หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
บรรยายสาธารณะ : "ความทรงจำจากหนองหาร สังคมคนเมืองสกลนคร"
บทความโดย ประสาท ตงศิริ
เรียบเรียงเมื่อ 6 ก.พ. 2559, 10:56 น.
เข้าชมแล้ว 8409 ครั้ง

              เมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๓ มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้จัดการบรรยายสาธารณะ ในหัวข้อ เรื่อง “ ความทรงจำจากหนองหาร สังคมคนเมืองสกลนคร” โดยคุณประสาท ตงศิริ อดีตประธานหอการค้าจังหวัดสกลนคร และอดีตประธานชมรมส่งเสริมคนดีเมืองสกลจากตระกูลชาวจีนโพ้นทะเลเก่าแก่ที่สุดของเมืองสกลนคร ท่านถูกปลูกฝังถ่ายทอดความรักแผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอนและมีความทรงจำเกี่ยวกับเมืองสกลนครอย่างลุ่มลึก จนกลายเป็นนักเขียนและผู้ค้นคว้าเรื่องราวเกี่ยวกับท้องถิ่นคนสำคัญของเมืองสกลนครในปัจจุบันมาบอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่หนองหารกับภูพาน พื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์และเรื่องราวที่ยาวนานมานับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

 

คุณประสาท  ตงศิริ : วิทยากรบรรยาย

 

พื้นที่หนองหาร จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นพื้นที่เขตภาคอีสานตอนบนในบริเวณที่เรียกว่า“แอ่งสกลนคร” โดยมีแนวเทือกเขาภูพานเป็นแนวยาวทางทิศเหนือ ทิศตะวันตกและทิศใต้ มีพื้นที่ราบอยู่ทางทิศตะวันออกลาดเอียงเข้าสู่ชายฝั่งแม่น้ำโขง หนองหารแต่เดิม คือ แอ่งรับน้ำตามธรรมชาติ ชายขอบบางส่วนเป็นท้องนาและทุ่งหญ้า มีที่ดอนเป็นเกาะแก่งในหนองน้ำอยู่หลายแห่ง ซึ่งเกิดจากสายน้ำลำห้วยกว่า ๑๔ สายต่างไหลลงสู่หนองหาร มีลำน้ำพุงจากเทือกเขาภูพานเป็นต้นน้ำที่สำคัญ

 

พื้นที่รายรอบหนองหาร เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่มีน้ำเต็มอยู่ตลอดปี ซึ่งถือเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญ ในช่วงฤดูกาลน้ำหลากคือเดือนพฤษภาคม ปลาหลากหลายพันธุ์จะว่ายทวนน้ำเพื่อมาวางไข่ในหนองหาร เมื่อย่างเข้าเดือนสิงหาคมและกันยายนจะเป็นช่วงที่น้ำเต็มหนองหาร ซึ่งหากปีใดน้ำมากก็มักจะไหลเข้าท่วมผืนนาและหมู่บ้าน  แม้ที่นาจะได้รับความเสียหายแต่ก็จะถูกชดเชยด้วยพันธุ์ปลาหลายชนิดที่ว่ายน้ำเข้ามาอาศัยอยู่ในผืนนา เพื่อให้ปลาในหนองหารได้มีการแพร่พันธุ์มากขึ้น ชาวบ้านจะไม่จับปลากันช่วงนี้ ส่งผลให้ชาวบ้านหนองหารมีปลานำไปประกอบอาหารและถนอมอาหารกินต่อไปตลอดทั้งปี

 


 

ภาพถ่ายทางอากาศเขตเมืองสกลนคร ปี พ.ศ.๒๔๙๗

 

ด้วยชัยภูมิเหมาะสำหรับการสร้างบ้านแปลงเมือง จึงทำให้พื้นที่โดยรอบหนองหารเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์มาหลายยุคหลายสมัย ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์มีการค้นพบเครื่องมือเหล็กหลายชนิด สมัยทวารวดีได้พบใบเสมาหิน พระพุทธรูปสมัยทวารวดีกระจายอยู่ทั่วไป และอิทธิพลสมัยขอม เช่น ปราสาทพระธาตุนารายณ์เจงเวง,  ปราสาทพระธาตุภูเพ็ก เป็นต้นในหลักฐานจารึกได้ขนานนามชุมชนบริเวณนี้ว่าเมือง“หนองหารหลวง”  มีการวางผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยม เช่น ที่โคราชและมีการค้นพบสะพานหินขอม คาดว่าเป็นทำนบกั้นน้ำด้านทิศตะวันตกของคูเมือง ถือเป็นระบบชลประทานที่สำคัญในอดีต

 

ภายในตัวเมืองยังมีวัดเก่าแก่อยู่ด้วยกัน ๙ แห่ง แต่ละแห่งจะมีตระกูลค้ำวัดหรือผู้อุปถัมภ์วัด เช่น วัดโพธิ์ชัย ตระกูลพรหมสาขาเป็นผู้ค้ำวัด และวัดศรีสะเกษตระกูลศิริขันธ์เป็นผู้ค้ำวัด เป็นต้น โดยภายในวัดจะมีบ่อน้ำขนาดเล็กๆ สำหรับชาวบ้านนำน้ำไปอุปโภคภายในครัวเรือน

