หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
จากโรงสีไฟถึงบ้านนกแอ่นที่ปากพนัง
บทความโดย ภาณุพงษ์ ไชยคง
เรียบเรียงเมื่อ 1 มี.ค. 2552, 10:23 น.
เข้าชมแล้ว 3071 ครั้ง

จากโรงสีไฟถึงบ้านนกแอ่นที่ปากพนัง

 

ซากปล่องโรงสีไฟและอนุสาวรีย์ปล่องโรงสีทองคำที่อำเภอปากพนัง

 

อำเภอปากพนังนี้ได้ทราบอยู่แล้วว่าเป็นที่สำคัญอย่างไรแต่เมื่อไปถึงที่ยังรู้สึกว่าตามที่คาดคะเนนั้นผิดไปเป็นอันมากไม่นึกว่าจะใหญ่โตมั่งคั่งถึงเพียงนี้เป็นที่นาอุดมดีข้างจีนกล่าวกันว่าดีกว่านาคลองรังสิตแลมีที่ว่างเหลืออยู่มากจะทำนาได้ใหญ่กว่าที่มีอยู่แล้วเดี๋ยวนี้อีก๑๐เท่าเขากะกำลังทุ่งนั้นว่าถ้ามีนาบริบูรณ์จะตั้งโรงสีไฟได้ประมาณ๑๐โรงนาทั้งมณฑลนครศรีธรรมราชไม่มีที่ไหนสู้...บรรดาเมืองท่าในแหลมมลายูฝั่งตะวันออกเห็นจะไม่มีแห่งใดดีเท่าปากพนัง

 

จากข้อความในพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเปิดโรงสีไฟแห่งแรกในอำเภอปากพนังของนายโค้วฮักหงีในวันที่๘กรกฎาคมพ.ศ.๒๔๔๘  สะท้อนภาพอดีตของพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ของปากพนังอำเภอหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราชซึ่งเคยได้ชื่อว่า“เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของภาคใต้”ผลผลิตข้าวในอำเภอแห่งนี้เคยเป็นสินค้าส่งออกไปเลี้ยงแรงงานชาวจีนที่เข้ามาทำเหมืองแร่และยางพาราในบริเวณหัวเมืองชายฝั่งทะเลตะวันตกอย่างเมืองตรังพังงากระบี่ และภูเก็ตไปจนถึงดินแดนสเตรทส์เซทเทิลเมนส์(Straits Settlements)ของอังกฤษซึ่งอยู่บริเวณเกาะปีนังมะละกา และสิงคโปร์  ทำให้กิจการโรงสีไฟเฉพาะที่อำเภอนี้ขยายตัวอย่างรวดเร็วถึง๙โรง และมีเรือสำเภาจีนและเรือกลไฟของบริษัทต่างๆ ทั้งในสิงคโปร์และกรุงเทพฯมาชุมนุมกันเต็มหน้าอ่าวปากพนังเพื่อรอขนถ่ายข้าวสารไปจำหน่ายสร้างรายได้เข้าประเทศเป็นจำนวนมากในแต่ละปี

 

วันนี้ภาพความยิ่งใหญ่ของแหล่งผลิตข้าวเพื่อการส่งออกในอำเภอปากพนังได้ผ่านพ้นไปแล้วทุ่งนาที่เคยปลูกข้าวจนไม่มีที่ว่างบัดนี้กลับมีให้เห็นบางตาลงส่วนใหญ่ถูกทิ้งร้างหรือเปลี่ยนสภาพไปเป็นเรือกสวนและนากุ้ง กิจการโรงสีไฟที่เจริญรุ่งเรืองเหลือเพียงซากของปล่องโรงสีที่ตั้งตระหง่านเป็นอนุสาวรีย์แห่งอดีตที่ชาวปากพนังภาคภูมิใจและที่แห่งนี้เรื่องราวแห่งความหลังของชาวนารุ่นผู้เฒ่าถูกเล่าขานเป็นตำนานในครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่น

 

