หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
จากดอยตุงถึงดอยด้วน : ภูมิวัฒนธรรมยุคหินตั้งในล้านนา ๑
บทความโดย ศรีศักร วัลลิโภดม
เรียบเรียงเมื่อ 20 เม.ย. 2559, 12:25 น.
เข้าชมแล้ว 27740 ครั้ง

บทความเรื่องนี้เป็นผลงานจากการเดินเท้าในการศึกษาและสำรวจแหล่งวัฒนธรรมท้องถิ่นตามภูมิภาคต่างๆ  ในดินแดนประเทศไทย ที่ข้าพเจ้าใช้เป็นพื้นฐานสำคัญในการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นให้แก่ชาวบ้านชาวเมืองที่มีสำนึกในเรื่องชาติภูมิและมาตุภูมิของคนใน

 

ตามแนวคิดของข้าพเจ้า การเข้าถึงประวัติศาสตร์ท้องถิ่นนั้นต้องทำความเข้าใจกับสาระสำคัญ ๓ เรื่อง คือ ภูมิวัฒนธรรม นิเวศวัฒนธรรม และชีวิตวัฒนธรรม ทั้งสามเรื่องนี้จะทำสำเร็จได้ต้องให้คนในท้องถิ่นเป็นคนทำ โดยมีส่วนร่วมจากคนนอก เพราะเป็นเรื่องของสิ่งที่สร้างโดยคนในท้องถิ่นจากการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมและการสืบเนื่องมาจนปัจจุบันตั้งแต่ในยุคโลกาภิวัตน์ เช่น ปัจจุบันการเปลี่ยนผ่านทางสังคมในดินแดนประเทศไทยมาสังคมเกษตรแบบชาวนา (Peasant Society) มาสู่สังคมอุตสาหกรรมที่กำลังโหมด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมหนักจนสุดโต่ง โดยทั้งรัฐและทุนข้ามชาติในทุกวันนี้ที่กำลังทำให้สังคมและวัฒนธรรมไทยเข้าสู่ภาวะล่มสลายทั้งสภาพแวดล้อมธรรมชาติและความเป็นมนุษย์ (Homo sapiens) เพราะกึ่งศตวรรษที่ผ่านมาเต็มไปด้วยกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจ-การเมืองจากข้างบน หรือจากรัฐที่ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายผู้คนทั้งภายในประเทศและจากภายนอกประเทศเข้ามาตามท้องถิ่นต่างๆ เพื่อแย่งที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย และทรัพยากรธรรมชาติของผู้คนในสังคมชาวนา ที่อยู่ติดที่และมีชีวิตร่วมกันในระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงมาร่วมพันปี กระบวนการเปลี่ยนสังคมเกษตรแบบชาวนาให้กลายเป็นสังคมอุตสาหกรรมนั้น แลเห็นได้จากการนำเทคโนโลยีจากภายนอกมาสร้างกระบวนการอุตสาหกรรมและเมืองสมัยใหม่ (Industrialization กับ Urbanization) ที่คนท้องถิ่นในสังคมชาวนาปรับตัวไม่ได้ทัน ต้องเสียที่ทำกิน ที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและวัฒนธรรม ซึ่งเคยจรรโลงความสงบสุขสันติและความพอเพียงมาเป็นเหยื่อของความโลภในทางวัตถุและการบริโภคนิยมอย่างเพื่อตัวเองมากกว่าส่วนรวมอย่างสุดโต่ง

 

ผลจากการเปลี่ยนแปลงประเทศโดยรัฐและทุนข้ามชาติในระบอบประชาธิปไตยแบบซื้อเสียงขายเสียง และเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีที่ทำให้ประเทศชาติกลายเป็นอุตสาหกรรมจากเบากำลังไปหาหนักในวันนี้ก็คือพื้นที่ทำกินในด้านเกษตรกรรม ๙๐ เปอร์เซ็นต์อยู่ในมือของพวกนายทุนทั้งในชาติและข้ามชาติจำนวน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แต่คนที่ทำเกษตรกรรม ๙๐ เปอร์เซ็นต์มีที่ทำการเกษตรเพียง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ไม่รวมถึงบรรดาที่อยู่อาศัยและทรัพยากรที่ถูกแย่งไปจากผู้คนในแต่ละท้องถิ่น สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือทั้งที่ดิน ทรัพยากรและแม้แต่คนก็ถูกกระทำให้เป็นสินค้าไปหมด โดยเฉพาะคนกลายเป็นสินค้าที่เห็นได้จากการมองคนเป็นแรงงาน เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีการศึกษาอบรมกันตามสถาบันต่างๆ ของมหาวิทยาลัย เรียนรู้กันแต่เทคโนโลยี การทำมาหากินในอาชีพต่างๆ ด้วยสำนึกทางวัตถุนิยมและบริโภคนิยม จนลืมความเป็นมนุษย์ในทางชาติกำเนิด และสำนึกทางศีลธรรมและจริยธรรม โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ทั้งชนชั้นล่างและชั้นกลางกำลังบ้านิยมกับโลกไร้พรมแดน จนถึงกับขายบ้านขายแผ่นดินและขายตัวเองให้กับทุนข้ามชาติในขณะนี้ แต่จากประสบเรียนรู้จากการเดินเท้าของข้าพเจ้าทั้งภายในประเทศและประเทศเพื่อนบ้านพบว่า แม้ว่ารัฐไทยและรัฐในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เขมร จะถูกปกครองไปด้วยรัฐบาลทรราชก็ตาม แต่สถานการณ์ทางสังคมและวัฒนธรรมของประเทศไทยยังไม่สิ้นหวังเท่ากับคนเขมร เพราะยังมีพลังทางภาคประชาสังคมต่อต้านและต่อสู้ที่จะไม่ยอมให้บ้านเมืองเปลี่ยนสภาพทางสังคมเศรษฐกิจเข้าสู่การเป็นสังคมอุตสาหกรรมไปอย่างสุดโต่ง นั่นคือต้องยืนยันฐานทางสังคมเศรษฐกิจที่เป็นเกษตรกรรมไว้

