หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
แถลงการณ์ชุมชนป้อมมหากาฬ : จุดยืนและท่าทีต่อกรณีหนังสือแจ้งให้ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากโรงเรือนสิ่งปลูกสร้าง
บทความโดย ประชาชน ชุมชนป้อมมหากาฬ
เรียบเรียงเมื่อ 10 มี.ค. 2559, 00:00 น.
เข้าชมแล้ว 7815 ครั้ง

 

แถลงการณ์ชุมชนป้อมมหากาฬ

จุดยืนและท่าทีต่อกรณีหนังสือแจ้งให้ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากโรงเรือนสิ่งปลูกสร้าง   

 

 


แผนที่มรดกทางวัฒนธรรมย่านกำแพงพระนคร

 

 

          พื้นที่ชุมชนย่านเมืองเก่าและบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ กรุงเทพมหานครนั้น นับเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และมีคุณค่าทางวิถีชีวิต วัฒนธรรม อันเกิดจากการผสมผสานอยู่ร่วมกันบนความหลากหลายของชาติพันธุ์กลุ่มต่างๆ นับเนื่องมาตั้งแต่สมัยก่อร่างสร้างเมืองต้นกรุงรัตนโกสินทร์ รวมทั้งมีบางชุมชนดั้งเดิมที่ตั้งถิ่นฐานเก่าแก่มาก่อนตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี    
 

 

          การตั้งถิ่นฐานและการกระจายตัวของวัง วัด และชุมชน เป็นเสน่ห์ของเขตเมืองเก่าแห่งนี้ เกาะรัตนโกสินทร์ในเขตพื้นที่ชั้นในกำแพงจึงเป็นที่ตั้งของวัง สถานที่ราชการ ส่วนเขตชั้นนอกหลังกำแพงนั้นโอบล้อมไปด้วยชุมชนกลุ่มต่างๆ โดยมีวัดเป็นศูนย์กลาง ที่ในเวลาต่อมาจากชุมชนเล็กๆ เหล่านี้ได้ขยายตัวกลายเป็นย่านวัฒนธรรม ย่านการค้า และย่านศิลปะต่างๆ ที่สำคัญของเมือง


 

          หากแต่ นโยบายการพัฒนา การบริหารจัดการผังเมือง แผนแม่บทเพื่อการพัฒนาต่างๆ ได้กลายเป็นเงื่อนไขปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนในเขตเมืองเก่าทั้งพื้นที่ชั้นนอกและชั้นใน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิดการจัดการที่ดินของเจ้าของที่ดินในเขตเมืองเก่าทั้งของหน่วยงานรัฐและภาคเอกชน ที่มองเรื่องการพัฒนาเพิ่มมูลค่าของที่ดินมากกว่าการรักษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชุมชนบนที่ดินนั้นๆ โดยแนวคิดการพัฒนาที่มุ่งหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นหลักเช่นนี้ได้ส่งผลกระทบทำให้เกิดการไล่รื้อ การเวนคืนที่ดินขึ้นกับชุมชนในเขตย่านเมืองเก่า


 

ชีวิตหลังกำแพงพระนครที่ป้อมมหากาฬ

 

 

          ชุมชนป้อมมหากาฬ เผชิญกับสถานการณ์ปัญหาการเวนคืนไล่รื้อมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2535 เมื่อกรุงเทพมหานครได้ออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดิน มีการตกลงจ่ายค่าสินไหมทดแทนในรายที่สมัครใจรื้อย้าย รวมทั้งมีการบีบบังคับด้วยเงื่อนไขการเข้ารื้อทำลายบ้านเรือน เพื่อทำให้ชาวบ้านที่ไม่สมัครใจ จำต้องยอมรับเงินค่าเวนคืนจำนวน 75% เพื่อนำเงินไปวางดาวน์ซื้อที่ดินที่กรุงเทพมหานครจัดสรรให้ แต่กลับพบว่า ที่ดินบริเวณนั้นไม่มีการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคใดๆ ไว้รองรับ การสัญจรลำบาก ไม่มีรถเข้าออก ไม่มีสถานพยาบาล สถานศึกษา และแหล่งอาชีพ สถานการณ์ปัญหาเช่นนี้ทำให้ชุมชนได้เจรจาเพื่อให้กรุงเทพมหานครหาแนวทางจัดการแก้ไขปัญหา รวมทั้งได้เสนอคืนเงินและขออาศัยอยู่ในที่ดินเดิม แต่นับจากนั้นเป็นต้นมา ความขัดแย้งในการจัดสรรที่ดินผืนนี้ก็ยังไม่เคยได้รับการจัดการด้วยความชอบธรรมแต่อย่างใด และเป็นปัญหาเรื้อรังยืดเยื้อมากว่า 20 ปี


 

          กล่าวได้ว่า ปัญหาการรื้อย้ายชุมชนป้อมมหากาฬเป็นหนึ่งในหลายๆ ตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งของแนวคิดการใช้ที่ดินในเมืองเพื่อสาธารณประโยชน์ระหว่างรัฐกับชาวบ้าน โดยที่หน่วยงานรัฐมีกฎหมายเพื่อสร้างความชอบธรรมในการดำเนินการต่างๆ กับชุมชน ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้ว เจตจำนงค์ของกฎหมายดังกล่าวนั้นกลับไม่เป็นธรรมต่อชุมชนเลยแม้แต่น้อย


 

เอกสารร่วมลงนามการพัฒนาพื้นที่ชุมชน

 

