หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
ภาษาต่างประเทศสำหรับชาวมลายู
บทความโดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ ข้อมูลจากมติชน
เรียบเรียงเมื่อ 3 ก.พ. 2559, 00:00 น.
เข้าชมแล้ว 1459 ครั้ง

ภาษาต่างประเทศสำหรับชาวมลายู

 

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์    ข้อมูลจากมติชน วันที่ ๑๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ปีที่ ๓๑ ฉบับที่ ๑๐๙๐๑

 

 

          หลายวันก่อน เพื่อนฝูงซึ่งเป็นนักวิจัยชาวบ้านจากปัตตานีและยะลาแวะขึ้นมาเยี่ยม ได้มีเวลาคุยกันหลายชั่วโมง และหนึ่งในประเด็นที่คุยกันคือเรื่องของภาษาต่างประเทศสำหรับชาวมลายูมุสลิมในภาคใต้ 



          หากพูดอย่างเคร่งครัด ภาษาไทยก็เป็นภาษาต่างประเทศสำหรับคนที่มี "ภาษาน้ำนม"(mother tongue) เป็นภาษามลายูถิ่น แต่ด้วยเหตุที่ชาวมลายูมุสลิมเหล่านี้เป็นพลเมืองของชาติไทย จึงแน่นอนว่าการพูดและอ่านออกเขียนภาษาไทยได้ย่อมให้ประโยชน์แก่ชีวิตของเขามากกว่าไม่ได้ ปัญหาอยู่ที่ว่าจะสอนภาษาไทยอย่างไร ในช่วงไหนของชีวิตจึงจะทำให้เขามีสมรรถภาพในภาษาได้ดีที่สุด 



          ความเป็นจริงซึ่งยังมีผู้เข้าใจผิดในประเทศไทยอีกมากก็คือ ประชาชนในพื้นที่กว่า80% สามารถพูดและฟังภาษาไทยรู้เรื่อง ที่อ่านออกเขียนได้ก็ลดลงมาจากนั้นค่อนข้างมาก แต่สถานะของภาษาไทยไม่ใช่ภาษา"ต่างประเทศ"แท้ๆ เขาต้องใช้มันบ่อยขึ้นในการซื้อ-ขาย และการติดต่อกับราชการซึ่งก็เกิดขึ้นบ่อยกว่าแต่ก่อนเป็นอันมากเช่นกัน ( เช่นถูกสั่งให้หยุดรถเพื่อตรวจค้นเป็นต้น) รวมทั้งการติดต่อในชีวิตกับคนที่ไม่อาจพูดหรือเข้าใจภาษามลายูถิ่นก็เกิดขึ้นบ่อยเช่นกัน 



          ปัญหาของภาษาไทยจึงอยู่ที่คนจำนวนมากไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ (ในระดับที่ใช้งานได้จริง) ในขณะเดียวกันก็มีอะไรในภาษาไทยที่เกี่ยวเนื่องกับชีวิตของเขาให้อ่านหรือเขียนน้อยเกินไป 



          ภาษาไทยไม่ได้ถูกต่อต้านจากคนส่วนใหญ่ ประชาชนรู้ดีว่า ความรู้ภาษาไทยถึงใช้งานได้นั้นมีประโยชน์แก่ชีวิตของเขาแท้จริงแล้ว ผู้ปกครองของเด็กๆ มลายูมุสลิมมักบ่นว่า โรงเรียนหลวงไม่มีความสามารถสอนให้ลูกหลานของเขาเขียนอ่านภาษาไทยได้ 
 


          ผู้บริหารการศึกษาต้องคิดเรื่องนี้อย่างรอบคอบ คือสนับสนุนการทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ และหัดอ่านงานวิจัยเหล่านี้ให้มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ปรึกษาหารือกับคนในท้องถิ่นอย่างกว้างขวาง ในที่สุดก็คงจะได้นโยบายการสอนภาษาไทยที่มีประสิทธิภาพในพื้นที่จนได้ 



          ด้วยเหตุดังนั้น ผมจึงไม่นับภาษาไทยเป็นภาษาต่างประเทศของชาวมลายูมุสลิมในภาคใต้ แม้ว่าภาษาไทยอาจช่วยแก้ปัญหาบางอย่างให้แก่คนท้องถิ่นเหมือนกัน ดังจะกล่าวถึงข้างหน้า 

 

          ในพัฒนาการเข้าสู่ยุคใหม่ ภาษาทั้งหลายในโลกต้องปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงในทุกทาง คือทางเทคโนโลยี (เช่นการพิมพ์ทำให้เกิดภาษาเขียนมาตรฐาน , วิทยุทำให้เกิดสำเนียงมาตรฐาน ฯลฯ) วงศัพท์ต้องถูกขยายออกไปอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว เพื่อรองรับ ความคิดใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีในสังคมมาก่อน ตัวอักษรถูกปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับการพิมพ์และการเขียนหวัด ฯลฯ 
 


