หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
เกลือเป็นหนอน ภัยที่ควรระวังของชาวพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น
บทความโดย ธีระวัฒน์ แสนคำที่ปรึกษากลุ่มประวัติศาสตร์สองข้างทางภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
เรียบเรียงเมื่อ 1 มิ.ย. 2556, 15:40 น.
เข้าชมแล้ว 2943 ครั้ง

 

 

       กว่าที่จะทำให้เกิดเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ไม่ว่าจะอยู่ในชื่อ พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น พิพิธภัณฑ์เมือง พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน  พิพิธภัณฑ์ชุมชน และพิพิธภัณฑ์วัด หรือชื่อใดๆ ก็ถือว่าเป็นการยากพอสมควร แต่การที่จะทำให้พิพิธภัณฑ์มีชีวิตมีความน่าสนใจ  และรักษาวัตถุสิ่งของที่จัดแสดงอยู่ภายในพิพิธภัณฑ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งของโบราณมีค่าต่างๆ ถือว่าเป็นการยากยิ่งกว่า เพราะสภาพสังคมทุกวันนี้เต็มไปด้วยมิจฉาชีพที่จ้องจะลักขโมยสมบัติแผ่นดิน สมบัติชุมชนขายเป็นอาชีพเริ่มมีมากขึ้น
 

       ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีข่าวที่เกี่ยวข้องกับการลักขโมยโบราณวัตถุหรือสิ่งของมีค่าในพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นหลายแห่งส่วนใหญ่เกิดจากความไม่รัดกุม เลินเล่อ ขาดประสบการณ์และขาดงบประมาณในการป้องกันดูแลรักษา ทั้งที่สิ่งของต่างๆ  ในพิพิธภัณฑ์ล้วนแล้วแต่มีอายุหลายสิบปีจนถึงหลายร้อยปี  เป็นที่ต้องการของผู้นิยมชมชอบของผู้สะสมของเก่า รวมทั้งความไม่เข้มแข็งของชุมชนซึ่งถือว่าเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการรักษาความปลอดภัยของพิพิธภัณฑ์ แม้แต่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติของทางราชการที่ถือว่ามีทุกอย่างพร้อมสรรพหมดในการจัดทำและดูแลพิพิธภัณฑ์ก็ยังปล่อยให้มิจฉาชีพเข้าไปขโมยโบราณวัตถุภายในพิพิธภัณฑ์ได้ทำให้เป็นข่าวโด่งดังไปทั่วประเทศมาแล้ว เมื่อเกิดเหตุการณ์ลักขโมยโบราณวัตถุหรือสิ่งของมีค่าในพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น เรามักจะสงสัยว่าเป็นฝีมือของบุคคลภายนอก  หรือคนแปลกหน้าที่แวะเวียนมาในท้องถิ่นในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการเกิดเหตุ หรือไม่ก็สงสัยว่าคนในท้องถิ่นเองมีส่วนรู้เห็นกับการโจรกรรม
 

       จากประสบการณ์การลงพื้นที่ศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ตามชุมชนท้องถิ่นต่างๆ ในลุ่มแม่น้ำน่านตอนล่างร่วมกับสมาชิกกลุ่มประวัติศาสตร์สองข้างทาง ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๙ เป็นต้นมา ได้มีโอกาสศึกษาและพบปะพูดคุยกับผู้ที่รับผิดชอบหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในชุมชนต่างๆ ด้วย ทำให้เห็นถึงปัญหาในหลายด้านของการจัดทำและดูแลรักษาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นตลอดจนเห็นความเปลี่ยนแปลงของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์ ๒ แห่ง ถูกลักขโมยไปแต่สิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะได้ประสบพบเจอก็คือคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดูแลรักษาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นโดยตรง กลายเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการลักขโมย ซึ่งตรงกับสุภาษิตคำพังเพยที่ว่า “เกลือเป็นหนอน” นั่นเอง
 

 

 

พระพุทธรูปยืนทรงเครื่องน้อยปางห้ามสมุทร ศิลปะอยุธยาตอนกลาง ที่ถูกคนร้ายขโมยไปจากพิพิธภัณฑ์วัดพระฝาง
ถ่ายเมื่อวันที่ ๑๓พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๒

 

