หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
เล่าเรื่องชุมชนมอญวัดประดิษฐาราม
บทความโดย วราห์ โรจนวิภาต
เรียบเรียงเมื่อ 2 ธ.ค. 2553, 00:00 น.
เข้าชมแล้ว 17409 ครั้ง

 

            เรื่องชุมชนวัดประดิษฐาราม นอกจากบทความของคุณสุจริตลักษณ์ ดีผดุง ที่เขียนเรื่องมอญบางไส้ไก่ และของพลโทธีระเดช มุ่งทางธรรม ที่เขียนในหนังสืองานพระราชทานเพลิงศพพระครูประดิษฐ์วรวัฒน์ หรือพระมหาปาลิตอดีตเจ้าอาวาสวัดประดิษฐาราม สองคนนี้แล้ว ก็ไม่เคยเห็นบทความใดๆ ที่เกี่ยวกับชุมชนแห่งนี้อีก ชื่อของชุมชนแต่เดิมไม่มี ชาวบ้านเรียกกันเองว่า “บ้านมอญ”บางคนกล่าวว่าชื่อ “มอญบ้านสมเด็จ”หากมีชื่อนี้จริงก็คงเป็นชาวบ้านเรียกไม่ใช่ชื่อทางราชการ แต่ก็สอดคล้องกับพื้นที่และมีความเป็นไปได้ พลโทธีระเดช มุ่งทางธรรม กล่าวไว้ว่าบ้านมอญแต่เดิมแบ่งเป็น ๓ ส่วนคือ หัวบ้าน กลางบ้าน และท้ายบ้าน วิเคราะห์ตามนี้จะเห็นว่า หัวบ้านและท้ายบ้านเป็นพื้นที่ต่อเนื่องกัน มีคลองบางไส้ไก่ขวางอยู่ ส่วนกลางบ้านเดิมอยู่ในบริเวณมหาวิทยาลัยราชภัฎบ้านสมเด็จเจ้าพระยา คือบริเวณตั้งแต่สระน้ำในโรงเรียนไปจรดคลองบางไส้ไก่ทางด้านหลัง ฉะนั้นคลองบ้านสมเด็จหรือคลองสมเด็จจึงผ่านกลางหมู่บ้านระหว่างหัวบ้านกับกลางบ้าน หากเคยมีชื่อว่ามอญบ้านสมเด็จก็สอดคล้องกัน เมื่อมอญกลางบ้านต้องสลายไปด้วยเหตุที่ทางการเอาพื้นที่ขยายโรงเรียนบ้านสมเด็จเจ้าพระยา คนที่เคยอยู่ในกลางบ้านจำต้องโยกย้ายเข้ามาอยู่ในหัวบ้าน คลองบ้านสมเด็จเลยกลายเป็นแนวเขตระหว่างบ้านมอญกับโรงเรียน มิได้ผ่านกลางชุมชนมอญดังแต่ก่อน ชื่อมอญบ้านสมเด็จก็เลยเลือนหายไปด้วย ส่วนชื่อมอญบางไส้ไก่น่าจะเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เอง โดยผู้เขียนเรื่องมอญตรงนี้ไม่รู้ว่าจะใช้ชื่ออย่างไรดี บังเอิญใกล้ๆ กับชุมชนมอญแห่งอยู่ใกล้กับชุมชนลาว หรือหมู่บ้านลาว มีวัดของชุมชน ซึ่งแต่เดิมเรียกว่า “วัดลาว”ในสมัยหนึ่งวัดนี้เรียกว่า “วัดราษฎร์ศรัทธาธรรม”ภายหลังได้เปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการว่า “วัดบางไส้ไก่”หมู่บ้านลาวก็เลยได้ชื่อว่า “ลาวบางไส้ไก่”เมื่อมีลาวบางไส้ไก่ก็เลยเรียกชุมชนมอญให้คู่กันไปว่า “มอญบางไส้ไก่”ซึ่งก็มีส่วนถูกอยู่บ้าง เพราะเมื่อชุมชนกลางบ้านมีเหตุต้องสลายไปเหลือชุมชนหัวบ้านกับท้ายบ้านเป็นพื้นที่ต่อเนื่องกัน มีคลองบางไส้ไก่ขวางอยู่ ท้ายบ้านมอญคือบริเวณปากคลองบางไส้ไก่ ตั้งแต่ประตูระบายน้ำจนถึงปลายซอยวัดใหญ่ศรีสุพรรณ (ซอยเดิม) ปัจจุบันปลายซอยตรงนี้ เรียกว่า “สามแยกจรวยพร”ทางเดินท้ายบ้านมอญเป็นซอยที่ต่อเนื่องกับซอยหัวบ้านมอญ ซึ่งเรียกว่าซอยวัดมอญ หรือตรอกวัดมอญทั้งหมด ชาวไทยเชื้อสายมอญอาศัยอยู่ด้านขวาของซอย คือด้านที่ติดคลองบางกอกใหญ่ หรือคลองบางหลวงเป็นส่วนใหญ่ ด้านซ้ายมือมีบ้านเรือนอยู่ห่างๆ กันด้านหลังมีสภาพเป็นสวน ภายหลังทางการได้จัดเขตปกครองใหม่เอาคลองบางไส้ไก่เป็นแนวเขต ตัดเอาท้ายบ้านมอญทั้งหมดไปขึ้นกับชุมชนวัดใหญ่ศรีสุพรรณ ซอยท้ายบ้านมอญตลอดจนผู้คนในชุมชนกลายเป็นคนของชุมชนวัดใหญ่ศรีสุพรรณ จะเห็นได้ว่าชุมชนกลางบ้านและชุมชนท้ายบ้านถูกตัดออกไป คงเหลือแต่ “หัวบ้านมอญ”หากเรียกว่ามอญบางไส้ไก่ก็ไม่ตรงกับความจริงเท่าไรนัก นอกจากนี้ทางการมีแผนขยายถนนในหัวบ้านมอญด้านริมคลองบ้านสมเด็จให้กว้างขวาง ชาวบ้านริมซอยบางส่วนกับชาวบ้านริมคลองก็มีอันต้องรื้อถอนโยกย้ายไปเกือบหมด และคงต้องไปอยู่ที่อื่นจะโยกย้ายข้ามฟากไปอยู่ด้านริมคลองบางกอกใหญ่คงไม่ได้ เพราะบ้านเรือนในส่วนนี้ก็หนาแน่น หากโครงการที่ว่านี้เป็นรูปธรรมขึ้นมาในอนาคตมอญชุมชนนี้อาจจะต้องเปลี่ยนชื่อไปอีกก็เป็นได้ จากมอญบางไส้ไก่เป็นมอญบางกอกใหญ่ มอญคลองบางหลวง หรือหากไปใช้ชื่อเก่าที่เคยเรียกมาว่า “มอญบ้านสมเด็จ”ก็เข้าท่าดี