คุณรุจาธิตย์สุชาโตผู้สืบทอดกิจการโรงสีไฟเอี่ยมเส็งหรือโรงสี๑ที่นับกันตามลำดับโรงสีที่อยู่เข้ามาจากอ่าวปากพนังคุณปู่ของเขาได้ขยายกิจการต่อจากโค้วฮักหงีผู้เป็นอาม่า ตั้งโรงสีไฟแห่งนี้เมื่อพ.ศ. ๒๔๖๒เล่าถึงความเสื่อมของยุคโรงสีไฟในปากพนังไว้ว่า

 

คนที่มาทำงานโรงสีส่วนหนึ่งเป็นคนจีนต้องส่งเงินโพยก๊วนกลับบ้านแต่มีคนรายงานว่าคนปากพนังนิยมคอมมิวนิสต์ดังนั้นรัฐบาลจึงห้ามให้เรือเข้าที่อำเภอปากพนังถ้าต้องส่งข้าวไปต่างประเทศเราต้องใส่เรือเล็กวิ่งขึ้นไปทางอำเภอชะอวดแล้วขึ้นรถไฟไปท่าเรือคลองเตยถึงจะส่งได้พอค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นก็ต้องลดค่าใช้จ่ายจนชาวนาทำไม่ได้ผลก็ต้องทิ้งนาไป”

 

ที่คุณรุจาธิตย์เล่ามานั้นคงไม่ใช่เรื่องแปลก หากจะให้ชวนคิดไปเช่นนั้น เพราะนโยบายการควบคุมและจัดการระบบการค้าข้าวของรัฐบาลที่เกิดขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่๒เป็นต้นมา นับแต่พระราชบัญญัติการค้าข้าวพ.ศ.๒๔๘๙ซึ่งในประกาศฉบับที่๘๕กำหนดให้มีการควบคุมประเภทผู้ประกอบการค้าข้าวส่งไปจำหน่ายต่างประเทศโดยโรงสีที่สามารถส่งออกข้าวได้นั้นจะต้องตั้งอยู่ในเขตจังหวัดพระนครจังหวัดธนบุรีหรือจังหวัดใกล้เคียงซึ่งสะดวกที่จะส่งข้าวลงเรือเดินทะเลออกไปต่างประเทศเท่านั้นทำให้โรงสีไฟที่ปากพนังได้รับผลกระทบจากการที่ไม่สามารถส่งออกข้าวไปยังต่างประเทศได้โดยตรงซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุประการสำคัญที่ทำให้กิจการโรงสีไฟในปากพนังเริ่มเสื่อมลง

 

และโรงสี๑นี้เองก็คือโรงสีไฟโรงสุดท้ายใน๙โรงของอำเภอปากพนังที่เลิกสีข้าวไปเมื่อพ.ศ.๒๕๐๙ซึ่งปัจจุบันเป็นแห่งเดียวที่ยังคงใช้ประโยชน์บนพื้นที่โรงสีอยู่ โดยหันมาประกอบธุรกิจผลิตอาหารกุ้งและปลาป่นซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่สัมพันธ์กับธุรกิจประมงและนากุ้งที่เข้ามาทดแทนการผลิตข้าวที่ซบเซาลงไป

 

เมื่อมองเข้าไปภายในบริเวณพื้นที่ของโรงสี๑นอกจากจะเห็นตัวโรงสีที่กลายเป็นอาคารสังกะสีเก่าๆและไม่มีปล่องโรงสีให้เห็นอีกแล้วกลับมีจุดที่น่าสนใจคือตึกทรงสี่เหลี่ยมสูง๖-๗ชั้นที่สร้างขึ้นใหม่ด้านหลังตัวโรงสีเก่าตึกนี้เรียกว่าบ้านนกแอ่นหรือคอนโดนก ซึ่งสร้างไว้เพื่อให้นกอีแอ่นบินเข้ามาสร้างรังซึ่งรอบๆ ตัวเมืองปากพนังก็มีตึกลักษณะเดียวกันนี้ปลูกขึ้นอยู่จำนวนมากหากไม่สังเกตให้ดีก็มักคิดว่าเป็นตึกสูงที่คนอาศัยอยู่ทั่วไป

 

แล้วอะไรล่ะ?ที่ทำให้นกอีแอ่นเหล่านี้มาอาศัยอยู่ที่ปากพนังได้

 

บริเวณโรงสี๑ในปัจจุบันและคอนโดนกในพื้นที่โรงสี (ภาพโดย น.ส.กาญจนา เหล่าโชคชัยกุล)

 

บ้านนกแอ่น”อนาคตใหม่ของปากพนัง?

