หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
วัฒนธรรมกับการสร้างอัตลักษณ์ของคนในชาติ
บทความโดย มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
เรียบเรียงเมื่อ 3 ก.พ. 2559, 00:00 น.
เข้าชมแล้ว 3634 ครั้ง

 

Download

 

วัฒนธรรมกับการสร้างอัตลักษณ์ของคนในชาติ

:Tengku Arifin Tengku Chik

 

           ก.ความนำ

 

๑) วัฒนธรรม คือ วิถีชีวิต( The way of life) หรือรูปแบบการดำเนินชีวิตของคนในสังคมที่ยึดถือสืบเนื่องกันมา รวมทั้งความรู้ ความเชื่อ จริยธรรม กฎเกณฑ์ และอื่นๆ ( Sauwanee jitmuad:Islamic Culture:1992 )

 

๒) วัฒนธรรม( Culture Dynamic) เป็นเสมือนสิ่งที่มีชีวิต เคลื่อนย้ายถ่ายโอนไปมาได้ เปลี่ยนแปลงได้ มีเกิดและสูญหายตายจากได้

 

๓) มนุษย์ ( Human) เป็นสื่อสำคัญที่ทำให้วัฒนธรรม เคลื่อนไหวถ่ายโอน เปลี่ยนแปลง เกิดขึ้นและสูญหายตายจาก มนุษย์เป็นสัตว์สังคม โดยธรรมชาติย่อมมีการเคลื่อนไหวโยกย้ายถิ่นฐาน โดยมีวัตถุประสงค์ที่หลากหลายแตกต่างกัน เช่น เคลื่อนย้ายถิ่นฐานเพื่อทำมาหากิน ค้าขาย เคลื่อนย้ายทำสงคราม เคลื่อนย้ายเพื่อเผยแผ่ศาสนา แต่งงาน การคมนาคม ติดต่อสื่อสาร เป็นต้น

 

๔) การเคลื่อนไหว(Movement) โยกย้ายถิ่นของมนุษย์นั้นได้ทำให้วัฒนธรรม โยกย้าย เคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง และมีการถ่ายทอดต่อกันไปด้วย

 

๕) ศาสนากับวัฒนธรรม คือ วิถีชีวิต เช่นเดียวกัน ศาสนาก่อเกิดเป็นวัฒนธรรม,วัฒนธรรมเป็นส่วนประกอบหนึ่งของศาสนา

 

ข . อิทธิพลของศาสนา ๆ ต่อสังคมมลายู(การเมืองการปกครอง)

 

๑.ภูมิรัฐศาสตร์ แหลมมลายู เป็นแผ่นดินที่มีทะเลขนาบอยู่สองด้านคือ ด้านตะวันออกติดต่อทะเลจีนใต้ ส่วนด้านทิศตะวันตก ติดต่อทะเลอินเดีย นักภูมิรัฐศาสตร์ กล่าวว่า “ แหลม มลายูคือ แผ่นดินที่อยู่กลางระหว่างอิทธิพลของอินเดียกับจีน ”

 

          ก่อนคริสต์กาล อิทธิพลของอินเดียได้เข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งแหลมมลายูแห่งนี้ในรูปของการเผยแผ่ศาสนา และการปกครอง ในขณะเดียวกันอิทธิพลของจีนก็เข้ามาในลักษณะของการทำการค้า

 

๒.รูปแบบการปกครอง

 

          เดิมมนุษย์ในแถบนี้เชื่อว่าภูติ ผี ปีศาจ มีอำนาจ ดลบันดาลวิถีชีวิตของคนให้ดีหรือเลวได้ คนจึงต้องเคารพบูชา ภูต ผี ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ชาวป่าซาไก หรือคนพื้นเมืองในเกาะบอร์เนียว

 

