หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
“วัฒนธรรมลุ่มน้ำน่าน” สายน้ำ ประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ความทรงจำ
บทความโดย ใหม่มณี รักษาพรมราช
เรียบเรียงเมื่อ 3 มิ.ย. 2559, 17:30 น.
เข้าชมแล้ว 2668 ครั้ง

 

 

             หนังสือ“วัฒนธรรมลุ่มน้ำน่าน  สายน้ำ ประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ความทรงจำ” คือ รายงานการดำเนินงานโครงการสืบค้นวัฒนธรรมลุ่มน้ำน่าน จังหวัดพิษณุโลก ที่ฝ่ายทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยนเรศวรจัดพิมพ์เผยแพร่   เมื่อปีพ.ศ.๒๕๕๔ โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร.จิราภรณ์ สถาปนะวรรธนะ ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าโครงการและบรรณาธิการ

 

             รูปเล่มมีลักษณะคล้ายตำราเรียนทั่วไป แต่จัดพิมพ์ด้วยกระดาษคุณภาพดีและมีภาพสีประกอบการบรรยายในแต่ละประเด็น   จึงทำให้ผู้อ่านเห็นภาพวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำน่านชัดเจนขึ้น 

 

             ข้อมูลอ้างอิงที่ใช้ในการเสนอมาจาก ๒ แหล่ง คือ ๑.เอกสารในพื้นที่ ที่คนในจัดทำขึ้น เช่น วิทยานิพนธ์ จากสาขาไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร รายงานของศูนย์ข้อมูลท้องถิ่นสำนักวิจัยสถาบันราชภัฏพิบูลสงคราม จังหวัดพิษณุโลก รายงานของศูนย์สุโขทัยศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จังหวัดพิษณุโลก เป็นต้น

 

              ๒.ข้อมูลเชิงสัมภาษณ์ บุคคลต่างๆ ในชุมชนท้องถิ่นลุ่มน้ำน่าน เช่น ชาวบ้านจากอำเภอเมือง อำเภอพรหมพิราม  อำเภอ บางกระทุ่ม  ซึ่งเป็นอำเภอที่ลำน้ำน่านไหลผ่าน จึงถือได้ว่าข้อมูลทั้ง ๒ แหล่ง นำเสนอมาจากคนในอย่างแท้จริง

 

               รูปแบบการนำเสนอเป็นการบรรยายและอธิบายโดยแตกย่อยเป็นประเด็นต่างๆ แต่อธิบายในแบบกว้างๆ ตามหัวเรื่องของหนังสือ คือ สายน้ำ ประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และความทรงจำ จึงเรียกหนังสือเล่มนี้ว่า “สารานุกรมลุ่มน้ำน่าน” คงไม่ผิดนัก

 

               เนื้อหาต้นเรื่อง“สายน้ำ”อธิบายสภาพภูมิศาสตร์ของท้องที่ริมน้ำน่านตั้งแต่ลักษณะของเขตพื้นที่ลุ่มน้ำ ที่แบ่งเป็น ๓ เขต คือ เขตคันดินธรรมชาติ ที่เกิดจากการทับถมของตะกอนดิน เขตที่ราบลุ่มน้ำท่วม และเขตหนอง บึง ที่ลุ่มน้ำขัง

 

                เส้นทางการไหลผ่านของแม่น้ำน่าน ๓ อำเภอ คือ อำเภอเมืองพิษณุโลก อำเภอพรหมพิราม อำเภอบางกระทุ่ม ที่ตัดผ่ากลางแบ่งแยกพิษณุโลกให้เป็น  ๒ ฝั่ง คือ ฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก จึงทำให้เมืองพิษณุโลกถูกเรียกว่าเมืองอกแตก ทั้งยังอธิบายภูมินามของชื่อเรียกท้องที่ต่างๆ เช่น วัง คุ้ง ท่า ย่าน โคก ปาก เกาะ เป็นต้น

 

                ด้านทรัพยากรน้ำ แบ่งเป็นทรัพยากรพืช และทรัพยากรสัตว์น้ำ คือ ปลา โดยในเล่มได้แสดงภาพพันธุ์ปลาที่พบอยู่ในลุ่มน้ำน่านกว่า ๑๐๐ ชนิด

 

                “ประวัติศาสตร์” ในประเด็นนี้เป็นการเล่าถึงพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของชุมชนลุ่มน้ำน่าน ซึ่งเป็นที่รู้จักในนามเมืองสองแคว เริ่มมีบทบาทเป็นเมืองสำคัญของอยุธยาตั้งแต่สมัยที่พระมหาธรรมราชาที่๑ (พระยาลิไท)และสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถที่เสด็จมาปกครองเมืองเป็นเวลาหลายปี รวมถึงเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์อื่นๆ เช่น การกวาดต้อนสมัยสมเด็จพระนเรศวร สงครามแผ่นดินสมัยพระเจ้าตาก-พระเจ้าฝาง สงครามศึกอะแซหวุ่นกี้ เป็นต้น นอกจากนี้ยังนำเสนอเรื่องราวการตั้งถิ่นฐานของชุมชน คือ ชุมชนโบราณ ชุมชนที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐาน และชุมชนที่ขยายตัวจากชุมชนเดิม