          ปี 2548 ชุมชนป้อมมหากาฬ ได้จัดทำข้อเสนอแก่กรุงเทพมหานคร ที่มีการยื่นข้อเสนอพร้อมทั้งแบบตัวอย่างการจัดผังชุมชนโดยวิธีการแบ่งปันที่ดิน (Land Sharing) ขออยู่ต่อในที่ดินเดิมจากเนื้อที่ทั้งหมด 4 ไร่เศษ โดยขอแบ่งปันพื้นที่เช่าในการปลูกสร้างบ้าน 1 ไร่ ส่วนพื้นที่ที่เหลือนั้นใช้สร้างสวนสาธารณะ พร้อมทั้งแสดงความพร้อมทางการเงินด้วยการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยและมีกิจกรรมในการพัฒนาชุมชนด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อยืนยันว่าชุมชนสามารถอยู่ร่วมกับโบราณสถาน อยู่ร่วมกับคูคลองได้เป็นอย่างดี รวมทั้งเสนอโครงการชุมชนบ้านไม้โบราณ   ที่มีการอนุรักษ์บ้านไม้โบราณเพื่อพัฒนาเป็นจุดเรียนรู้ด้านศิลปะและวัฒนธรรมของเมือง โดยหลังจากนั้นเป็นต้นมา ชุมชนได้ดำเนินกิจกรรมด้านต่างๆ มาโดยตลอด ดังจะเห็นได้จากรูปธรรมความร่วมมือที่เกิดขึ้นระหว่างชุมชนกับสถาบันการศึกษาต่างๆ และภาคีองค์กรเอกชนที่เข้ามาทำกิจกรรมร่วมกันในชุมชนตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร มูลนิธิสยามกัมมาจล สำนักงานปฏิรูป(สบร.) เป็นต้น


 

          ทั้งนี้ อ้างถึง หนังสือแจ้งให้ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากโรงเรือนสิ่งปลูกสร้าง ออกโดยกองจัดกรรมสิทธิ์ สำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร เลขที่ กท.0908/ 2295 ลงวันที่ 29 สิงหาคม 2556 ที่ระบุให้ชุมชนดำเนินการขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากโรงเรือนสิ่งปลูกสร้างของกรุงเทพมหานครภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้นั้น (https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10151939756629363&set=a.10150132455594363.330346.548879362&type=1&theater )


 

          ชุมชนป้อมมหากาฬ ขอยืนยันตามจุดยืนและข้อเสนอเดิมที่เคยเสนอต่อกรุงเทพมหานคร เมื่อปี 2548 เรื่องการแบ่งปันพื้นที่เพื่อการอยู่อาศัยร่วมกับสวนสาธารณะ โดยจะขอเป็นส่วนหนึ่งในการจัดการดูแลรักษาสวนสาธารณะ และพัฒนาชุมชนให้เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านภูมิปัญญา ตามรายละเอียดที่ปรากฏ ดังนี้
 

               1.ชาวชุมชนจะมีการจัดตั้งเวรยามเพื่อรักษาความปลอดภัย และดูแลประชาชนที่เข้ามาพักผ่อนทั้งเวลากลางวันและกลางคืนตามอำนาจหน้าที่ และกฎระเบียบที่ได้รับมอบหมายจากทางกรุงเทพมหานคร   
    

               2.ชาวชุมชนขออาสาดูแลรักษาความสะอาดสวนสาธารณะโดยที่ทางกรุงเทพมหานครจะเป็นฝ่ายให้การสนับสนุนในด้านวัสดุอุปกรณ์
 

               3.ชุมชนป้อมมหากาฬจะพัฒนาชุมชน เพื่อเป็นตัวอย่างของชุมชนที่สามารถอยู่อาศัยคู่กับสวนสาธารณะ และคูคลองในกรุงเทพมหานครได้อย่างมีส่วนร่วม
 

               4.กรุงเทพมหานครจะมีรายได้จากการจัดเก็บค่าเช่าที่ดินจากชาวชุมชน
 

               5.ชุมชนป้อมมหากาฬจะพัฒนาชุมชนให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร โดยชาวชุมชนจะจัดให้มีตลาดน้ำในคลองโอ่งอ่าง ร้านจำหน่ายสินค้าฝีมือชาวบ้านในชุมชน ศูนย์ฝึกอาชีพ และการแสดงศิลปวัฒนธรรมในท้องถิ่น
 

 


ธวัชชัย วรมหาคุณ แกนนำในการต่อสู้เรื่องสิทธิชุมชนป้อม

 

 

          ชุมชนป้อมมหากาฬเชื่อมั่นว่าการพัฒนากรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองน่าอยู่อย่างยั่งยืนได้นั้น จำเป็นต้องเกิดขึ้นโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคประชาชน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ชุมชนป้อมมหากาฬจะมีโอกาสในการแสดงศักยภาพความเป็นชุมชนเข้มแข็ง ชุมชนศูนย์เรียนรู้ด้านภูมิปัญญาและการจัดการสิ่งแวดล้อม รวมทั้งจะมีโอกาสเป็นพลังสำคัญส่วนหนึ่งของกระบวนการมีส่วนร่วมในการพัฒนากรุงเทพมหานครเพื่อให้เป็นเมืองน่าอยู่สืบต่อไป

 

"การจัดการร่วม และกระบวนการมีส่วนร่วมเท่านั้น คือ คำตอบสำหรับคนชุมชนป้อมมหากาฬ"

 

 

ด้วยความเชื่อมั่นและศรัทธาในการมีส่วนร่วม

ประชาชน ชุมชนป้อมมหากาฬ

13 กันยายน 2556

 

 

แถลงการณ์ ชุมชนป้อมมหากาฬ.pdf

http://bit.ly/1dhoSsJ

อัพเดทล่าสุด 10 มี.ค. 2559, 00:00 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.