           ต่อมาการปกครองที่มีความเชื่อว่า ผู้ปกครองนั้น คือ “ เทวดา ” อวตาลลงมาเกิดในโลกมนุษย์เพื่อปกครองมนุษย์ เป็นรากฐานความเชื่อมาจากลัทธิศาสนาฮินดู พราหมณ์ในอินเดีย ดังนั้นมนุษย์จะต้องยอมรับ เคารพ บูชา และภักดีต่อผู้ปกครอง จึงเป็นระบบการปกครองแบบ “ เทวราชา ” ซึ่งความเชื่อดั่งกล่าวนี้มีมาเป็นเวลานานนับพันๆปี ก่อนการมาของอิสลาม

 

           ชาวมลายูในอดีตยังคงมีความเชื่อว่า ราชาที่จะมาปกครองบ้านเมืองจะต้องเป็นราชา ผู้ที่มีเชื้อสายมาจากราชวงศ์บูกิต สกุนตัง( Bukit sekuntang) เพราะเชื่อว่าเชื้อสายดังกล่าวเป็นเชื้อสายมาจากเทวดา

 

ในศิลาจารึกที่พบในตรังกานู คำว่าพระเจ้า เรียกว่า “ เดวาตา ” หรือเทวดา ซึ่งเรียกตามความเชื่อดั้งเดิม เช่น หน้าที่ ๑

Rasululah dengan yang arwah santabi mereka

Asa pada Dewata Mulia Raya beri hamba menenguh Agama Islam............

หลังจากการเข้ามาของอิสลาม ความเชื่อในเทวราชา ได้สูญหายไป มีคำว่า สุลต่าน และ/หรือ ชะห์ ใช้เรียกราชา

 

ค. ศาสนากับเอกลักษณ์ของชุมชนในเอเชียอาคเนย์

 

๑. ศาสนาฮินดู พราหมณ์ ได้เข้ามามีอิทธิพลในแหลมมลายูไม่น้อยกว่า ๗-๘ ศตวรรษ ได้สร้างระบบการปกครอง และตำนานต่างๆมากมาย

 

๒. ศาสนาพุทธ ในราวคริสต์ศตวรรษที่ ๘ ศาสนาพุทธ ก็เข้ามาซ้อนทับกับความเชื่อดั้งเดิมในศาสนาพราหมณ์ฮินดู

 

การเข้ามาของวัฒนธรรมพุทธในเอเชียตะวันออกนั้นมาด้วยกันสองทาง คือ

 

(๑) จากทางแผ่นดินใหญ่ประเทศจีนลงไปยังแผ่นดินที่เรียกว่าอินโดจีน( Indochina ) เช่น เวียดนาม ลาว เขมร ไทย พม่า

เป็น “ นิกายหินญาน ” โดยมีความเชื่อของลัทธิเต๋า ขงจื้อ ผสมผสาน และตั้งมั่นในอาณาจักรขอม ขนบประเพณีของชุมชนเหล่านั้นคล้ายกัน

 

(๒) อีกเส้นทางหนึ่ง คือ ศาสนาพุทธที่เข้ามาทางภาคใต้ของอินเดีย ผ่าน ศรีลังกา หมู่เกาะชวาของอินโดนีเซีย และทางภาคใต้ของแหลมมลายู จนถึงคอคอดกระ(Krating Kra) โดยอิทธิพลของ “ อาณาจักรศรีวิชัย ” ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่ปาเล็มบังเกาะสุมาตรา เป็นพุทธศาสนา “ นิกายมหายาน ” ขนบประเพณี จึงแตกต่างจากกลุ่มอินโดจีน

 

            ในประวัติศาสตร์มลายูลังกาสุกะ กล่าวว่า อาณาจักรพุทธมหายานของราชวงศ์ศรีวิชัย( Seri Vijaya จากมลายูสุมาตรา) ได้สู้รบกับชาวเขมร หรือขอม จนไปถึงบาตูโกตา หมายถึงพระมหานครของเขมร จนถึงอาณาจักรจามปา ( ในตำนานเรียกว่า CampakaPura) เหตุนี้ภาษามลายูถูกเผยแพร่ในจามปา (ซัยค์ฟากิฮฺอาลี : มปป.)