 

ตระกูลศิริขันธ์ ผู้ค้ำวัดศรีสะเกษ

 

การปกครองของสกลนครในอดีต ปกครองด้วยระบบเจ้าเมือง จนกระทั่งปี พ.ศ.๒๔๔๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ปฏิรูปการปกครองด้วยการส่งข้าหลวงจากส่วนกลางเข้ามาบริหารราชการแทน จนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้เปลี่ยนนามเมืองเป็นจังหวัดทั่วราชอาณาเขตสยาม เมืองสกลนครเปลี่ยนเป็นจังหวัดสกลนครนอกจากนี้ยังได้สร้างถนนและตั้งชื่อแบบภาคกลาง คือ  ถนนเจริญเมือง เรืองสวัสดิ์ กำจัดภัย ใจผาสุก  สุขเกษม เปรมปรีดา มรรคาลัย และใสสว่าง ได้สะท้อนถึงการเข้ามาจัดการของรัฐส่วนกลางในพื้นที่สกลนครมากขึ้นตามลำดับ

 

กลุ่มคนในจังหวัดสกลนครโดยเฉพาะ อำเภอหนองหาร ประกอบไปด้วยหลากหลายชาติพันธุ์ เพราะสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ปี พ.ศ. ๒๓๗๖ - ๒๓๘๘ ไทยและญวนได้แผ่อิทธิพลเหนือเขมร เพื่อเป็นการตัดกำลังของญวน ไทยจึงเริ่มทำสงครามเพื่อการกวาดต้อนผู้คนจากเมืองต่างๆ จึงทำให้เกิดการอพยพของผู้คนเข้าสู่สกลนครเป็นอันมาก เช่น กลุ่มคนผู้ไท กลุ่มกะโซ่ กลุ่มญ้อ เป็นต้น

 

กลุ่มผู้ไท ญ้อ เป็นกลุ่มสำคัญที่ควบคุมเศรษฐกิจในอดีต โดยเฉพาะกลุ่มพ่อค้าหรือนายฮ้อยเก่าส่วนใหญ่เป็นผู้ไท เส้นทางการค้าที่สำคัญ เช่น เส้นทางตะวันตกผ่าน อ. แม่สอด จ.ตาก เข้าประเทศพม่าและเส้นทางจากเมืองสกลนครลงมา เข้าทางเขาวง จ.กาฬสินธุ์ จ.สระแก้ว จ.ชลบุรี เพื่อนำของป่าไปแลกกับ ยารักษาโรค ผ้าแพร เครื่องเทศ เป็นต้น จนทำให้มีฐานะสามารถส่งลูกหลานเข้าไปเรียนในกรุงเทพได้ อย่างเช่น ครอบครัวของนายเตียง ศิริขันธ์ เสรีไทยสายอีสานคนสำคัญ บิดาชื่อขุนนิเทศพานิชย์ (บุดดี  ศิริขันธ์)มารดาชื่อ นางอ้ม  ศิริขันธ์ บิดาเป็นพ่อค้าควบคุมกองเกวียน นับว่ามีรายได้ดีจนมีฐานะเป็นคหบดีคนหนึ่งของสกลนคร สามารถส่งนายเตียงเข้ามาศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยในกรุงเทพได้


ในภายหลังผู้ที่มีบทบาททางเศรษฐกิจของหนองหารได้เปลี่ยนมือเป็นกลุ่มคนจีนและคนญวนตามลำดับ โดยเฉพาะกลุ่มคนญวนถือว่าเป็นกลุ่มที่มีบทบาทในปัจจุบัน สำหรับคนญวนที่อพยพเข้ามามี๒รุ่นคือเข้ามาในสมัยรัชกาลที่๓และหลังสงครามฝรั่งเศสหรือที่คนท้องถิ่นเรียกว่า“ ญวนใหม่” หลักฐานที่สะท้อนถึงความรุ่งเรืองในด้านการค้าของชาวญวน คือตึกรามบ้านช่องแบบญวนซึ่งเป็นที่น่าเสียดายยิ่งที่อาคารดังกล่าวถูกไฟไหม้ไปเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๖

 

สภาพย่านการค้าเมืองสกลนคร ภายหลังเหตุการณ์ไฟไหม้ใหญ่สกลนคร ปี ๒๕๑๖

 

สำหรับเทือกเขาภูพาน เป็นเทือกเขาที่ทอดตัวในแนวตะวันออกเฉียงใต้ - ตะวันตกเฉียงเหนือ จากชายแดนไทย ที่อำเภอพิบูลมังสาหาร ข้ามปากแม่น้ำมูล เข้าสู่อำเภอโขงเจียม เลียบชายฝั่งแม่น้ำโขง ผ่านอำเภอศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี ขึ้นไปยังจังหวัดมุกดาหาร เป็นเขตแดนของจังหวัดมุกดาหารกับกาฬสินธุ์ และจังหวัดกาฬสินธุ์กับจังหวัดสกลนคร จังหวัดกาฬสินธุ์กับจังหวัดอุดรธานี และจังหวัดอุดรธานี กับจังหวัดขอนแก่น