 

ปากทางเข้าวัดประดิษฐาราม(วัดมอญ)

 

            เรื่องชุมชนวัดประดิษฐารามหรือบ้านมอญที่นำเสนอในครั้งนี้เป็นเรื่องที่ได้รู้ได้เห็นมาตลอดที่อยู่ในชุมชนนี้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่เล่าให้ฟัง นอกนั้นก็สอบถามจากคนในชุมชนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่อยากรู้ หากมีข้อท้วงติงหรือผิดพลาดในบางเรื่องให้ถือว่าเป็นความคิดความเห็นโดยส่วนตัวของผู้เขียนไม่มีเจตนาที่จะเขียนหรือให้ผู้ที่ถูกพาดพิงเกิดความเสียหาย และหวังว่าท่านเหล่านั้นคงให้อภัย บทความนี้คงจะเป็นประโยชน์กับชุมชนและผู้ที่สนใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

 

ชุมชนวัดประดิษฐาราม

          ชุมชนวัดประดิษฐารามหรือที่เรียกกันมาแต่เดิมว่า “บ้านมอญ”คือบริเวณที่อยู่ตรงข้ามมหาวิทยาลัยราชภัฎบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ขึ้นกับแขวงหิรัญรูจี เขตธนบุรี กรุงเทพฯ เหตุที่เรียกว่าบ้านมอญเพราะเป็นชุมชนมอญชาวเมืองทวาย และเมืองมะริด ที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นมอญรุ่นสุดท้าย ก่อนรุ่นนี้คือมอญปากลัด หรือมอญพระประแดง สาเหตุที่เข้ามาในครั้งนี้เนื่องจากพระเจ้าปดุง กษัตริย์พม่ากล่าวหาว่ามอญทั้งสองเมืองเป็นกบฏ จับมอญทั้งสองเมืองประหารชีวิตด้วยวิธีการอันทารุณเอาไฟคลอก *มอญพวกนี้จึงหนีภัยเข้ามาในประเทศไทย มอญปากลัดหรือมอญพระประแดงแรกที่อพยพเข้ามาสมัยรัชกาลที่ ๒ โปรดฯ ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่จังหวัดนนทบุรี ส่วนมอญชาวเมืองทวายและเมืองมะริดโปรดให้อยู่ที่วัดละมุด แถวสะพานพระราม ๖ เดี๋ยวนี้จนเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ สร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์แล้วเสร็จ จึงโปรดให้มอญที่อยู่ในเมืองนนทบุรีไปอยู่ที่นครเขื่อนขันธ์ ปัจจุบันคืออำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ มอญกลุ่มนี้จึงได้ชื่อและรู้จักกันในนามมอญปากลัด หรือมอญพระประแดง เรียกตัวเองว่ามอญใหม่

 

ชุมชนวัดประดิษฐาราม

 

            บริเวณสะพานพระรามหก เดิมมีโรงเรือหลวง โดยที่เมืองทวายและเมืองมะริดเป็นเมืองชายทะเล ชาวเมืองมีความชำนาญในการเดินเรือเมื่อเข้ามาอยู่ในประเทศไทยจึงโปรดให้พวกผู้ชายเข้ารับราชการเป็นฝีพายหลวง  ต่อเมื่อย้ายโรงเรือหลวงไปอยู่ในคลองบางกอกใหญ่หรือคลองบางหลวง คือบริเวณตั้งแต่ปากคลองวัดบุปผารามหรือวัดดอกไม้ไปจนถึงปากคลองบางไส้ไก่ มอญชาวเมืองทวายและเมืองมะริดจึงต้องย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่โรงเรือหลวงแห่งใหม่ทำให้เกิดชุมชนมอญ ณ ที่นี้ เรียกกันว่า “บ้านมอญ”ปัจจุบันเรียกอย่างเป็นทางการว่า “ชุมชนวัดประดิษฐาราม”ใกล้ๆ กับบ้านมอญมีชุมชนอีกแห่งหนึ่งเรียกกันว่า “บ้านลาว”เป็นชาวลาวที่ถูกกวาดต้อนมาจากเมืองเวียงจันทร์สมัยกรุงธนบุรี