 

                ด้าน “เศรษฐกิจ” ชุมชน โดยหลักคือ การทำนาปี๑ครั้งต่อปี และในบางพื้นที่อาจมีการทำนาปรังอีก๓-๔ครั้งต่อปี ถือได้ว่าเป็นอาชีพหลักของคนในพื้นที่  ในส่วนของการทำไร่ทำสวนเป็นไปตามพอควรเท่านั้น เนื่องจากปริมาณน้ำที่มีมากในแต่ละปี

 

                การทำประมงลำน้ำน่าน เช่น การจับปลา การรับจ้างจับปลา การเลี้ยงปลาในกระชัง เป็นต้น เป็นอาชีพหนึ่งที่ได้รับความนิยม เนื่องจากลำน้ำนี้ยังมีความอุดมสมบูรณ์อยู่มาก นอกจากนี้ยังมีอาชีพอื่นนอกเหนือจากการเกษตรและประมง เช่น การทำตาล เก็บของป่าขาย เก็บครั่ง เป็นต้น

 

                สภาพ “สังคม” ของชุมชนลุ่มน้ำน่านเป็นแบบพหุลักษณ์ ที่อยู่รวมกันหลากหลายเชื้อชาติ ไม่ว่าจะเป็นชาวจีน ชาวลาวเวียงจันทร์ ปัจจุบันพบว่าชาวจีนและชาวลาวได้แต่งงานผสมผสานกันจนแยกไม่ออกนอกจากนี้ยังพบว่ายังมีชาวมุสลิมเคยมาตั้งถิ่นฐานที่บริเวณบ้านแขก โดยลำน้ำนี้เป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ของกลุ่มคนเหล่านี้ไว้

 

                “วัฒนธรรม” แห่งสายน้ำนำเสนอวัฒนธรรมด้านประเพณีต่างๆที่จัดขึ้นในลุ่มน้ำน่าน เช่น ประเพณีแข่งเรือ ลอยกระทง ทำบุญสะเดาะเคราะห์ เป็นต้น 

 

                “ด้านวัฒนธรรมความเชื่อของชุมชนมีทั้งความเชื่อเรื่องการนับถือผีและนับถือตัวบุคคลที่ถูกสร้างให้เป็นผู้นำทางวัฒนธรรมชุมชน

 

                “ วัฒนธรรมด้านที่อยู่อาศัย ได้นำเสนอรูปแบบการสร้างบ้านของผู้คน ๒ แบบ คือ เรือนแพ นิยมสร้างอยู่ริมน้ำ และบ้านไม้ ๒ ชั้น ปล่อยชั้นล่างโล่งที่ตั้งอยู่ห่างออกจากริมน้ำเข้าไป

 

                “การนำเสนอวัฒนธรรมประยุกต์ที่มีอยู่ในชุมชน เช่น วัฒนธรรมทางภูมิปัญญา ด้านงานหัตถกรรมต่างๆ   เช่น  การจักสานไม้ไผ่ การนวดแผนโบราณ การทำขนมไทยโบราณ เป็นต้น และกล่าวถึงร่องรอยทางวัฒนธรรมที่นำเสนอวัด พิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด ในท้องที่ต่างๆของลุ่มน้ำน่าน

 

                นอกจากนี้ยังมีการเสนอแนะวิธีการบูรณาการความรู้จากริมน้ำสู่ชุมชนไว้ ๓ ขั้นตอน คือ การสืบค้นข้อมูลท้องถิ่น โดยมีวัด โรงเรียน มหาวิทยาลัย และกลุ่มประวัติศาสตร์สองข้างทางมีบทบาทสำคัญ ต่อมาคือกระบวนการจัดทำพิพิธภัณฑ์ และการอบรมยุวมัคคุเทศก์ท้องถิ่น

 

                ในตอนท้ายนำเสนอ “ความทรงจำ” เขียนโดยวิรัช วัฒนพันธ์อดีตพนักงานรถไฟ ด้วยวัย๘๐กว่าๆ เป็นบทบันทึกของคนท้องถิ่น ที่ทำให้ข้อมูลเชิงวิชาการมีชีวิตชีวาขึ้น ซึ่งการถ่ายถอดเรื่องราวของผู้เขียนในวัยเด็กนอกจากจะเป็นประวัติศาสตร์บอกเล่า(Oral History)แล้วยังนำเสนอความรู้สึกนึกคิดของผู้เล่าได้เป็นอย่างดี ทั้งช่วงเวลาที่มีความสุขหัวเราะ และร้องไห้ ประกอบกับลักษณะการเขียนที่เหมือนกำลังพูดคุยกับผู้อ่าน จึงทำให้ผู้อ่านสนุกไปกับการจินตนาการภาพเมืองพิษณุโลกเมื่อ๕๐-๖๐ปีก่อนเป็นอย่างดี

