หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
วังจันทน์ : ทางเลือกของความสำคัญทางประวัติศาสตร์
บทความโดย เหมือนพิมพ์ สุวรรณกาศ
เรียบเรียงเมื่อ 13 ก.พ. 2559, 15:12 น.
เข้าชมแล้ว 3074 ครั้ง

โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม (หลังเดิม)

ภายในมีศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

เมื่อกล่าวถึงจังหวัดพิษณุโลก คนจำนวนไม่น้อยต่างนึกถึงความเป็นเมืองเก่าครั้งสุโขทัยและอยุธยา เพราะพิษณุโลกเป็นเมืองหน้าด่านและเมืองสำคัญป้องกันข้าศึกในสมัยนั้น และเมื่อมาเยือนก็มักมาเที่ยวชมวัดและโบราณสถานต่างๆ แต่มีโบราณสถานแห่งหนึ่งซึ่งมีความสำคัญมากเพราะเป็นพระราชวังหลวงแห่งเมืองพิษณุโลกหากกลับไม่มีผู้ใดกล่าวถึงเท่าที่ควร นั่นก็คือ พระราชวังจันทน์

 

จนกระทั่งมีการสำรวจพบว่า บริเวณพื้นที่สนามฟุตบอลของโรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคมตำบลในเมือง อำเภอเมืองจังหวัดพิษณุโลก เป็นที่ตั้งของพระราชวังจันทน์ อันเป็นสถานที่ประทับขององค์พระมหากษัตริย์ พระมหาอุปราช และเจ้านายชั้นสูงของกรุงศรีอยุธยาหลายพระองค์ ที่สำคัญ ได้แก่ 

 

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ผู้ทรงมีบทบาทสำคัญที่ทำให้พิษณุโลกมีฐานะเป็นเมืองราชธานี และศูนย์กลางการปกครองของราชอาณาจักรนับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๐๐๖-๒๐๓๑ โดยเสด็จมาประทับที่พระราชวังจันทน์แห่งนี้โดยตลอดจนสวรรคต  สาเหตุสำคัญที่ทำให้พระองค์ย้ายราชธานีมาอยู่ที่พิษณุโลก ก็เนื่องจากระหว่าง พ.ศ. ๑๙๙๙–๒๐๐๔ เป็นเวลาที่อยุธยาได้ทำสงครามกับล้านนา ซึ่งยกทัพเข้ามารุกรานสุโขทัย กำแพงเพชร และพิษณุโลกอยู่เสมอ  เมืองพิษณุโลกต้องรับศึกหนัก เพราะถูกสถาปนาเป็นเมืองหน้าด่าน และเมื่อพระองค์มีชัยเหนือทัพล้านนาแล้ว ก็ยังทรงให้ความสำคัญต่อหัวเมืองฝ่ายเหนือ จึงทรงย้ายราชธานีมาประทับที่เมืองพิษณุโลกแทน

 

แนวกำแพงและประตูที่พบ ซึ่งกำแพงของพระราชวังจันทน์นี้มี ๓ชั้น

นอกจากเป็นที่ประทับของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแล้ว พระราชวังจันทน์แห่งนี้ยังเป็นสถานที่พระราชสมภพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชอีกด้วย  จากความสำคัญทางประวัติศาสตร์ กรมศิลปากรจึงดำเนินการเปิดพื้นที่ทั้งหมดเพื่อขุดแต่งทางโบราณคดีในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ หลังจากที่ได้ดำเนินการขุดสำรวจครั้งแรกไปแล้วเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๓๕  ในการขุดแต่งครั้งนี้ปรากฏพบร่องรอยของซากอาคารพระราชวังกินพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง

 

เมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๔๙ อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ จึงได้เข้าไปทำการศึกษาสำรวจรูปแบบและลักษณะโครงสร้างของพระราชวังแห่งนี้ โดยมีอาจารย์วศิน ปัญญาวุธตระกูล แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ที่ทำการศึกษาวิเคราะห์ผลจากการขุดแต่งโบราณสถานในเขตพระราชวังดังกล่าวเป็นผู้ให้ข้อมูล  จากการสำรวจพบว่าซากกำแพงและอาคารที่ปรากฏส่วนใหญ่ในพื้นที่ขณะนี้เป็นร่องรอยของพระราชวังในสมัยอยุธยา ซึ่งมีลักษณะการสร้างทับซ้อนกันในหลายยุค  ซากแนวกำแพงที่ขุดพบบ่งบอกให้ทราบว่าพระราชวังแห่งนี้แบ่งเป็นสามชั้น คือ พระราชวังชั้นนอก พระราชวังชั้นกลาง และพระราชวังชั้นใน โดยพื้นที่ของพระราชวังชั้นกลางจะเห็นซากอาคารที่น่าจะเป็นตัวพระที่นั่งหรือท้องพระโรง ส่วนเขตพระราชวังชั้นในจะเห็นโครงสร้างของพระราชฐานและอาคารต่างๆ บ้างแล้ว และที่น่าสังเกตคือ พื้นที่เขตพระราชวังชั้นในมีลานกว้าง ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นลานกิจกรรมหรือการละเล่นภายในพระราชวังหลวง

 