สาเหตุที่นกอีแอ่นบินเข้าบ้านคนที่อำเภอปากพนังเพราะอำเภอนี้ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลอ่าวไทยที่เป็นเส้นทางอพยพของนกอีแอ่นโดยสังเกตได้จากนกอีแอ่นที่พบในปากพนังจะเป็นสายพันธุ์แอร์โรดามุสฟูซิฟากัส(Aerodamus fuciphagus) เป็นนกที่สร้างรังสีขาวซึ่งปกติจะพบตามเกาะต่างๆ บริเวณชายฝั่งของประเทศมาเลเซียอินโดนีเซียหมู่เกาะติมอร์และเกาะต่างๆในทะเลอันดามันและอ่าวไทยขึ้นไปจนถึงทะเลจีนใต้ในเวียดนามโดยมีลักษณะขนาดลำตัวเท่ากับนกกระจอกตาสีดำขนาดเท่าเมล็ดพริกไทยมีจะงอยปากสั้นกว้างและมีสีดำยาวประมาณ๓มิลลิเมตรมีปีกยาวแคบขนที่ปีกและหางมีสีดำซึ่งการที่นกอีแอ่นเลือกมาตั้งถิ่นฐานเพราะมีพื้นที่ป่าชายเลนอันอุดมสมบูรณ์ในบริเวณชายฝั่งรอบอ่าวปากพนังตั้งแต่แหลมตะลุมพุกไปจนถึงอ่าวหน้าเมืองนครศรีธรรมราชซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของแมลงต่างๆ ที่เป็นอาหารของนกอีแอ่นนอกจากนี้ยังมีแหล่งน้ำจากแม่น้ำปากพนังและคลองสายต่างๆ รวมไปเป็นที่ราบเปิดโล่งซึ่งเหมาะต่อการอาศัยเป็นอย่างมาก

 

นายสมพงศ์พงพันธ์หรือน้าบ่าวเป็นอีกคนหนึ่งที่ให้นกอีแอ่นเข้ามาอาศัยในบ้านเล่าว่า

"รังนกบ้านแรกเริ่มเกิดจากที่นกอีแอ่นอพยพมาเอง เข้ามาทำรังอยู่ที่ตึกชั้นในตลาดหลังจากนั้นคนก็เริ่มปิดบ้านให้นกมาทำรังมากขึ้นแล้วขยายเป็นคอนโดนกอย่างที่เห็นในปัจจุบันช่วงปี.. ๒๕๔๖-๒๕๔๘เป็นช่วงที่ราคารังนกดีมากๆราคาสูงถึงกิโลกรัมละ-หมื่นบาท

 

ตึก๓ชั้นในตลาดปากพนังที่นกอีแอ่นบินเข้ามาเป็นหลังแรก

 

ด้วยเหตุนี้ธุรกิจการสร้างคอนโดนกในตัวเมืองปากพนังจึงขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงไม่ถึง๑๐ปีมานี้จนมีอาคารรังนกเกิดขึ้นแล้วเกือบสองร้อยอาคารซึ่งเมื่อสังเกตถึงลักษณะบ้านนกอีแอ่นหรือคอนโดนกที่พบจะมีลักษณะเป็นบ้านตั้งแต่๒ชั้นขึ้นไปจนถึงเป็นตึกสี่เหลี่ยมทรงสูง๖-๗ชั้นบนหลังคาของอาคารจะมีน้ำหล่อเลี้ยงเพื่อรักษาอุณหภูมิให้อยู่ระหว่าง๒๗-๒๙องศาเซลเซียสรอบๆ ตัวอาคารมีอ่างน้ำเพื่อรักษาความชื้นภายในตัวอาคารมีลักษณะปิดทึบ มีความมืดขนาดที่คนเข้าไปแล้วมองอะไรไม่เห็นขณะเดียวกันจะพบว่ามีการเจาะช่องขนาดความกว้าง๖๐x๙๐เซนติเมตรเพื่อเป็นช่องระบายอากาศและให้นกสามารถบินเข้าออกได้เป็นระยะๆส่วนบนฝ้าเพดานภายในตัวตึกจะมีการติดแผ่นไม้ขนาด๒นิ้ว เป็นตารางยาว๓๐x๑๐๐เซนติเมตรเพื่อให้นกใช้ทำรังได้โดยสิ่งสำคัญที่จะขาดไม่ได้คือต้องเอามูลนกมาโรยเพื่อปรับกลิ่นภายในตัวอาคารและติดตั้งลำโพงเสียงนกอีแอ่นเพื่อดึงดูดให้พวกเดียวกันเข้ามาทำรังในตัวอาคาร