            ต่อมาได้ย้ายโรงเรือหลวงไปอยู่ในคลองบางกอกน้อย ระยะทางจากคลองบางหลวงกับบางกอกน้อยไม่ไกลกันนัก ประกอบกับชาวมอญแห่งนี้ได้ตั้งบ้านเรือนเป็นหลักแหล่งมั่นคงแล้วจึงไม่ได้ย้ายตามไป โรงเรือหลวงแต่เดิมนอกจากใช้เป็นที่เก็บเรือแล้วก็เป็นที่ต่อเรือด้วย เป็นเรือทำด้วยไม้ประเภทเรือแจว-พาย ใช้ในราชการ หรือใช้ในพระราชพิธีเช่นเรือดั้ง เป็นต้น เมื่อย้ายโรงเรือหลวงไปแล้ว สถานที่ที่เป็นโรงเรือเก่าบางแห่งพระราชทานให้เป็นวังเจ้านายและข้าราชการขุนนางผู้ใหญ่เป็นที่อยู่อาศัย คงเหลือส่วนที่ยังเป็นโรงเก็บเรือยนต์หลวงแห่งหนึ่ง คือบริเวณฝั่งตรงข้ามศาลาท่าน้ำวัดสังข์กระจาย (ท่าโป๊ะ) เป็นโรงเก็บเรือยนต์หลวงของกรมสรรพากร เป็นเรือยนต์ ๒ ชั้น โรงเก็บเรืออยู่ในน้ำเก็บเรือได้ ๗-๘ ลำ คนเฝ้าโรงเก็บเรือหลวงที่รู้จักคือนายสนั่น ประยูรพิทักษ์ ปัจจุบันทางการรื้อลงหมดแล้ว โรงเก็บเรือตรงนี้หากดูจากแผนที่เก่า นอกจากโรงเก็บเรือของกรมสรรพากรแล้ว ยังมีโรงเก็บเรือหลวงของกระทรวงเกษตราธิการ แต่ผู้เขียนไม่ทันได้เห็น เมื่อ ๗๐-๘๐ ปีก่อน โรงเรือตรงนี้เป็นบ้านหลวงวิจารณ์พานิชกิจ (เปลื้อง นาคะนิธิ) เป็นบ้านชั้นเดียวสีฟ้าอมเทา ปลูกอยู่ในน้ำ มีป้ายชื่อบ้านขนาดใหญ่ติดอยู่ว่า “บ้านนาคะนิธิ”หลังบ้านเป็นที่ว่างมีรั้วรอบขอบชิด นับเป็นคหบดีคนหนึ่งของบ้านมอญย่านริมคลองบางหลวง กับมีห้องแถวไม้ให้เช่าของ พ.อ.พระยาประสงค์สรรพาการ (ยวง เอกะนาค) อีก ๓ ห้อง ปลูกอยู่ในน้ำเช่นเดียวกัน มีทางเดินหน้าห้องแถวใช้ร่วมกัน บ้านนาคะนิธิได้เปลี่ยนมือเปลี่ยนเจ้าของ และได้รื้อลงทำบ้านเช่ากลายเป็นสลัมอยู่ริมน้ำ ส่วนอดีตห้องแถวยังอยู่ ได้เปลี่ยนเจ้าของแปลงโฉมห้องแถวเป็นบ้านอย่างที่เห็นในเวลานี้

            ต่อจากบริเวณที่ว่านี้เป็นที่ดินปากคลองบางไส้ไก่ ว่ากันว่าเป็นที่อยู่ของหัวหน้ามอญกลุ่มดังกล่าว เป็นนายบ้านควบคุมชาวมอญในสังกัด มีตำแหน่งเรียกว่า “จักกาย”คำว่าจักกายนานเข้าเพี้ยนเป็น “สะกาย”เท่าที่ถามคนมอญบางคนบอกว่า “จักกาย”กับ “สะกาย”เป็นคำๆ เดียวกัน จากสะกายแล้วเพี้ยนเป็นไส้ไก่ ก็คงต้องฝากทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังได้ขบคิดกันต่อไป วิเคราะห์ตามนี้จักกายเป็นภาษามอญ เป็นคนชั้นหัวหน้า หากอยู่ในวังเรียก “จักกายวัง”คงเหมือนตำแหน่งในราชสำนักบ้านเราที่เรียกว่า “กรมวัง”

            เมื่อมีชุมชนเกิดขึ้น สิ่งที่จะขาดไม่ได้คือวัด เพราะวัดเป็นศูนย์รวมของคนในชุมชน ใช้เป็นสถานที่บำเพ็ญกุศลร่วมกัน หรือเป็นที่พบปะกันในโอกาสอันควร วัดที่ชาวมอญสร้างไว้ในชุมชนจึงเรียกกันมาแต่เดิมว่า “วัดมอญ”หรือ “วัดรามัญประดิษฐ์”ชื่ออย่างเป็นทางการในขณะนี้คือ “วัดประดิษฐาราม”การกำหนดเขตชุมชนก็แบ่งกันอย่างง่ายๆ เอาวัดเป็นศูนย์กลาง ชุมชนที่อยู่ใกล้วัดเรียก “หัวบ้าน”ที่ไกลออกไปจนสุดเขตของชุมชนเรียก “ท้ายบ้าน”หรือท้ายบ้านมอญ

 

หัวบ้านมอญ

          แต่เดิมมีสภาพเป็นเกาะ ล้อมรอบด้วยคลอง ๔ คลอง คลองแรกเป็นคลองข้างวัด เป็นคลองเล็กๆ แยกจากคลองบางหลวง หรือคลองบางกอกใหญ่ ตรงเสาหงส์และท่าน้ำของวัดไปเชื่อมกับคลองบ้านสมเด็จหน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา คลองนี้ไม่มีชื่อเฉพาะ ทางการได้ถมคลองนี้ทำถนนทั้งหมด กลายเป็นถนนเข้าวัด คลองที่สองคือคลองบางกอกใหญ่หรือคลองบางหลวง เริ่มจากท่าน้ำของวัดล่องขึ้นไปจนถึงปากคลองบางไส้ไก่ (อยู่ตรงข้ามศาลาท่าน้ำวัดสังข์กระจายหลังสุดท้าย) เลี้ยวเข้าคลองบางไส้ไก่ระยะทางประมาณ ๗๐-๘๐ เมตร ไปบรรจบกับปากคลองบ้านสมเด็จ ตรงจุดนี้เดิมมีสะพานไม้สูงทอดข้ามคลองบางไส้ไก่เชื่อมระหว่างหัวบ้านมอญกับท้ายบ้านมอญ ได้ถูกรื้อลงสร้างเป็นสะพานคอนกรีตแคบๆ กับมีประตูระบายน้ำของกรุงเทพมหานครอยู่ตรงนี้ เมื่อเลี้ยวเข้าคลองบ้านสมเด็จ ซึ่งเปรียบเสมือนแนวเขตระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยากับบ้านมอญไปบรรจบกับปากทางเข้าวัด ซึ่งแต่เดิมเป็นคลองซอยท้ายวัด ตามที่เล่ามาแล้วในข้างต้น เมื่อคลองซอยด้านนี้เปลี่ยนสภาพเป็นถนน หัวบ้านมอญที่เคยมีสภาพเป็นถนน หัวบ้านมอญที่เคยมีสภาพเป็นเกาะจึงเปลี่ยนไปด้วย