          ภาษามลายูถิ่น ก็เหมือนภาษาไทยถิ่น เช่นคำเมืองและภาษาอีสาน ไม่มีโอกาสพัฒนาไปตามความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เพราะขาดศูนย์กลางของการพัฒนา เพื่อนนักวิจัยชาวบ้านคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นครูโรงเรียนตาดีกา ให้ความเห็นว่า นักปราชญ์มลายูคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้พัฒนารูปสระขึ้นในอักษรอาหรับ เพื่อใช้เขียนภาษามลายูได้สะดวกขึ้น ลูกศิษย์น่าจะมีความคิดพัฒนาต่อไปในการแปลงอักษรอาหรับ (หรือที่มักเรียกกันในเมืองไทยว่าตัวยาวี) ให้เหมาะกับการเขียนภาษามลายูมากขึ้น และอาจเหมาะกับการพิมพ์สมัยใหม่ด้วย 
 


           ไม่แต่ภาษาเขียนเท่านั้นที่ไม่สามารถใช้เป็นสื่อสำหรับวิทยาการสมัยใหม่ได้ ภาษาพูดก็เช่นเดียวกัน เพื่อนนักวิชาการชาวมลายูคนหนึ่งของผม ซึ่งได้เมตตาช่วยแปลงานบางชิ้นในภาษาไทยเป็นภาษามลายูถิ่นให้ สารภาพว่าเธอต้องแปลเป็นภาษามาเลเซียก่อน แล้วแปลงภาษามาเลเซียกลับเป็นภาษามลายูถิ่นอีกทีหนึ่ง นั่นก็คือไม่อาจ"คิด"งานวิชาการจากภาษาไทยไปสู่ภาษามลายูถิ่นได้ในทอดเดียว 



            ด้วยเหตุดังนั้น ชาวมลายูพื้นถิ่นซึ่งเป็นคนในศตวรรษปัจจุบัน จึงหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องรู้ภาษาต่างประเทศ ทั้งเพื่อรับและส่งวิทยาการและความคิดความอ่านให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ในโลก ต้องมีภาษาที่เขาอ่านออกเขียนได้เพื่อได้เรียนเคมี , ฟิสิกส์ , ชีววิทยา , ควอนตัม , ประวัติศาสตร์ , ปรัชญา , วรรณคดี ฯลฯ อันไม่อาจหาได้ในภาษามลายูถิ่น ( อันเป็นภาษาที่ไม่อาจสื่อความรู้ความคิดดังกล่าวได้เสียแล้ว) 
 


            คำถามก็คือควรจะเป็นภาษาอะไร เฉพาะการเรียนรู้ภาษาไทยจนใช้การได้เพียงพอหรือไม่ คำตอบก็คงเหมือนเด็กไทยในส่วนอื่นๆ กล่าวคือดูเหมือนจะเห็นพ้องต้องกันว่าไม่พอ จำเป็นต้องรู้ภาษาต่างประเทศอีกอย่างน้อยหนึ่งภาษา ก็ต้องนับว่าไม่พอสำหรับเด็กมลายูเช่นกัน 
 


            ถ้าอย่างนั้นควรเป็นภาษาอะไร ?นักวิจัยชาวบ้านไม่ได้ตอบผม แต่ให้ความรู้เกี่ยวกับภาษาต่างประเทศที่ชาวมลายูต้องเรียนอยู่ในทุกวันนี้ 

 

 

 

 

         นั่นคือภาษาอาหรับเพื่อทำให้สามารถอ่านอัลกุรอ่านได้ ที่ว่า"อ่านได้"ตามความเข้าใจของผมนั้น ไม่ได้หมายความว่าอ่านรู้เรื่องเท่ากับออกเสียงได้ถูกต้อง เพราะถือกันว่าการทำละหมาดนั้นควรออกเสียงให้ถูก แต่การอ่านภาษาอาหรับออกนั้นเป็นคุณสมบัติของผู้รู้จำนวน ไม่มากนัก 



          ฉะนั้นหากปรับปรุงวิธีการสอนภาษาอาหรับให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น (อย่างภาษาที่ยังมีชีวิตอยู่) ภาษาอาหรับก็น่าจะเป็นภาษาต่างประเทศที่เหมาะสมสำหรับชาวมลายูท้องถิ่น สำเร็จประโยชน์ทั้งสองทางคือทางศาสนาและทางโลกย์ 
 


          แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า ภาษาอาหรับเป็นสื่อที่ดีสำหรับการสื่อสาร-ทั้งรับและส่ง-ข่าวสารข้อมูลของโลกปัจจุบันหรือไม่? 
 