รูปแบบโครงสร้างของซากอาคารที่ขุดพบอาจารย์วศินมีความเห็นว่าอาคารระหว่างพระราชวังชั้นกลางและชั้นในน่าจะมีลักษณะคล้ายกับที่พระนารายณ์ราชนิเวศน์ จังหวัดลพบุรี อีกทั้งตัวพระราชวังมีการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงพื้นที่ ทั้งรื้อถอนและต่อเติมอาคารบางส่วน เพราะปรากฏร่องรอยการทับซ้อนกันของรูปแบบสถาปัตยกรรมที่มีการรื้อของเก่าแล้วมาสร้างใหม่ โดยมีทั้งการรื้อ ทุบ และอัดพื้นเช่น ในสมัยแรก ๆ จะเห็นได้ว่ามีการอัดทรายและทำการก่ออิฐถือปูน แต่พอมาในระยะหลังจะทำแกนกลางก่อนแล้วทำการอัดทรายเข้าไป  แนวกำแพงวังและประตูเกือบทุกช่วงจะมีขนาดใหญ่

 

กระเบื้องที่ยังไม่ได้ใช้งาน ได้มีการจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ

 

นอกจากนี้โบราณวัตถุที่ขุดได้ส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่เกิดจากการประดิษฐ์และการประกอบกิจกรรมของมนุษย์ คือ มีทั้งโบราณวัตถุที่เป็นส่วนประกอบของสถาปัตยกรรม เช่น กระเบื้องมุงหลังคา ท่อน้ำดินเผา ตะปูจีน ฯลฯ โบราณวัตถุที่เป็นข้าวของเครื่องใช้ ซึ่งมีทั้งที่ผลิตภายในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศ อาทิ จากเตาเผาแม่น้ำน้อย พวกขวด คนโท เตาตาปะขาวหายในพิษณุโลก พวกกระปุก ไห ถ้วย ชาม เตาเผาสุโขทัย –ศรีสัชนาลัย พวกกุณฑี กระปุก ถ้วย ชาม กระทั่งของจากแหล่งเตาเผาในล้านนา ส่วนเครื่องถ้วยจากต่างประเทศ มีทั้งจากจีน เวียดนาม ญี่ปุ่น เป็นต้น 

  

โบราณวัตถุที่ขุดได้สามารถกำหนดอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙–๒๐ คือตั้งแต่สมัยสุโขทัย ลงมาจนถึงพุทธศตวรรษที่ ๒๓ ซึ่งเป็นช่วงสมัยอยุธยาตอนปลาย อันสอดคล้องกับผลวิเคราะห์จากหลักฐานที่ได้จากการตรวจชั้นดินในหลุมขุดค้น ซึ่งชี้ว่าในชั้นวัฒนธรรมสุโขทัยระยะแรก ไม่พบหลักฐานที่แสดงถึงการปลูกสิ่งก่อสร้างถาวร พบเพียงเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ชั้นวัฒนธรรมอยุธยา ปรากฏการสร้างสิ่งก่อสร้างถาวรและการใช้ประโยชน์พื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยมีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงพื้นที่อย่างน้อยสองครั้งในสมัยอยุธยา เพราะพบเศษอิฐและกระเบื้องมุงหลังคาที่มีขนาดและการจัดเรียงตัวแตกต่างกันจนสามารถแบ่งแยกออกจากกันได้ชัดเจน  

 

อ.ศรีศักร  วัลลิโภดม พร้อมด้วยคณะในการสำรวจพระราชวังจันทน์

เศษเครื่องปั้นดินเผา ซึ่งพบบริเวณพระราชวังจันทน์

จากการขุดค้นอาณาบริเวณของพระราชวังจันทน์ที่ปรากฏในปัจจุบันพบว่า น่าจะครอบคลุมบริเวณโรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคมทั้งหมด และยังกินพื้นที่ไปถึงบริเวณหน่วยราชการ บ้านเรือนที่อาศัยของชาวบ้านโดยรอบโดยอาจต่อเนื่องไปจนถึงวัดวิหารทอง

 

หากเนื้อที่ของพระราชวังจันทน์ครอบคลุมพื้นที่ของชาวบ้านและสถานที่ราชการในบริเวณใกล้เคียงทั้งหมดจริงปัญหาที่ยังคาราคาซังอยู่ยาวนานจนถึงปัจจุบันก็คือเราจะมีกฎเกณฑ์ ข้อพิจารณาทางเลือกใดระหว่างการเวนคืนที่ดินทั้งหมด เพื่อเผยโฉมพระราชวังจันทน์ที่ยิ่งใหญ่ดังที่เคยปรากฏในอดีต กับพื้นที่ของเมือง สถานที่ราชการและที่อาศัยของชาวบ้านผู้เป็นเจ้าของพื้นที่ในปัจจุบัน โดยเผชิญกับการแก้ปัญหาที่คนยังสามารถอยู่ร่วมกับประวัติศาสตร์ได้อย่างไม่ขัดเขิน

 

บันทึกจากท้องถิ่น : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๖๐ (พ.ค.-มิ.ย.๒๕๔๙)

 

 

อัพเดทล่าสุด 27 ก.ย. 2561, 15:12 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.