 

                โดยคุณวิรัชได้นำเสนอเรื่องไว้ ๘เรื่อง ได้แก่ โรงเรียน  ที่ระลึกถึงคุณครูผู้มีพระคุณชีวิตลำน้ำน่าในอดีต   เมืองพิษณุโลก ระหว่างปี๒๔๗๔-๒๔๗๕  หลวงพ่อพระพุทธชินราช  วัดและเด็กวัด  โรงยาฝิ่น  ชีวิตแม่คนชาวเรือในเรื่องหลังสุดนี้อาจทำให้ผู้อ่านบางคนร้องไห้ตามอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว

 

                จากทั้งหมดที่กล่าวมา หนังสือเล่มนี้จะทำให้ผู้อ่านรับรู้เรื่องราวของท้องถิ่นลุ่มน้ำน่านได้ชัดเจนขึ้น  และลักษณะการนำเสนอข้อมูลดิบ ถือได้ว่าเป็นลักษณะเด่นที่ได้จากการสำรวจ และสัมภาษณ์คนในพื้นที่ ซึ่งยังไม่เคยมีงานเขียนชิ้นไหนเคยทำมาก่อน ทำให้เหมาะกับการใช้เป็นฐานข้อมูลในการศึกษาและอ้างอิงเพื่อต่อยอดองค์ความรู้ต่อไป ด้วยรูปเล่มที่สวยงาม มีภาพสีประกอบ จึงมั่นใจได้ว่าจะทำให้ผู้อ่านเห็นภาพชัดเจนเหมือนลงพื้นที่เองซึ่งจะไม่เบื่อกับการอ่านข้อมูลเพียงอย่างเดียว ประกอบกับรูปแบบการเขียนที่ไม่เน้นเชิงวิชาการมากเกินไป ทำให้ง่ายแก่การเข้าใจสำหรับคนทั่วไปแม้ว่าหนังสือเล่มนี้พบว่ามีความผิดพลาดในกระบวนการพิมพ์หลายๆจุดก็ตาม

 

             สิ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้มีคุณค่ามากยิ่งขึ้น คือ เป้าหมายของคณะผู้จัดทำหนังสือ จากกลุ่มโครงการสืบค้นวัฒนธรรมลุ่มน้ำน่าน จังหวัด พิษณุโลก ที่ต้องการยกระดับชุมชนและอนุรักษ์เอกลักษณ์ของท้องถิ่นลุ่มน้ำน่าน  จึงทำให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยนำกระบวนการ สำรวจข้อมูลประวัติศาสตร์ท้องถิ่นแบบนำร่องมาทำหนังสือ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการบูรณาการท้องถิ่น

 

             นอกจากนี้ชุมชนยังร่วมมือกันปฏิบัติงานในด้านอื่นๆ เช่น การจัดทำพิพิธภัณฑ์ให้เป็นแหล่งการเรียนรู้ของชุมชน รวมทั้งการจัดตั้ง กลุ่มต่างๆทำกิจกรรม เช่น กลุ่มประวัติศาสตร์สองข้างทาง เพื่อช่วยกันการบูรณาการวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ในบางด้านเริ่มสูญหายไปและบางด้านได้มีการปรับเปลี่ยนไปให้กลับมาอยู่คู่ชุมชนอีกครั้ง

 

              เพื่อให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์ที่องค์การบริหารส่วนตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ได้เคยเสนอไว้ว่า “ชุมชนเข้มแข็งเป็นแหล่งความรู้ความเป็นอยู่ เศรษฐกิจพอเพียงร่วมแรงพัฒนาสิ่งแวดล้อม พร้อมฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม  นำพัฒนาคนคู่คุณธรรม”

 

             ดังนั้นจะเห็นได้ว่าชุมชนลุ่มน้ำน่าน คือ ตัวอย่างชุมชนเข้มแข็งที่พยายามปรับตัวเพื่อรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่นไว้ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของสังคม ซึ่งหนังสือ“วัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำน่าน” สายน้ำ ประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ความทรงจำคือผลผลิตของชุมชนที่ท้องถิ่นอื่นควรถือเป็นแบบอย่าง

 

            ดังนั้นหากใครสนใจเรียนรู้เรื่องราวของชุมชนลุ่มน้ำน่านในเขตพื้นที่ภาคกลางตอนบน ควรหามาอ่านเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการศึกษาและสำรวจในครั้งต่อๆไป หรือสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

อัพเดทล่าสุด 3 มิ.ย. 2559, 17:30 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.