       แห่งแรกคือ พิพิธภัณฑ์วัดพระฝาง ซึ่งตั้งอยู่ภายในวัดพระฝางสวางคบุรีมุนีนาถ บ้านพระฝาง ตำบลผาจุก อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ในพิพิธภัณฑ์ได้จัดแสดงโบราณวัตถุ พระพุทธรูป และข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ จำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระพุทธรูปซึ่งล้วนแต่มีพุทธศิลป์เก่าแก่เนื่องจากวัดพระฝางฯ เป็นพระมหาธาตุสำคัญและสร้างมาตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๘-๑๙ ภายในพิพิธภัณฑ์จึงมีพระพุทธรูปเก่าแก่หลายองค์จัดแสดงอยู่การดูแลรักษาพิพิธภัณฑ์นั้นโดยปกติทางวัดและชุมชนบ้านพระฝางได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแล กุญแจพิพิธภัณฑ์จะเก็บรักษาไว้กับเจ้าอาวาสวัด ส่วนหน้าที่ในการดูแลความเรียบร้อยในการจัดแสดงและนำชมนั้นก็จะมี คุณตาเย็น ภู่เล็ก ประธานสภาวัฒนธรรมตำบลผาจุก อดีตครูใหญ่โรงเรียนวัดพระฝาง และ คุณครูอนุสรณ์ ผลสวัสดิ์ ครูโรงเรียนวัดพระฝางรับผิดชอบหน้าที่ดังกล่าว รวมทั้งในบางโอกาสที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนเป็นหมู่คณะก็จะมียุวมัคคุเทศก์จากโรงเรียนวัดพระฝางมาทำหน้าที่บรรยายนำชมและดูแลเรื่องความสะอาดเรียบร้อยด้วย

 

       กลางเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ วัดพระฝางฯ จัดงานเข้าปริวาสกรรมประจำปีของพระสงฆ์ ทำให้มีพระสงฆ์จำนวนมากเดินทางมาร่วมเข้าปริวาสกรรม ปรากฏว่าในคืนวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ฝนตกหนัก ทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นภายในวัด ชาวบ้านเล่าว่าเจ้าอาวาสวัดพระฝางฯ จึงเปิดอาคารพิพิธภัณฑ์วัดพระฝางให้พระสงฆ์จำนวนหนึ่งเข้าไปพักโดยไม่ได้แจ้งให้คณะกรรมการวัดหรือคณะกรรมการพิพิธภัณฑ์ทราบ รุ่งเช้าฝนหยุดตกก็ปรากฏว่าพระสงฆ์กลุ่มที่เข้าพักในพิพิธภัณฑ์นั้นหายไปพร้อมกับพระพุทธรูปยืนทรงเครื่องน้อยปางห้ามสมุทร ศิลปะอยุธยาตอนกลาง สูงประมาณ ๑๕๐ เซนติเมตร น้ำหนัก ๑๕๑ กิโลกรัม ที่ประดิษฐานอยู่ตรงบันไดบนอาคารจัดแสดงชั้นสองก็หายไปด้วย นอกจากนี้ยังพบว่าที่ห้องเก็บรักษาพระพุทธรูปไม้แกะสลักชั้นเดียวกันก็มีร่องรอยงัดแงะด้วย แต่เมื่อตรวจสอบแล้วไม่มีพระพุทธรูปองค์ใดหายไป ผู้นำท้องถิ่น ชาวบ้าน และคณะกรรมการวัดจึงได้เข้าแจ้งความกับตำรวจ
 

       ผลจากการสืบสวนและติดตามพฤติกรรมของกลุ่มคนร้าย ปรากฏว่า ตำรวจและชาวบ้านสงสัย พระมหาณรงค์ กิติสาโร เจ้าอาวาสวัดพระฝางน่าจะมีส่วนรู้เห็นกับเหตุการณ์ขโมยพระพุทธรูปดังกล่าว เพราะไม่ปรากฏร่องรอยงัดแงะตามช่องประตูหน้าต่าง ทั้งยังในช่วงเวลาดังกล่าวเจ้าอาวาสวัดเป็นผู้ถือกุญแจ เมื่อตำรวจและชาวบ้านสงสัยเจ้าอาวาส จากนั้นไม่นานเจ้าอาวาสก็หนีหายออกไปจากวัดในช่วงกลางดึกพร้อมกับรถยนต์และทรัพย์สินส่วนตัว และทราบภายหลังว่าได้สึกไปอยู่กินกับหญิงสาวคนหนึ่งที่บ้านซึ่งสร้างขึ้นเตรียมไว้หลายปีแล้วแต่ชาวบ้านไม่รู้จัก ส่วนพระพุทธรูปองค์ดังกล่าวจนถึงบัดนี้ก็ยังหาไม่พบและไม่สามารถตามจับตัวคนร้ายที่ทำการลักขโมยพระพุทธรูปมาดำเนินคดีได้ อดีตเจ้าอาวาสวัดพระฝางฯ ก็ยังลอยนวลเพราะไม่มีหลักฐานที่จะเอาผิดอย่างชัดเจนได้

 

 

 

พระพุทธรูปศิลปะรัตนโกสินทร์ตอนต้นและพระบูชารัชกาลอยู่ในตู้จัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์วัดท่าตะเคียน ตำบลจอมทอง อำเภอ
เมือง จังหวัดพิษณุโลก ถ่ายภาพเมื่อ ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ก่อนที่พระพุทธรูปบางองค์ถูกขโมยไปเพียง ๓ วัน

 
 