            ถนนเข้าวัดที่เกิดขึ้นใหม่นี้ ปากทางด้านขวามือเป็นอดีตบ้านพระยาราชเวสม์ผดุง (สาย สายะวิบูลย์) ตึกเดิมทายาทได้รื้อลงหมดแล้ว เมื่อเดินเข้ามาจนถึงประตูแรกของวัด ฝั่งตรงข้ามเป็นซอยออกสู่ถนนอิสรภาพ ซอยนี้เดิมเป็นคลองซอยหรือลำกระโดงแยกจากคลองข้างวัดไปเชื่อมกับคลองวัดบุปผารามได้ เมื่อทางการได้ถมคลองซอยหรือลำกระโดงตรงนี้ทำถนนด้วยการถมทรายชาวบ้านเรียกกันเองว่า “ตรอกทราย”ปัจจุบันคือซอยอิสรภาพ ๑๗/๑

            จากประตูวัดแห่งแรกเดินเลยไปถึงประตูที่สอง เยื้องประตูฝั่งขวามือจะเห็นเป็นลานจอดรถเล็กๆ สภาพเดิมตรงนี้เป็นคลองชักน้ำเข้าไปในบ้านพระยาลักษณะสุตสุนทร (เหลี่ยม ลักษณะสุต) มีสะพานคอนกรีตเล็กๆ ทอดข้ามจากฝั่งวัดมอญไปยังซอยเล็กๆ อีกฝั่งหนึ่งที่ขนานไปกับคลองชักน้ำ ซอยที่ว่านี้โดยล้อมบ้านพระยาลักษณะสุตสุนทรไปบรรจบกับซอยโรงเรียนประสาทศิลป์เชิงสะพานคอนกรีตที่ทอดข้ามมาจากฝั่งวัดมอญเป็นบ้านพระประชากรบริรักษ์ (แอร่ม สุนทรศารทูล) ต่อด้วยบ้านหลวงประคุณวิชาสนอง (ยุทธ์ กาญจนัษฐีติ) บ้านหลวงสมิตะพินทุ (เปลี่ยน สมิตพินทุ) ภรรยาชื่อคุณนายน้อม บ้านคุณหญิงนวม ภรรยาพระยาเฉลิมอากาศ (สุนี สุวรรณประทีป) คุณนายน้อมกับคุณหญิงนวมเป็นน้องพระยาลักษณะสุตสุนทร ต่อจากบ้านคุณหญิงนวมเป็นบ้านนายทหารเรือ (ไม่ทราบชื่อ)

            จากประตูที่สองของวัดและลานจอดรถเดินไปจนถึงเสาหงส์ ที่ตรงนี้เดิมมีสะพานคอนกรีตขนาดเดียวกับสะพานแรกทอดข้ามไปฝั่งตรงข้ามที่เรียกว่าซอยโรงเรียนประสาทศิลป์ ระหว่างสะพานข้ามคลองทั้งสองแห่งเดิมเป็นที่ชายคลองของวัด มีเรือนไทยโบราณสองหลัง หลังแรกเป็นเรือนแม่ชี มีต้นพิกุลใหญ่ปลูกอยู่ ๑ ต้น เรือนไทยหลังที่สองห่างจากหลังแรกเล็กน้อยจะเป็นของใครไม่ทราบชัด แต่เคยเห็นพระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) กับคุณหญิงบุญเรือนมาอยู่ที่เรือนหลังนี้พักหนึ่งแล้วย้ายไปอยู่ที่อื่น เมื่อทางการได้ถมคลองด้านนี้ทำถนน เรือนไทยทั้งสองก็จำต้องรื้อออกไป และเมื่อข้ามสะพานตรงเสาหงส์ไปยังซอยโรงเรียนประสาทศิลป์จะผ่านบ้านลูกตาลจะเป็นบ้านใครไม่ทราบ เหตุที่เรียกว่าบ้านลูกตาลเพราะเจ้าของขายลูกตาล ตั้งแต่ลูกตาลอ่อนทำขนมหวานประเภทน้ำแข็งไสกับลูกตามแก่จัด ยีเอาแต่เนื้อไปทำขนมตาล เมล็ดตาลที่เหลือโยนกองไว้ให้งอกได้ที่แล้ว เฉาะเอาจาวออกไปเชื่อมเป็นลูกตาลเชื่อม ลูกหลานบ้านนี้ยังอยู่ ปัจจุบันเป็นบ้านพลตรีชัย สุรสิทธิ์ ผ่านหน้าบ้านพระยาลักษณะสุตสุนทร ศาลเจ้ากวนอู จนถึงเชิงสะพานเจริญพาศน์ปากซอยตรงนี้ขวามือเป็นบ้านหลวงลักษณะมาณา (หล่า ชลายนเดชะ) เป็นชาวมุสลิม ซอยต่ำกว่าเชิงสะพาน ต้องขึ้นบันไดปูน ๔-๕ ชั้น ข้างสะพานตรงข้ามบ้านหลวงลักษณมาณาเป็นร้านซักรีดเสื้อผ้า ร้านอยู่ระดับเดียวกับราวสะพานเดิม เป็นร้านเล็กๆ หลังคามุงกระเบื้องหางปลา ร้านยังคงเหลืออยู่ เจ้าของปิดตายไม่ได้ทำอะไร สะพานเจริญพาศน์เปลี่ยนแปลงรื้อสร้างใหม่ขยายตนกว้างขวางอย่างที่เห็นในขณะนี้ ซอยโรงเรียนประสาทศิลป์เดิมเรียกซอยวัดมอญเหมือนกัน เหตุที่เปลี่ยนไปเรียกว่าซอยโรงเรียนประสาทศิลป์ เพราะเมื่อพระยาลักษณะสุตสุนทรถึงอนิจกรรมแล้ว ทายาทให้นายประจวบ ลียากาศ เช่าทำโรงเรียนประสาทศิลป์ โรงเรียนนี้จึงเป็นจุดเด่นของซอย และกลายเป็นชื่อซอยในที่สุด  แม้โรงเรียนจะเลิกกิจการไปแล้ว ซอยนี้ก็ยังคงเรียกว่าซอยโรงเรียนประสาทศิลป์ ต่อมาทายาทพระยาลักษณะสุตสุนทรได้ขายให้คนอื่น เจ้าของใหม่ได้รื้อเรือนหลังเก่าออกหมดแล้วสร้างเป็นตึกสมัยใหม่ติดจานดาวเทียมอย่างที่เห็นในขณะนี้ อาณาบริเวณที่ต่อเนื่องกับคลองข้างวัดเดิมตั้งแต่บ้านหลวงลักษณมาณา เชิงสะพานเจริญพาศน์ตามแนวถนนอิสรภาพไปจนถึงปากทางเข้ามหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา (อิสรภาพ ๑๕) ทางการได้ผนวกเข้าเป็นชุมชนวัดประดิษฐารามทั้งหมด