 

ในเขตภูพาน ทั้งที่อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี แถบอุบลราชธานีและมุกดาหาร มีกลุ่มก้อนหินโผล่ซ้อนกันคล้ายดอกเห็ดหรือตั้งพิงกันหลายแห่ง เรียกว่าเพิงหิน(rock shelter) ส่วนพื้นที่รอบๆ เป็นลานหินกว้าง เหมาะสำหรับเป็นพื้นที่ทำพิธีกรรมร่วมกันของกลุ่มคนที่เดินทางมาจากท้องถิ่นต่างๆ

 

เพิงหินที่วัดถ้ำพระ สกลนคร

ภาพแกะสลักโบราณ์ถ้ำพระด่านแร้ง อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร

 

บริเวณเหล่านี้เป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมทางความเชื่อต่อเนื่องกันมานับตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ มีปรากฏภาพเขียนสีลวดลายเรขาคณิต ภาพฝ่ามือ ภาพเลียนแบบคนและสัตว์ตามผนังหรือใต้เพิงหินหลายจุด ในกาลต่อมาบริเวณเพิงผาหินและลานหินเหล่านี้ถูกปรับใช้เป็นสำนักสงฆ์ที่อยู่ตามป่าเขา เป็นที่วิปัสสนาของพระป่า เช่น พระอริยสงฆ์สายอีสาน อย่างพระอาจารย์มั่น  ภูริทัตโต

 

เตียง  ศิริขันธ์  ส.ส.สกลนคร ๕ สมัย ผู้มีสมญานามว่า "ขุนพลภูพาน"

 

เหตุบ้านการเมืองในยุคสมัยหนึ่ง ภูพานเคยเป็นสมรภูมิรบสำคัญในความขัดแย้งด้านอุดมการณ์การทางการเมืองระหว่างรัฐกับกลุ่มนิยมซ้าย และได้กลายเป็นที่มั่นในการฝึกหัดเสรีไทยในเวลาต่อมา โดยบุคคลสำคัญที่ควรกล่าวถึงในฐานะเสรีไทยและผู้แทนราษฎรของจังหวัดสกลนครคนแรก คือนายเตียง  ศิริขันธ์  ซึ่งได้ฉายา “ขุนพลภูพาน ”เป็นแม่ทัพใหญ่ในการฝึกหัดเสรีไทยโดยท่านได้ทำการชักชวนชาวบ้านร่วมฝึกอาวุธเป็นกองทัพประชาชนเพื่อต่อสู้กับทหารญี่ปุ่นในสงครามมหาเอเชียบูรพา

 

ภาพของหนองหารเมื่อวันวานได้แปรเปลี่ยนเมื่อเริ่มสร้างประตูกั้นลำน้ำก่ำในปี พ.ศ. ๒๕๓๖ นับเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้หนองหารวิกฤต หน้าที่ของหนองหารแต่เดิม คือ ทำน้ำประปาแต่ด้วยชุมชนเมืองขยายตัวมากขึ้นได้กลายเป็นแหล่งรองรับน้ำเสียจากชุมชน

 

 

และด้วยหนองหารเป็นน้ำนิ่ง เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้งจึงทำให้น้ำในหนองหารเน่าและเกิดวัชพืชหนาแน่นที่เรียกกันว่า“ขี้สนม”  นอกจากนี้ยังทำให้เกิดโรคพยาธิใบไม้ตับแพร่ระบาดในสัดส่วนที่สูงกว่า๓๐เปอร์เซ็นต์น้ำกินน้ำใช้ที่เคยใช้น้ำจากหนองหารโดยตรงก็ไม่สามารถใช้ได้ทั้งดื่มกินส่วนการประปาซึ่งต้องผลิตน้ำแจกจ่ายแก่ชาวเมืองสกลนครแม้จะยังใช้น้ำจากหนองหารได้แต่ก็ต้องสร้างท่อสูบน้ำให้ห่างฝั่งหนองหารเรื่อยไป 

 

รวมทั้งปัญหาโบราณสถานต่างๆ ไม่ได้รับการเหลียวแลจากภาครัฐและเอกชน  จึงทำให้คนในชุมชนที่เห็นถึงความสำคัญของท้องถิ่นของตนเกิดการรวมตัวกันเป็นกลุ่มคนสกลนคร ประกอบด้วยข้าราชการ นักธุรกิจ และนักเรียน นักศึกษา โดยมีคุณประสาท  ตงศิริ เป็นผู้ประสานงาน มาร่วมกันทำกิจกรรมเพื่อสังคมทำให้เห็นภาพของการเคลื่อนไหวในการทำงานโดยชาวบ้านเพื่อรักษาความเป็นชุมชนไว้ต่อไปในอนาคต

 

ภาพบางส่วนจาก : http://www.yclsakhon.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=310329

 

บรรยายสาธารณะ ปีที่ ๒/๒๕๕๓ : ความทรงจำจากหนองหาร สังคมคนเมืองสกลนคร

 

 

อัพเดทล่าสุด 2 ส.ค. 2560, 10:56 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.