หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
พญาแมน : เรื่องเล่าการปักปันเขตแดนพิชัย-พิษณุโลก
บทความโดย ธีระวัฒน์ แสนคำ
เรียบเรียงเมื่อ 1 พ.ย. 2553, 15:49 น.
เข้าชมแล้ว 3301 ครั้ง
แม่น้ำน่านบริเวณหน้าวัดพระยาปันแดน

             

เมื่อมีโอกาสทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยนักวิจัยในการลงพื้นที่เก็บข้อมูลภาคสนามเพื่อทำการศึกษา “วัฒนธรรมลุ่มน้ำน่าน จังหวัดพิษณุโลก”  โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร.จิราภรณ์  สถาปนะวรรธนะ แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสถานอารยธรรมศึกษาโขง-สาละวิน มหาวิทยาลัยนเรศวร คณะผู้วิจัยได้เก็บข้อมูลในชุมชนต่างๆ ริมฝั่งแม่น้ำน่านในเขตจังหวัดพิษณุโลก ทั้งทางฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำคัญประกอบการศึกษา สิ่งหนึ่งที่คณะผู้วิจัยได้พบก็คือ ร่องรอยโบราณสถานริมฝั่งแม่น้ำน่านซึ่งส่วนใหญ่เป็นร่องรอยของศาสนสถานประเภทโบสถ์ วิหาร และเจดีย์ บางแห่งก็จะมีการพบพระพุทธรูปและใบเสมา สิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงความเก่าแก่ของพื้นที่และร่องรอยของการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์บริเวณริมฝั่งแม่น้ำน่านในเขตจังหวัดพิษณุโลกได้เป็นอย่างดี

 

ข้อมูลเกี่ยวกับร่องรอยโบราณสถานริมฝั่งแม่น้ำน่านในบริเวณนี้ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักในทางวิชาการด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี ทั้งนี้ก็เพราะว่าไม่มีใครสำรวจและรวบรวมไว้อย่างจริงจัง  คณะผู้วิจัยเห็นว่าข้อมูลเกี่ยวกับร่องรอยโบราณสถานริมฝั่งแม่น้ำน่านในเขตจังหวัดพิษณุโลก จะเป็นฐานข้อมูลหรือข้อมูลเบื้องต้นสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาทางด้านนี้ในโอกาสต่อไป  จึงได้รวบรวมข้อมูลส่วนหนึ่งเท่าที่คณะผู้วิจัยได้สำรวจศึกษาและนำเสนอในรายงานการศึกษาวิจัยครั้งนี้ด้วย

 

ในการลงพื้นที่เก็บข้อมูลที่บริเวณตอนเหนือสุดของแม่น้ำน่านเขตจังหวัดพิษณุโลก จะเป็นรอยต่อระหว่างอำเภอพรหมพิรามกับอำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งถือว่าเป็นจุดสิ้นสุดของเขตพื้นที่การศึกษา บริเวณนี้ถือเป็นเขตแดนระหว่างเมืองพิชัยกับเมืองพิษณุโลกมาแต่โบราณ มีวัดเก่าแก่วัดหนึ่งชื่อว่า วัดพระยาปันแดน อยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำน่าน  ผู้เฒ่าผู้แก่ในบ้านพญาแมนเล่าเรื่องในท้องถิ่นที่น่าสนใจให้คณะผู้วิจัยฟัง สรุปความได้ว่า 

 

 “ในสมัยโบราณ เมืองพิชัยกับเมืองพิษณุโลกมีดินแดนต่อกัน ยังไม่มีการแบ่งเขตแดนที่ชัดเจน เจ้าเมืองพิษณุโลกกับเจ้าเมืองพิชัยได้ตกลงจะแบ่งเขตแดนกัน โดยตกลงกันว่าให้เจ้าเมืองทั้งสองพายเรือมาในแม่น้ำน่าน โดยมีจุดเริ่มต้นที่หน้าจวนเจ้าเมืองของแต่ละเมือง ถ้าล่องเรือตามแม่น้ำน่านมาพบกัน ณ ที่ใดก็ถือว่าตรงจุดนั้นเป็นเขตแบ่งแดน เมื่อตกลงนัดวันกันเรียบร้อยแล้ว ต่างฝ่ายก็ต่างเตรียมเรือและฝีพายไว้   ครั้นถึงวันที่นัดหมายมาถึง เจ้าเมืองพิชัยคิดว่าตนเองอยู่เหนือน้ำ ไม่ต้องรีบก็ได้ เดี๋ยวพอล่องเรือกระแสน้ำก็จะช่วยพัดเรือไปเอง ไม่ต้องพายจ้ำ แล้วก็นั่งดื่มสุราเมรัยสำราญเฮฮาสบายอยู่ในเรือ ในขณะที่เจ้าเมืองพิษณุโลกซึ่งอยู่ทางใต้ก็รีบพาทหารพายเรือทวนน้ำขึ้นไปอย่างรีบเร่ง กลัวจะมีอาณาเขตน้อย ปรากฏว่าพอเรือเจ้าเมืองพิชัยล่องเรือลงไปได้สักพักก็พบกับเรือของเจ้าเมืองพิษณุโลก จึงถือตามข้อตกลงว่าจุดนี้เป็นเขตแดน ถึงแม้ว่าเจ้าเมืองพิชัยจะเสียใจอย่างไรก็ตาม” 

 