 

วัดในชุมชน

          ได้กล่าวมาแล้วว่า การกำหนดเขตของชุมชนใช้วัดเป็นศูนย์กลาง วัดในชุมชนคือวัดประดิษฐารามหรือวัดมอญ สภาพเมื่อ ๗๐ ปีก่อนวัดมิได้มีสภาพอย่างที่เห็นในขณะนี้ โบสถ์หลังเดิมหันหน้าเข้าสู่ลานวัด หน้าโบสถ์มีศาลาโถง (ไม่มีฝากั้น) ซ้อนอยู่ ใครจะเข้าโบสถ์ต้องผ่านศาลานี้ก่อน โบสถ์เป็นโบสถ์ขนาดเล็กมีช่อฟ้าใบระกา หน้าบันเป็นไม้พื้นเรียบ เซาะร่องทำลายประดับกระจกสีอย่างลายเครือเถาดอกพุดตาน กับมีวิหารหลังเล็กๆ สร้างเคียงกันด้านขวามือ หน้าบันวิหารเป็นลายปูนปั้นเครือเถา กรอบหน้าบันด้านล่าง ปั้นรูปนกในท่าเอี้ยวตัว (ไม่ใช่หงส์) ๑ ตัว ทาสีน้ำปูนสีเหลืองอ่อน หน้าบันโบสถ์กับหน้าบันวิหารหากจะเปรียบเทียบกันแล้ว หน้าบันวิหารสวยกว่าหน้าบันโบสถ์ ซ้ายมือของโบสถ์เป็นระเบียงคต ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์เป็นระเบียงเปิดโล่ง ด้านหลังองค์พระเป็นผนังทึบสร้างแทนกำแพงไปในตัว ที่ดินหลังระเบียงคตพระพุทธไสยาสน์เป็นวังพระองค์เจ้ารัชนีแจ่มจรัส กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ (น.ม.ส.) ระเบียงคตเดิมมุงด้วยกระเบื้องหางปลา ต่อมาได้รื้อลงมุงด้วยสังกะสีลอนเล็กแทน เหลือสิ่งที่เรียกว่าของเก่าคือ ลวดลายปูนปั้นหน้าบันข้างทางเดินเพียงอย่างเดียว ระเบียงคตและพระพุทธไสยาสน์นี้ทรายภายหลังว่า พระยาประสงค์สรรพการ (ยวง เอกะนาค) เป็นผู้สร้างโบสถ์ วิหาร และระเบียงคต ปลูกอยู่ในบริเวณเดียวกัน มีกำแพงล้อมรอบ เป็นกำแพงก่ออิฐถือปูน กำแพงด้านหน้ามีประตูทางเข้าลานโบสถ์ สองข้างประตูด้านในเรียงรายด้วยเจดีย์บรรจุอัฐิน้อยใหญ่ ๔-๕ องค์ มีองค์หนึ่งที่สวยสะดุดตา คือตรงมุมกำแพงด้านขวามือติดกับศาลาที่ประดิษฐานหลวงปู่โตอดีตเจ้าอาวาสในขณะนี้ เป็นเจดีย์ทรงไทยย่อไม้สิบสอง มุมกำแพงด้านหลังโบสถ์มีเจดีย์มุมละ ๑ องค์ คงเหลือเพียงองค์เดียวที่อยู่ติดกับอาคารเรียนโรงเรียนวัดประดิษฐาราม เป็นเจดีย์ทรงไทยย่อไม้สิบสองเหมือนกัน นอกนั้นวัดทุบทิ้งทั้งหมด นอกกำแพงโบสถ์ด้านหน้าเป็นทางเดินก่ออิฐเทปูนขนานไปกับกำแพง เริ่มจากมุมระเบียงคตพระพุทธไสยาสน์ จุดตรงนี้เป็นสามแยก แยกขวามือเป็นซอยไปจรดคลองบ้านสมเด็จ มีสะพานไม้สูงเล็กๆ ทอดข้ามคลองไป ชนรั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งเดิมเป็นรั้วมะขามเทศแล้วหักซ้ายทอดลงขนานกับรั้วมหาวิทยาลัยลงสู่พื้นดิน ซอยนี้เป็นซอยวัดมอญเดิม เมื่อคลองซอยข้างวัดเดิมยังไม่ได้ถมทำถนน คนในชุมชนต้องใช้ซอยนี้เป็นทางเข้าออกไปสู่ถนนอิสรภาพ