 

ปราชญ์อาวุโสของบ้านเมืองท่านหนึ่งคือ ศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก เตือนสติไว้ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลก การรักษาสังคมเกษตรกรรมไว้นั้นมีความสำคัญต่อการอยู่รอดของคนในชาติชั่วลูกชั่วหลาน เพราะสามารถผลิตอาหารให้คนกินอยู่อย่างสบายไม่มีทางอดอยาก อย่างเช่นประเทศที่บ้าอุตสาหกรรมทั้งหลายในโลก ในความคิดของข้าพเจ้า การฟื้นฟูและจรรโลงสังคมเกษตรกรรมดังกล่าว คนรุ่นใหม่ที่มีสติและปัญญาจำเป็นต้องหันมาทบทวนอดีต เพื่อให้เข้าใจความเป็นมาทางสังคมเกษตรกรรมชาวนา (Peasant Society) ที่มีมากว่าพันปีว่ายังมีความหมายต่อการอยู่ร่วมกันของคนในท้องถิ่นอยู่หรือไม่ เพื่อเป็นความรู้ในอดีตที่จะนำมาพัฒนาสังคมเกษตรกรรมให้อยู่ร่วมไปกับการเติบโตของอุตสาหกรรมในกระแสโลกาภิวัฒน์ ภูมิวัฒนธรรมคือสิ่งที่ควรศึกษาและทบทวนเป็นดับแรก เพราะเป็นภูมิทัศน์และภูมินิเวศที่ถูกทำลายและแทนที่ด้วยการเกษตรอุตสาหกรรม (Contracted farming) โรงงาน เขื่อน ถนนหนทาง และความเป็นบ้านเมืองสมัยใหม่ (Urbanization)

 

ภูมิวัฒนธรรมที่จะกล่าวถึงในบทความนี้อยู่ในภาคเหนือที่ในอดีตเรียกว่าล้านนาไทย ซึ่งแบ่งย่อยๆ ออกเป็นแอ่งใหญ่ๆ ได้ ๒ แอ่ง คือ แอ่งเชียงใหม่และเชียงราย โดยเฉพาะแอ่งเชียงรายนั้นมีชื่อเรียกเฉพาะว่าโยนก และผู้คนได้รับการขนานชื่อว่า ยวนหรือไทยยวน แอ่งเชียงรายมีพื้นที่ลุ่มน้ำสำคัญอยู่ ๒ ที่ราบลุ่ม คือแม่น้ำกกและแม่น้ำอิง แต่ละลุ่มน้ำก็มีแอ่งและหุบ (Basin และ Valley) หลายแห่ง อันเป็นพื้นที่คนเคลื่อนย้ายเข้าไปตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนบ้านและเมือง และทำเกษตรกรรมเพื่อดำรงชีวิตร่วมกัน แต่ละแอ่งดังกล่าวนี้เป็นเบ้าหลอมที่ทำให้คนหลายชาติพันธุ์ หลายภาษาและศาสนา ความเชื่อเข้ามาตั้งถิ่นฐานร่วมกัน สัมพันธ์กันทางสังคม ทั้งการแต่งงานและทำกินในพื้นที่เดียวกัน เป็นที่เกิดและตายร่วมกัน ทำให้มีสำนึกร่วมในพื้นที่เกิดหรือมาตุภูมิเดียวกัน โดยสร้างความรู้ชั้นชุดหนึ่งในนามของจารีตและประเพณีให้เป็นสิ่งรับรู้ร่วมกันและถ่ายทอดมายังคนรุ่นหลังๆ เพื่อการอยู่รอดร่วมกัน นับเป็นความรู้จากคนภายในท้องถิ่นและระหว่างถิ่นที่สัมพันธ์กัน ความรู้จากภายในที่คนภายนอกเช่นข้าพเจ้าแลเห็นพื้นที่ซึ่งเป็นภูมิวัฒนธรรมได้นั้นก็จากสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม วัฒนธรรมก็คือการเรียกชื่อสถานที่ต่างๆ ทั้งแม่น้ำลำคลอง หนอง ห้วย ป่าเข