จุดดังกล่าวเจ้าเมืองทั้งสองร่วมกันสร้างวัดขึ้นเรียกว่า “วัดพระยาปันแดน” พร้อมอุทิศข้าวัดจำนวนหนึ่ง ในปัจจุบันชื่อวัดยังคงใช้ชื่อเดิม แต่ชื่อหมู่บ้านได้เพี้ยนมาเป็น “บ้านพญาแมน” อยู่ห่างจากเมืองพิชัยประมาณ ๑๒ กิโลเมตร ในขณะที่ห่างจากตัวเมืองพิษณุโลกกว่า ๖๕ กิโลเมตร

 

เรื่องพระยาปันแดนนี้คงเป็นเรื่องเล่าที่มีมานมนานแล้ว เพราะปรากฏใน ลิลิตพายัพ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๘ ครั้งยังเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชได้เสด็จไปประพาสมณฑลพายัพ โดยมีพระราชประสงค์จะคุ้นเคยกับราชการหัวเมืองประเทศราชที่ห่างไกล จากสถานีรถไฟปากน้ำโพโดยเสด็จทางชลมารคไปขึ้นบกที่อุตรดิตถ์ แล้วเสด็จโดยกระบวนม้าและช้างต่อไป ซึ่งปรากฏความเกี่ยวกับวัดพระยาปันแดนว่า

 

                                                “บรรลุอาวาสอ้าง             ออกนาม

                                    วัดพระยาแมนตาม                       ไพร่พร้อง

                                    เป็นที่ที่เขาขาม                           จะติด หาดแล

                                    เรือติดกรากเราร้อง                       เรียกให้คนเข็นฯ

                                                ปางเมื่อพิษณุโลกเจ้า        เมืองมี อำนาจแล

                                    อีกพิชัยบุรี                                  ราชเรื้อง

                                    ต่างตริจะปันสี                              มาแม่น เจตต์พ่อ

                                    ตริร่วมลงเรือเยื้อง                         จากบ้านเรือนตนฯ

                                                พลพายพิษณุโลกนั้น         ไป่ประมาท

                                    รีบเร่งจ้ำเรือปราด                          ฝ่าน้ำ

                                    พิไชยหมิ่นบังอาจ                         เมาหมด ลำนา

                                    เกะกะปะเปะค้ำ                            หาดแห้งเกยตอฯ

                                                ฝ่ายใต้มาล่วงล้ำ              บ้านพระยา แมนเอย

                                    ฝ่ายอุตร์ล่องลอยมา                      พะพ้อง

                                    ต่างฝ่ายต่างขึ้นอา                        รามปัก เขตต์พ่อ

                                    วัดจึ่งมีนามพร้อง                         เพรียกท้าวปันแดน

 

ภายในวัดปรากฏเจดีย์ศิลปะรัตนโกสินทร์ตอนต้นอยู่ด้านหลังโบสถ์สี่องค์ ส่วนโบสถ์นั้นมีการสร้างทับร่องรอยซากโบสถ์เก่า ในปัจจุบันไม่ปรากฏร่องรอยหลักฐานแล้ว ตัวโบสถ์หันหน้าลงสู่แม่น้ำน่านซึ่งเป็นคุ้งน้ำพอดี แต่เดิมนั้นที่หน้าวัดมีศาลาท่าน้ำและเรือนแพที่เป็นกุฏิของพระครูวิเชียรปัญญามหามุณี อดีตเจ้าอาวาสวัดพระยาปันแดนและเจ้าคณะจังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์ท้องถิ่นผู้ทรงวิทยาคมที่ชาวบ้านเคารพศรัทธาอย่างยิ่ง ชาวบ้านเล่าว่าใต้เรือนแพมีปลาชุกชุมมาก เวลาฉันเช้าและฉันเพลแล้ว ท่านจะโปรยเศษข้าวที่เหลือให้ปลา เคยมีชาวบ้านมาแอบจับปลาใกล้กับเรือนแพ แต่ไม่ได้ปลาสักตัว แถมยังมีอาการเป็นไข้จับสั่นอีกด้วย

 

ความทรงจำของชาวบ้านเรื่องพระยาปันแดนได้กลายเป็นเรื่องเล่าในท้องถิ่นที่อธิบายถึงภูมินามของบ้านพญาแมนได้เป็นอย่างดี แต่เป็นที่น่าค้นคว้าต่อไปว่า เรื่องราวการปันแดนนี้จะเป็นความจริงเพียงใด หรือเป็นเพียงความเชื่อในท้องถิ่นที่เล่าสืบต่อกันมาจนกลายเป็นชื่อบ้านนามเมือง เพราะจากที่สัมภาษณ์ชาวบ้านพบว่า บรรพบุรุษของตนไม่ได้อยู่ที่หมู่บ้านนี้มาแต่เดิม ส่วนใหญ่จะอพยพมาจากเมืองพิษณุโลก โดยอาศัยเรือมอญขึ้นมาตามแน่น้ำน่าน อีกส่วนหนึ่งมาจากเมืองสุโขทัย หลักฐานที่แสดงให้เห็นความเกี่ยวข้องกันก็คือภาษาพูดสำเนียงสุโขทัย  ซึ่งพิจารณาแล้วน่าจะอพยพมาราว ๑๐๐-๑๕๐ ปีที่ผ่านมานี้เอง

 

ธีระวัฒน์  แสนคำ : นักศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

หมายเหตุจากผู้อ่าน : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๘๗ (พ.ย.-ธ.ค.๒๕๕๓)

 

อัพเดทล่าสุด 5 เม.ย. 2561, 15:49 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.