พระพุทธรูปปางไสยาสน์ วัดประดิษฐาราม

            จากจุดเริ่มต้นตรงมุมระเบียงคตที่กล่าวมาแล้ว มุ่งตรงไปข้างหน้าจนถึงเจดีย์มอญ ๒ องค์ เลี้ยวซ้ายเข้าระหว่างเจดีย์ทั้งสองเป็นทางเดินไปที่ท่าน้ำและเสาหงส์ แล้วไปเชื่อมกับซอยโรงเรียนประสาทศิลป์ ตรงเจดีย์มอญที่เดียวกัน ถ้าเลี้ยวขวาจะเป็นทางเดินหลังศาลาการเปรียญหลังเก่าที่ขนานไปกับคลองข้างวัดไปจรดกับเจตสังฆาวาส (กุฎีสงฆ์) จากจุดเดิมตรงมุมระเบียงคตพระพุทธไสยาสน์ ด้านหลังเป็นตรอกในหัวบ้านมอญ เรียกว่าตรอกวัดมอญเหมือนกัน ตรอกนี้ตรงไปเชื่อมกับตรอกในท้ายบ้านมอญ ตรงสะพานข้ามคลองบางไส้ไก่ การเข้ามายังชุมชนบ้านมอญแต่เดิมเข้าได้ ๓ ทาง คือทางซอยโรงเรียนประสาทศิลป์ เข้าทางถนนหน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยาหรืออิสรภาพ ๑๕ และเข้าทางท้ายบ้านมอญเชื่อมต่อกับซอยวัดใหญ่ศรีสุพรรณตรงสามแยกจรวยพร

            สิ่งก่อสร้างในวัดประดิษฐาราม นอกจากบริเวณโบสถ์ วิหารแล้ว ในลานวัดหน้าโบสถ์ประกอบด้วยศาลาการเปรียญ โรงเรียนเทศบาลวัดมอญ และหมู่กุฏิสงฆ์ที่เรียกว่าเขตสังฆาวาส ลานวัดของเดิมเป็นพื้นดินเกลี่ยหน้าดินด้วยทรายบางๆ ศาลาการเปรียญหลังเก่าปลูกอยู่ริมคลองซอยข้างวัด ตรงที่เป็นศาลาสวดศพ “พันธุ์เพิ่มศิริ”เดี๋ยวนี้ เป็นศาลาใหญ่ชั้นเดียว ใต้ถุนสูง มีช่อฟ้าใบระกา หน้าบันศาลาการเปรียญมีรูปเทพพนมปั้นติดอยู่กลางหน้าบัน ๑ องค์ ประตูปิดเปิดด้วยบานเฟี้ยมตลอด มีบันไดเป็นขั้นๆ ความยาวเท่าบานเฟี้ยมทอดลงสู่ลานวัด หลังคาเป็นกระเบื้องซีเมนต์ (กระเบื้องว่าว) ข้างศาลาตรงข้ามเจดีย์มอญมีศาลาหลังเล็กๆ ไม่มีฝากั้น ปลูกประชิดศาลาการเปรียญด้านนี้มีชานและทางเข้าศาลาใหญ่เชื่อมต่อกัน กลางหน้าจั่วของศาลาหลังเล็กนี้มีรูปกระต่ายแกะด้วยไม้ติดอยู่ ๑ ตัว มีบันไดขึ้นศาลาหลังเล็กนี้ต่างหาก ลูกกรงศาลาเป็นลูกกรงแนวตั้ง ๓ ด้าน หลังศาลาการเปรียญหลังใหญ่มีศาลาโถงหลังเล็กๆ (ไม่มีฝากั้น) ๒ หลัง ปลูกเคียงกันบนชายคลอง ใช้เป็นที่จัดอาหารคาวหวานเพื่อลำเลียงขึ้นไปเลี้ยงพระบนศาลาการเปรียญในเวลามีงานบุญ หากจะตั้งเตาประกอบอาหารก็ตั้งเตาบนทางเดิน และใต้ถุนศาลาการเปรียญ ถนนหลังศาลาการเปรียญนี้โดยปกติไม่มีคนใช้ นอกจากเวลามีงานเพราะเป็นทางตัน สุดถนนเป็นกุฏิสงฆ์

            ศาลาเล็กๆ ๒ หลังที่อยู่หลังศาลาการเปรียญนี้ นอกจากใช้จัดอาหารหวานคาวเวลามีงานแล้ว บางครั้งใช้เป็นที่สวดศพหรือประดิษฐานรูปหล่อหลวงปู่โตเป็นครั้งคราว มุมศาลาการเปรียญด้านเจดีย์มอญมีต้นโพธิ์ใหญ่ ๑ ต้น มีที่ว่างเล็กๆ ข้างทางเดิน เวลามีงานสงกรานต์ วัดจะทำรางน้ำให้ประชาชนเทน้ำไปสรงน้ำพระ เริ่มตั้งแต่พระพุทธรูป หลวงปู่โต และพระภิกษุที่อยู่ในวัดตรงเจดีย์มอญทั้งสององค์ด้านในมีต้นโพธิ์ใหญ่อีก ๑ ต้น ริมคลองตรงประตูเข้าวัดมีอีก ๑ ต้น รวมจุดตรงนี้มีต้นโพธิ์ใหญ่ ๓ ต้นแผ่กิ่งก้านสาขารวมเป็นต้นเดียวกัน คนที่จะไปจะมาทางซอยโรงเรียนประสาทศิลป์จะต้องลอดต้นโพธิ์ทั้ง ๓ ต้นนี้ กลางวันไม่รู้สึกอะไร แต่ถ้าเป็นยามค่ำคืนดูน่ากลัว ในลานวัดไม่มีไฟฟ้า มีแสงไฟจากชาวบ้านด้านริมคลองบางหลวงอยู่ไกลๆ ไม่ช่วยให้ลดความกลัวลงได้ ตอนค่ำราว ๑ ทุ่ม อุบาสกอุบาสิกาจะลงทำวัดสวดมนต์เป็นประจำทุกวัน เสร็จราว ๒ ทุ่ม วัดจะตีกลองระฆังให้ชาวบ้านรู้ว่าได้ทำกิจวัตรเสร็จแล้ว เพื่อให้ชาวบ้านได้อนุโมทนา เสียงกลองระฆังตีรับกันไป ตุ้มๆ เม้ง ตุ้มๆ เม้ง จากจังหวะช้าไปเร็วอย่างกลองเพล สุนัขที่อยู่ในลานวัดจะพร้อมใจกันหอนรับเสียงกลองระฆังจนกว่าจะจบ ลองนึกดูก็แล้วกัน ถ้าบังเอิญต้องเดินผ่านและลอดต้นโพธิ์ทั้งอยู่ในความมือในขณะนี้ จะน่ากลัวสักเพียงไร