 

๓. ศาสนาอิสลาม ในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๐ หรือก่อนหน้านั้น ชาวอาหรับและเปอร์เซียได้เข้ามาค้าขายกับชาวเอเชีย พร้อมกับนำศาสนาอิสลามเข้ามาเผยแผ่ เริ่มต้นจากเกาะสุมาตรา หมู่เกาะชวา และเข้ามายังแหลมมลายู ทาบทับบนวัฒนธรรมของศาสนาฮินดูพุทธที่มีอยู่เดิม การเข้ามาของอิสลามนักประวัติศาสตร์เชื่อว่าเข้ามา ๒ ทาง คือ ทำนองเดียวกับการมาของพุทธศาสนา คือ

 

(๑)ทางบก จากอาหรับเข้าสู่แผ่นดินใหญ่จีน และ ลงมาทางเขมร และเข้าสู่แหลมมลายู

 

(๒)ทางทะเล จากอาหรับผ่านเข้าอินเดีย ผ่านเกาะสุมาตรา หมู่เกาะชวาและเข้าสู่แหลมมลายู (อับดุลลอฮฺ : มปป.)

 

           จากวัฒนธรรมฮินดู พุทธ และต่อมาศาสนาอิสลามได้เข้ามามีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของชุมชนบนแหลมมลายูเป็นเวลาที่ต่อเนื่อง มากกว่า ๑,๐๐๐ ปีนั้น จึงได้กลายเป็นเอกลักษณ์ เฉพาะของชาวมลายู ซึ่งเรียกว่า “ โลกมลายู ” แตกต่างจากวัฒนธรรมของ ชุมชนตอน เหนือหรือประเทศในอินโดจีน ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของศาสนาพุทธ กับอารยะธรรมขอม อย่างเห็นได้ชัด

 

            นักประวัติศาสตร์บางท่านกล่าวว่า ปาตานี คือ รัฐกันชนระหว่างโลกพุทธนิยมกับโลกมลายูมุสลิม (ดร.พีรยศ บรรยาย มอ.ปัตตานี ๒๕๔๘)

 

ง. วัฒนธรรมกับเอกลักษณ์ชาวมลายู ( ในด้านวัตถุ )

 

๑.ด้านการศึกษา

 

           พุทธศาสนานั้น มีพระภิกษุสงฆ์ ทำหน้าที่ในการเผยแผ่ สั่งสอน และประกอบกิจกรรม ต่างๆทางศาสนา การศึกษาของชุมชนจึงต้องอาศัยการถ่ายทอดจากพระสงฆ์ในพุทธศาสนา จะพบว่าในอดีตชุมชนจะไปเรียนหนังสือกันในวัดพุทธศาสนา โรงเรียนนั้นเกิดขึ้นในวัดก่อน

 

            การศึกษาในลักษณะนี้ยังได้ตกทอดมายังชนชาวมลายู ในเวลาต่อมาเมื่อได้รับอิสลามแล้ว การศึกษาปอเนาะก็มีลักษณะคล้ายกับการศึกษาของชาวพุทธ คือ ผู้เรียน ที่เรียกว่า “ โต๊ะปาเก ” ต้องไปอาศัยอยู่กับ “ โต๊ะครู ” เหมือนกับสามเณรที่ต้องไปอยู่กับเจ้าอาวาสในวัด ในอดีตนั้นโต๊ะปาเก โกนศีรษะ เหมือนสามเณร แม้จะมีเหตุผลแตกต่างกัน

 

            ปัจจุบัน สถาบันการศึกษาปอเนาะ กำลังอยู่ในระยะเปลี่ยนแปลงไปเป็นโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามตามนโยบายของรัฐบาล

 

๒. การประกอบอาชีพ(Cari Nafkah)

 

          ได้กล่าวมาแล้วว่าแหลมมลายูได้เคยอยู่ภายใต้ลัทธิความเชื่อฮินดู พุทธ ภายใต้อาณาจักรศรีวิชัย จากสุมาตรามาเป็นเวลากว่า ๕๐๐ ปี(ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๘-๑๓) จึงได้รับเอาวัฒนธรรมที่หลากหลายมาเป็นรูปแบบการดำเนินชีวิต

 