          ผมคิดว่าปัญหานี้ตอบยาก ในแง่หนึ่งนักปราชญ์อิสลามหลากหลายสำนัก แม้ในปัจจุบัน ยังคงเขียนงานทางศาสนาและสังคมด้วยภาษาอาหรับ อาจพูดได้ว่าภาษาอาหรับเป็นภาษากลางของโลกมุสลิม ฉะนั้นความรู้ภาษาอาหรับจนใช้การได้จึงเปิดโลกของชาวมลายูให้กว้างขึ้นอย่างมากแน่นอน 



           แต่ภาษาอาหรับเชื่อมโยงกับวิทยาการตะวันตก (หรือตะวันออกนอกโลกมุสลิม) มากน้อยเพียงใด ผมเดาว่าไม่สู้จะมากนัก หรืออย่างน้อยก็เหมือนกับภาษาตะวันออกอื่นๆ (ยกเว้นญี่ปุ่นและจีน) ซึ่งทุกฝ่ายลงความเห็นกันว่าไม่เพียงพอ ผมสังเกตว่านักวิชาการมุสลิมที่ไปเรียนในประเทศตะวันออกกลางและปากีสถาน ล้วนสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้คล่อง แสดงว่าแม้ในระบบการศึกษาของโลกอาหรับเอง ก็ยังต้องอาศัยภาษาอังกฤษเป็นตัวเชื่อมกับวิทยาการสมัยใหม่อยู่นั่นเอง 
 


           ถ้าอย่างนั้นเด็กชาวมลายู ก็ยังจำเป็นต้องเรียนรู้ภาษาต่างประเทศอีกภาษาหนึ่ง อาจเป็นภาษาตะวันตกเช่น อังกฤษ , เยอรมนี , ฝรั่งเศส หรือรัสเซีย หรืออาจเป็นภาษาตะวันออกที่ทำให้เชื่อมโยงกับความรู้สมัยใหม่ได้ เช่นจีน หรือญี่ปุ่น จะเป็นภาษาใดก็ได้ 
 


          อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากสภาพที่เป็นจริงในประเทศไทยแล้ว ภาษาอังกฤษดูจะมีความเป็นไปได้มากที่สุด เพราะหาครูได้ง่ายกว่า ซ้ำยังมีตำราและเครื่องมือการเรียนรู้พร้อมกว่าภาษาอื่นๆ ที่กล่าวแล้ว ข้อเสียมีอย่างเดียวคือภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่อเมริกันใช้ และอะไรที่เป็นอเมริกันย่อมน่ารังเกียจแก่มุสลิมบางกลุ่ม หลักสูตรการศึกษาที่จะประสบความสำเร็จ ไม่ควรมีส่วนใดที่มีลักษณะบีบบังคับ 
 


         ฉะนั้นเด็กมลายูมุสลิมในภาคใต้ จึงต้องเรียนภาษาต่างประเทศค่อนข้างมาก คือไทย (หากนับเป็นภาษาต่างประเทศ) , อาหรับ , และอังกฤษ ในขณะเดียวกันเด็กยังถูกคาดหวังว่าควรอ่านคัมภีร์ศาสนาในภาษามลายูซึ่งเขียนด้วยตัวอาหรับ (ยาวี) ได้อีกด้วย และถึงอย่างไร เขาก็ควรสืบทอดมรดกที่บรรพชนของเขาได้สร้างสรรค์ไว้ให้สืบไป 
 


          ในทุกวันนี้ เด็กมลายูมุสลิมในภาคใต้ใช้เวลากับการเรียนหนังสือค่อนข้างมากอยู่แล้ว นอกจากเรียนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาแล้ว ผู้ปกครองมักส่งไปเรียนศาสนาในตาดีกาอีกด้วย เพราะตาดีกาให้ความรู้สำคัญในการที่เขาจะดำรงชีวิตในสังคมของเขาสืบไปภายหน้า บางคนประมาณว่าเด็ก (ระดับประถม) ใช้เวลากับการเรียนถึงวันละ 13 ชั่วโมง 
 


          ดังนั้น การปฏิรูปการศึกษาในภาคใต้ ต้องหมายรวมถึงการปรับเปลี่ยนวิธีเรียนอย่างฉลาด เพื่อทำให้เด็กได้ความรู้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ด้วยเวลาที่ไม่มากเกินไปดังนี้ ไม่ใช่การไปรอนหรือรังเกียจการเรียนทางศาสนาเพียงอย่างเดียว 
 


          อะไรสำคัญแก่ชีวิตของลูกหลานใคร ขอให้เขามีสิทธิเป็นผู้ตัดสินใจเองบ้าง

อัพเดทล่าสุด 3 ก.พ. 2559, 00:00 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.