            นอกจากนี้บริเวณข้างโบสถ์ที่เป็นโรงเรียนวัดประดิษฐารามในขณะนั้นก็เป็นที่ว่าง เนื้อที่ไม่มากนัก เพราะถูกจำกัดด้วยทางเดินระหว่างเจดีย์มอญไปยังเสาหงส์ ที่ดินตรงนี้มีวัชพืชขึ้นอยู่เต็ม หากวัดจะใช้พื้นที่ดังกล่าวก็จะให้คนมาแผ้วถางเป็นคราวๆ ไป บางครั้งใช้ตั้งเชิงตะกอนเผาศพแบบอนาถา ข้างทางเดินหลังเสาหงส์มีโรงเรียนร้างสองชั้นทาสีเทาอมฟ้า (สร้างไม่เสร็จ) มีป้ายชื่อโรงเรียนพิงฝาอยู่ชั้นล่าง ชื่อโรงเรียนเอกะนาค เถาวัลย์ เถาตำลึง เถาฟักข้าวขึ้นไปพันอยู่เต็ม นานๆ วัดก็ให้คนขึ้นไปดึงลงมาเป็นครั้งคราว

            ตรงศาลาที่ประดิษฐานรูปหลวงปู่โตเวลานี้ เดิมเป็นมุมกำแพงโบสถ์ใช้เป็นที่ตั้งศพก่อนที่จะนำขึ้นเผาบนเมรุกลางลานวัด สัปเหร่อจะล้อมที่ตรงนี้ด้วยผ้าขาว มีเตียงเตี้ยๆ ตั้งไว้ ๑ ตัว แล้วเปิดฝาโลงเพื่อให้ลูกหลานได้เห็นหน้าหรือรดน้ำเป็นครั้งสุดท้าย ต้องเอาสว่านใหญ่เจาะพื้นโลง ๒-๓ รู เพื่อช่วยให้ไฟลุกไหม้ศพได้เร็วขึ้น แล้วจึงยกศพขึ้นไปบนเมรุ ก่อนจะทำพิธีเผาศพต้องต่อยมะพร้าวเอาน้ำราดศพจากศีรษะไปยังปลายเท้า โยนมะพร้าวลงกลางลานวัด เด็กผู้ใหญ่แย่งกันเก็บเอาไปกินด้วยความเชื่อว่า ช่วยให้คนนอนกัดฟันหายจากอาการนั้นได้ ก่อนจะทำพิธีฌาปนกิจต้องโยนผ้าขาวข้ามศพกลับไปกลับมา ๓ ครั้ง แล้วจึงเริ่มพิธีที่เรียกว่า “เผาหลอก”การเผาจริงเผาเวลา ๕ ทุ่ม เพราะส่วนมากคนนอนกันหมดแล้ว ถึงจะมีกลิ่นรบกวนคนนอนหลับก็ไม่รู้สึก เมื่อสงครามโลกครั้งที่สอง ราษฎรต้องพรางไฟเพื่อไม่ให้เครื่องบินข้าศึกเห็น เมื่อเผาหลอกแล้วก็เผาจริงเลยทีเดียวเหมือนเวลานี้ แต่ก่อนวัดไม่มีเตาเผาศพเป็นการเฉพาะต้องเผากลางแจ้งทุกวัด สร้างเมรุลอยหรือปะรำลอยอย่างสวยงามตามฐานะของเจ้าภาพ

            ประเพณีต่อยมะพร้าวล้างหน้าศพ อาจจะมีหลงเหลืออยู่บ้างในชนบทบางแห่ง ในกรุงเทพฯ เหลือแต่พิธีของหลวงอย่างที่เรียกว่า “พระราชพิธี”เป็นพระบรมศพหรือศพเจ้านาย ที่ประกอบพระราชพิธีที่ท้องสนามหลวง มะพร้าวที่ใช้ในพระราชพิธีเรียก “มะพร้าวแก้ว”พนักงานภูษามาลาจะเจาะตามะพร้าวเอาน้ำหยดลงไปที่พระบรมศพหรือพระศพ ๒-๓ หยดพอเป็นพิธี ส่วนการฌาปนกิจที่เรียกว่าถวายพระเพลิงหรือพระราชทานเพลิง หลังจากทำพิธีเผาหลอกแล้วจะรอไว้ถวายพระเพลิงหรือพระราชทานเพลิงจริง เวลา ๕ ทุ่ม เพราะต้องเผาบนพระเมรุกลางแจ้ง เป็นการรักษาธรรมเนียมเก่า