            การประกอบอาชีพประมงเป็นพื้นฐานของชาวมลายูมาก่อน การออกหาปลาในทะเล ชาวมลายูในอดีตมักจะมีการฆ่ากระบือที่ชายหาด และหรือปล่อยเรือจำลอง จุดประทัด เพื่อเซ่นไหว้ผีทะเล อันเป็นความเชื่อก่อนอิสลาม

 

            การต่อเรือของชาวมลายูนั้น มีวัฒนธรรมของชวาเข้ามาปะปนโดยเฉพาะการต่อเรือกอและหรือเรือที่มีกระดูกงู นั้นชาวปาตานีมีประสบการณ์มาช้านาน ในประวัติศาสตร์ลังกาสุกะ กล่าวว่า ชวานั้นมีความรู้ในการทำสงครามโดยทางเรือออกโจมตีเมืองมลายูจนได้รับชัยชนะ เมื่อได้เข้ามามีอำนาจในอาณาจักรลังกาสุกะ หรือปาตานี ศิลปะการต่อเรือและการเดินเรือก็ตกทอดมาเป็นของคนมลายูในย่านนี้ เพื่อใช้ในการทำสงคราม และใช้ในการออกหาปลาในทะเล เรือกอและนั้นมีเอกลักษณ์ที่การแกะสลัก และลวดลายที่โดดเด่น ของชาวมลายูในปาตานี กลันตัน และตรังกานู เชื่อว่าเป็นการรับมรดกทางวัฒนธรรมมาจากชวา

 

๓.ศิลปกรรมและการละเล่น(Seni & Permainan)

 

           ในการละเล่นมะโย่ง มโนราห์ หรือหนังตะลุง(วายังกูลิต) ของชนชาวมลายูโบราณ ก็ยังคงนำเรื่องราวของพระราม พระลักษณ์ หนุมาน และทศกัณฑ์ ซึ่งเป็นตำนานในศาสนาฮินดู พราหมณ์มาเล่นกัน จนการมาถึงของอิสลามจึงได้ค่อยสูญหายไป

 

          ศิลปะการก่อสร้างมัสยิดในอดีตก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์เดิมของชาวพุทธ เช่น มัสยิดตือโล๊ะมาเนาะ กัวลังงา(โคกโพธิ์) ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นแบบอาระธรรมโกธิคแบบอาหรับ

 

          ดีเกฮูลู (ดีเกบารัต) เป็นการละเล่นอย่างหนึ่งของชาวมลายูปาตานี มาจากคำว่าZikir หรือการดุอาอ์ของอิสลาม การอ่านซาญัค ซะแอร์ ก็มีพื้นฐานมาจากศาสนาอิสลาม

 

๔.ภาษา และวรรณกรรม(Bahasa & Sastera)

 

          การเข้ามาของศาสนาฮินดู และพุทธทั้งสองนิกาย อันมีรากกำเนิดมาจากอินเดีย ทำให้ คนในแหลมมลายูนี้ ได้รับเอาภาษาของศาสนา คือ ภาษาบาลี และสันสกฤต มาใช้ในภาษาของพวกตนด้วย ดังนั้นภาษาบาลีและสันสกฤต ได้เป็นภาษาหนึ่งที่ใช้ในหมู่ชนชั้นปกครองหรือชนชั้นสูง และเป็นภาษาที่ใช้ในวรรณกรรมมลายูอย่างแพร่หลาย

 

           ต่อมาเมื่อวัฒนธรรมอิสลามเข้ามาในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๐ ภาษาอาหรับได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการสื่อสารในชีวิตประจำวันและวรรณกรรมมลายู ภาษามลายูเขียนด้วยอักษรอาหรับที่นิยมเรียกว่า ยาวี หรือ กีตาบยาวีก็ถือกำเนิดขึ้นทั้งในปาตานีและเมืองมลายูอื่นๆ

 

            ปัจจุบันความสำคัญของภาษามลายูลดน้อยลง เป็นเพียงภาษาท้องถิ่น มีภาษาไทยเป็นภาษาราชการ เยาวชนคนรุ่นใหม่พูดมลายูได้เพียงเล็กน้อย หรือถ้าพูดก็ผสมด้วยภาษาไทย

 

๕.การแต่งกาย ( Busana)

