำคัญคือ “กล้องถ่ายภาพ” เพราะต้องพกพาไปไหนมาไหนในพื้นที่เขตความมั่นคงเป็นปัญหาและอุปสรรคอย่างมาก ถ้าถือกล้องตัวหนึ่งไปตระเวนถ่ายภาพในเขตพื้นที่ความมั่นคงเป็นเรื่องยากมาก มักจะถูกชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่จับตาดูทันที เช่น การลงไปในพื้นที่ชุมชนที่ไม่คุ้นเคยไปสอบถามเรื่องต่างๆ ก็อาจจะถูกมองจากชาวบ้านว่าเป็นเจ้าหน้าที่มาสืบหาข้อมูล ถ้าเข้าไปในชุมชนแล้วเจอเจ้าหน้าที่ก็จะถูกสอบถามว่ามาทำอะไรในพื้นที่และจะถูกตรวจค้นในทันที บ้างก็จะถูกกล่าวหาว่ามาเก็บข้อมูลในพื้นที่ออกไปทำเรื่อง ไม่ดี  พวกเราจึงทำงานได้ค่อนข้างลำบากทีเดียวครับ

               

คนภายนอกอาจรับรู้ว่าสายบุรีคือพื้นที่หนึ่งที่มีความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนใต้ แต่อาจจะไม่ทราบว่าเมืองชายทะเลแห่งนี้มีรากเหง้าความเป็นมาที่ยาวไกลและเต็มไปด้วยร่องรอยของความทรงจำอันมีค่า มีภาพของสภาพแวดล้อมที่งดงามและมีผู้คนหลากหลายทางวัฒนธรรม

               

การเห็นสังคมแต่เพียงมิติเดียวคือปัญหาใหญ่ของเมืองไทย การไม่รู้จักซึ่งกันและกันยิ่งเป็นสิ่งที่ตอกย้ำความแตกต่าง การลุกขึ้นมาพูดและสร้างพื้นที่เพื่อให้คนทั้งในท้องถิ่นและคนข้างนอกได้เข้าใจในความงามและความเป็นจริงของสังคมท้องถิ่นกลายเป็นพลังอย่างเหลือเชื่อและสร้างความหมายต่อชีวิตผู้คนที่ไม่เคยมีเสียงออกสู่โลกภายนอก แต่เมื่อคนสายบุรีเริ่มเฝ้ามอง พวกเขาอธิบายต่อโลกได้ด้วยแววตาของคนหนุ่มสาวที่มีพลังไม่รู้จบ

               

วันนี้พวกเรารู้จัก “สายบุรี” ผ่าน SAIBURI LOOKER แล้วใช่ไหม ?

 

 

ขอบคุณ คุณอานัส พงศ์ประเสริฐ, คุณฮับฮาร์ เบญจมนัสกุล

และทีมงาน SAIBURI LOOKER ทุกท่าน

 

มานุษยวิทยาการตั้งถิ่นฐาน ภูมิวัฒนธรรม: จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ปีที่ ๑๘ ฉบับที่ ๑๐๐ (ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๕๖)

 

 

 

 

อัพเดทล่าสุด 13 ธ.ค. 2559, 10:01 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.