            ประเพณีการทำศพอีกอย่างหนึ่ง จนเกิดคำพูดที่ว่า “แย่งกันอย่างศพมอญ”จะเป็นอย่างไรผู้เขียนไม่เคยเห็น แม้จะศึกษาจากบทความที่มีคนเล่าไว้ก็ไม่ชัดเจน แต่ได้ข้อสันนิษฐานเป็นส่วนตัวว่า ศพคนตายแต่ก่อนไม่มียาฉีดศพกันเน่า และจะทำการฌาปนกิจในระหว่าง ๓-๗ วัน ศพในช่วงนี้จะขึ้นพองตามธรรมชาติและมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น เมื่อหามศพลงจากศาลาเพื่อเวียนเมรุ ๓ รอบ ตามประเพณีนิยมต้องใช้คนแบก ๔-๖ คน หรือมากกว่านั้น คนแบกเป็นลูกหลานใกล้ชิดกับคนตาย ถือเป็นการสนองคุณเป็นวาระสุดท้าย จะมีคนเข้ามาสับเปลี่ยนกับคนที่มีอาการเหนื่อยล้า ในระหว่างที่สับเปลี่ยนคนทำให้เสียการทรงตัว เซไปข้างหน้าบ้างข้างหลังบ้าง จนเมื่อกลุ่มคนแบกศพจัดท่าทางเข้าที่เรียบร้อยแล้วจึงเดินหน้าต่อไป ลูกหลานกลุ่มใหม่ก็เข้ามาผลัดเปลี่ยน ทำอย่างนี้จนครบสามรอบ ลักษณะอาการที่ลูกหลานผลัดเปลี่ยนเข้ามาแบกศพอาการเซไปข้างหน้าบ้างข้างหลังบ้าง ดูเหมือนการแย่งศพกันจนเกิดคำพูดที่ว่า “แย่งกันอย่างศพมอญ”จะถูกต้องอย่างนี้หรือไม่ ไม่ขอยืนยัน เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเฉพาะตัวของผู้เขียนเท่านั้น

            ในลานวัดมอญนอกจากศาลาการเปรียญหลังเก่าแล้ว ฝั่งตรงข้ามเป็นโรงเรียนในวัด ชาวบ้านเรียกว่าโรงเรียนเทศบาลวัดมอญ เป็นโรงเรียนชั้นเดียวสร้างด้วยไม้ใต้ถุนสูง ปลูกขนานไปกับซอยวัดมอญที่ไปจรดกับรั้วโรงเรียนบ้านสมเด็จตรงสระน้ำ โรงเรียนหันหน้าลงสู่ลานวัด อาคารเรียนด้านที่ติดกับทางเดินหน้าโบสถ์ทำเป็นมุขยื่นออกมานิดหน่อยเป็นทางขึ้นโรงเรียน ลักษณะโครงสร้างทั่วไปคล้ายศาลาการเปรียญ ฝาด้านหลังเป็นลูกฟัก ด้านหน้าเฉพาะที่เป็นมุขทางขึ้นโรงเรียน ครึ่งบนของฝาโรงเรียนใช้ไม้ระแนงตีพาดไปพาดมาทำให้เกิดช่องรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดจนถึงจั่วของมุขด้านหน้า กลางจั่วมีรูปปูนปั้นเทพพนมติดอยู่ ๑ องค์ หลังคาโรงเรียนมุงด้วยกระเบื้องซีเมนต์ (กระเบื้องว่าว) เฉพาะส่วนของใต้ถุนของมุขโรงเรียนตรงนี้ กั้นคอกเทปูนเก็บชิ้นส่วนประกอบเมรุและปะรำลอยของวัด เมรุกับปะรำเป็นของอย่างเดียวกัน แตกต่างกันตรงที่เมรุเมื่อสร้างเต็มรูปแบบแล้วมีหลังคาผ้าขาวมียอดอย่างโดมของแขก ส่วนปะรำไม่มีหลังคา นอกนั้นเหมือนกันหมด เท่าที่เห็นมาตลอดชีวิตของผู้เขียน วัดประดิษฐารามเมื่อจัดงานศพสร้างเพียงปะรำเท่านั้น จะสร้างเต็มรูปแบบหรือสร้างพอเป็นสังเขปขึ้นอยู่กับฐานะของเจ้าภาพ สัปเหร่อประจำวัดชื่อ นายฟอง มณีดิษฐ์ มีผู้ช่วยชื่อ นายชื้น

            หน้าโบสถ์ข้างทางเดินมีต้นประตูใหญ่ ๑ ต้น ต้นเป็นโพรงใหญ่ เด็ก ๓-๔ ขวบเข้าไปยืนได้ ลานวัดฝั่งตรงข้ามโบสถ์เป็นเขตสังฆาวาส (กุฎีสงฆ์) หน้าเขตสังฆาวาสมีหอกลอง หอระฆัง และที่ตักบาตร ผู้อ่านอาจนึกภาพไม่ออกว่าเป็นอย่างไร ลักษณะของที่ตักบาตรเป็นแท่นปูนยาวอยู่หลังหอกลอง สูงจากพื้นดินราว ๑ เมตรเศษ เวลามีงานเทศกาลหรือวันพระ เจ้าหน้าที่วัดจะนำเอาบาตรมาตั้งเรียงกันไว้เป็นระยะๆ แล้วเอาถาดเคลือบกลมวางถ้วยเปล่าไว้ข้างบาตรเพื่อให้คนที่มาทำบุญใส่บาตร ที่ตักบาตรนี้ภายหลังทรุดโทรมลูกหลานทายาทหลวงกลศาสตร์เสนี (อั๋น ศาสนตริน) ได้ปฏิสังขรณ์ใหม่ แล้วนำเอาภาพของหลวงกลศาสตร์เสนีมาประดับไว้เป็นอนุสรณ์ที่กึ่งกลางพนักด้านหลัง ทำให้ชวนคิดไปว่าหลวงกลศาสตร์เสนีเป็นผู้สร้าง ธรรมเนียมของคนในบ้านมอญถาวรวัตถุที่สร้างในวัดถือเป็นสมบัติส่วนตัวของใครของมัน แม้จะทรุดโทรมแตกหักก็ไม่ยอมให้ผู้อื่นซ่อม เช่นเดียวกับโรงเรียนเอกะนาคที่สร้างไม่เสร็จเคยถามผู้ใหญ่ท่านบอกว่ามีคนจะสร้างให้เสร็จ

อัพเดทล่าสุด 2 ธ.ค. 2553, 00:00 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.