 

            ในยุคฮินดู พุทธ นักประวัติศาสตร์จีน ได้กล่าวถึงการแต่งกายของชาวมลายูลังกาสุกะ(ปาตานี ก่อนอิสลาม )ว่า “ ชาวเมืองลังกาสุกะ ทั้งชายและหญิง ปล่อยผมสยายออก (ไม่คลุมผม) สวมเสื้อผ้าไม่มีแขน(ไม่ปิดแขน) ผ้าทำด้วยฝ้าย กษัตริย์และชนชั้นสูงมีผ้าคลุมไหล่... ” (อ.บางนรา)

 

๒๕๑๙) ทูตลังกาสุกะ ที่ไปสัมพันธ์กับจีนเมื่อ ค.ศ.๕๖๘ ที่ชื่อ “ อาเช่อตัว ” ไม่สวมเสื้อ นุ่งผ้าโจงกระเบน สวมกำไลที่ข้อเท้า (สันต์ : ๒๕)

 

           ครั้นการเข้ามาของอิสลาม ชาวมลายูนิยมแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่มิดชิดยิ่งขึ้น หญิงมีผ้าคลุมศีรษะ นุ่งผ้าโสร่งคลุมข้อเท้า เสื้อบันดง(ชวา) ส่วนชายนุ่งโสร่ง เสื้อ ตือโล๊ะบือลางอ(มลายู)

 

           การปฏิวัติวัฒนธรรมในอิหร่าน ได้สร้างปรากฏการณ์การแต่งกายของมุสลิมทั่วโลก เป็นแบบอย่างเดียวกัน คือ หญิงสวมเสื้อยาวคลุมมิดชิด คลุมศีรษะ ปิดหน้ามิดชิด ชายก็สวมเสื้อโต๊ปยาววัฒนธรรมการแต่งกายแบบอาหรับเข้ามาแทนที่วัฒนธรรมมลายู

 

           ในปัจจุบันวัฒนธรรมตะวันตก เข้าผสมผสานในหมู่เยาวชนหญิงชาย เช่นหญิง ใช้ผ้าสีคลุมผม สวมเสื้อยืด เอวสั้นเห็นหน้าท้อง กางเกงยีนส์ เป้าสั้น จนเห็นร่องก้น ส่วนชายสวมเสื้อยืด กางเกงยีนส์ ทำผมสี เจาะจมูก และใบหู

 

          ทั้งหมดนี้คือบทบาทของวัฒนธรรมต่อเอกลักษณ์ของคนในชาติ ที่มีวัฒนธรรมเปลี่ยนแปลงไปตามแฟชั่นตะวันตก ที่มาจากอิทธิพล จากสื่อ วิทยุ โทรทัศน์ อินเตอร์เนท และอื่นๆจนไม่รู้ว่าวัฒนธรรมของตนเองเป็นเช่นไร

........................


 

หมายเหตุ เป็นบทความภาษาไทยและมลายู เผยแพร่ในการสัมมนาโครงการวัฒนธรรมสัมพันธ์ ครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ 3-4 ธันวาคม 2549 ที่โรงแรมซี.เอส. อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ประกอบการบรรยายในหัวข้อเรื่อง “Peranan Kebudayaan Dalam Pemerkasaan Jati Diri Bangsa” หรือบทบาทของวัฒนธรรมในการสร้างอัตลักษณ์ชาติ โดย พล.ต.ต. จำรูญ เด่นอุดม ประธานมูลนิธิวัฒนธรรมอิสลามภาคใต้

 

 

 

 

 

อ้างอิง

เสวณีย์ จิตต์หมวด ” วัฒนธรรมอิสลาม ” กรุงเทพฯ2535

A.Malek”Umat Islam Patani”:Shah Alam,Kl.1993

รศ.ครองชัย หัตถา ” ประวัติศาสตร์ปัตตานี ” ปัตตานี 2548

Wan Mohd Zaghir “Tarikh Patani”1989

Sang Phatttanothai “The Envoy from Langkasuka” (มปป.)

อัพเดทล่าสุด 3 ก.พ. 2559, 00:00 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.