 

เมื่อถึงเดือนกุมภาพันธ์–เมษายนของทุกปีจะเป็นฤดูผสมพันธุ์นกอีแอ่นจะบินเข้าบ้านแล้วจะสร้างรังในเวลากลางคืนใช้เวลา๑เดือน รังที่นกสร้างไว้ก็จะแห้งเหมือนวุ้นอัดตัวกันแน่นติดกับฝาผนังและสามารถเก็บรังได้ตลอดทั้งปีโดยใช้"เหล็กแซะ" เก็บรังนกอีแอ่นบ้านจากผนังและสามารถนำไปขายได้กิโลกรัมละหลายหมื่นบาทแต่หากขายเป็นถ้วยสำหรับผู้ที่ต้องการรับประทานแล้วจะตกประมาณถ้วยละ๒๐๐-๕๐๐บาท

 

อาคารรังนกฝั่งปากพนังตะวันออกเมื่อมองจากแม่น้ำปากพนัง

 

จากราคาที่แพงของรังนกนี้เองชาวปากพนังจึงกล่าวกันว่าการที่นกเข้าบ้านโชคดียิ่งกว่าถูกหวย เพราะไม่ใช่ว่าการสร้างบ้านตามขั้นตอนดังกล่าวครบถ้วนแล้วจะยืนยันว่านกอีแอ่นจะเข้าบ้านหรือคอนโดทุกหลังเสมอไปบางรายต้องรอถึง๒-๓ ปี กว่านกจะบินมาทำรังในบ้านในขณะที่บางรายอาจจะต้องรอนานกว่านั้นเพราะการที่นกเลือกเข้าบ้านหลังใดนั้นไม่มีใครมาควบคุมกำหนดได้ดังนั้นต้องขึ้นกับโชคของผู้สร้างด้วยส่วนผู้ที่ประสบความสำเร็จเพราะมีนกบินเข้าบ้านอย่างสม่ำเสมอจนสามารถสร้างยี่ห้อรังนกเป็นของตัวเองออกจำหน่ายก็มีอยู่ไม่น้อยทำให้รังนกกลายเป็นสินค้าขึ้นชื่ออีกอย่างหนึ่งของอำเภอปากพนัง

 

ปากพนังถือเป็นตัวอย่างของสภาพท้องถิ่นที่ไม่หยุดนิ่งแม้ว่าจะพบกับกระแสของความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในระบบทุนนิยมที่เข้ามานับจากการพัฒนาพื้นที่ปลูกข้าวเพื่อการส่งออกในสมัยรัชกาลที่๕เรื่อยมาจนถึงยุคอุตสาหกรรมที่ธุรกิจประมงและนากุ้งรุ่งเรืองและซบเซาลงไปตามภาวะตลาดโลกและสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมและแม้ว่าวันนี้รังนกจะเหมือนของขวัญที่สวรรค์ประทานให้ชาวปากพนังแต่มันจะเปลี่ยนแปลงไปเหมือนดังอดีตของยุคโรงสีประมง และนากุ้งหรือไม่นั้น ไม่มีใครสามารถตอบได้แต่ที่เห็นได้ในตอนนี้คือชาวปากพนังสามารถอยู่และปรับตัวได้แม้ว่าจะยากลำบากอย่างไรก็ตาม

 

บันทึกจากท้องถิ่น : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธ์ ฉ.๗๗ (มี.ค.-เม.ย.๒๕๕๒)

 

อัพเดทล่าสุด 27 ก.ค. 2559, 10:23 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.