       แห่งที่สองคือ พิพิธภัณฑ์วัดท่าตะเคียน ซึ่งตั้งอยู่ภายในวิหารหลวงพ่อทองสุข วัดท่าตะเคียน บ้านท่าตะเคียน ตำบลจอมทอง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ในพิพิธภัณฑ์ได้จัดแสดงโบราณวัตถุ พระพุทธรูป และข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ จำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระพุทธรูปศิลปะรัตนโกสินทร์ตอนต้นและพระบูชารัชกาลซึ่งชาวบ้านได้มีศรัทธานำมาถวายวัดตั้งแต่สมัยที่หลวงปู่ฤทธิ์เป็นเจ้าอาวาส (ประมาณสมัยรัชกาลที่ ๔-๖) ซึ่งได้รับการทำทะเบียนโบราณวัตถุไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
 

       การดูแลรักษาพิพิธภัณฑ์วัดท่าตะเคียนนั้น โดยปกติทางวัดและชุมชนบ้านท่าตะเคียนได้มอบให้เจ้าอาวาสและพระสงฆ์ภายในวัดดูแล กุญแจวิหารหลวงพ่อทองสุขซึ่งเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ก็จะเก็บรักษาไว้กับเจ้าอาวาสวัด เนื่องจากหลวงพ่อทองสุขเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ทำให้มีชาวบ้านเดินทางมากราบไหว้ขอพรอยู่เสมอ การเก็บกุญแจไว้กับเจ้าอาวาสวัดจึงเป็นการเหมาะสมและสะดวกที่สุด
 

       ภายหลังปรากฏว่ามีการแต่งตั้งพระปลัดทวน อาภาธโร มาเป็นเจ้าอาวาสวัดรูปใหม่ เมื่อ ๒๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๑  สำหรับพระปลัดทวนเดิมเคยจำพรรษาอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ ไม่ใช่พระสงฆ์ในพื้นที่ ภายหลังจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดท่าตะเคียน โดยคำสั่งของเจ้าคณะจังหวัดพิษณุโลก แต่ชาวบ้านไม่เห็นด้วยเพราะภายในวัดก็มีพระสงฆ์ที่ทำหน้าที่รักษาการเจ้าอาวาส อยู่แล้ว เมื่อมาเป็นเจ้าอาวาสก็เปลี่ยนกุญแจใหม่ทั้งวัดรวมทั้งกุญแจวิหารหลวงพ่อทองสุขด้วย ในขณะเดียวกันเจ้าอาวาสรูปนี้ไม่ค่อยอยู่จำวัด ไม่ออกบิณฑบาตรและไม่สนใจในกิจนิมนต์ชาวบ้านด้วย จึงทำให้ชาวบ้านไม่พอใจในพฤติกรรมเท่าใดนัก และเมื่อร้องเรียนต่อคณะสงฆ์เจ้าคณะปกครองก็ไม่มีการดำเนินการใดๆ
 

       ต่อมาวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ มีขโมยเข้ามาขโมยพระพุทธรูปหน้าตักตั้งแต่ ๓-๕ นิ้ว และโบราณวัตถุอื่นๆ ที่เก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์วัดท่าตะเคียนหายไปรวม ๙๑ ชิ้น แต่เมื่อมีเหตุการณ์ขโมยเกิดขึ้น พระปลัดทวนกลับอ้างว่าพระพุทธรูปและโบราณวัตถุต่างๆ หายไปโดยปาฏิหาริย์ เพราะไม่มีรอยงัดแงะใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งที่เจ้าอาวาสได้เปลี่ยนกุญแจใหม่หมดและถือไว้อยู่คนเดียว  และเป็นที่น่าสงสัยว่าก่อนหน้าที่พระพุทธรูปและโบราณวัตถุจะหายไปนั้น ได้มีญาติโยมชาวสิงคโปร์แวะเวียนมาหาพระปลัดทวน หลายครั้ง จึงเป็นที่น่าสงสัยว่าพระปลัดทวนจะมีส่วนรู้เห็นกับการขโมยดังกล่าว ชาวบ้านจึงได้พยายามที่จะปิดล้อมกุฏิเพื่อจับตัวพระปลัดทวน ปรากฏว่าพระปลัดทวนไหวตัวหลบหนีทันและหายไปจากวัดท่าตะเคียนตั้งแต่บัดนั้น  ส่วนพระพุทธรูปและโบราณวัตถุที่หายไปก็ยังไม่สามารถติดตามกลับมาได้แม้แต่ชิ้นเดียว
 

       จากเหตุการณ์ทั้งสองที่เกิดขึ้นกับพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในลุ่มแม่น้ำน่านตอนล่างคือ พิพิธภัณฑ์วัดพระฝางและพิพิธภัณฑ์วัดท่าตะเคียน เห็นได้ว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับหน้าที่รับผิดชอบดูแลรักษาพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเป็น “คนใน” ได้กลายเป็นขโมยหรือรู้เห็นกับขโมยที่เข้ามาขโมยโบราณวัตถุ การหายไปของพระพุทธรูปและโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์ทั้งสองแห่งไม่ปรากฏร่องรอยงัดแงะช่องประตูหรือหน้าต่างที่เป็นทางเข้าไปสู่ภายในอาคารพิพิธภัณฑ์แต่อย่างใด ซ้ำยังมีพฤติกรรมที่น่าสงสัยหลายๆ อย่างเหตุการณ์นี้จึงเป็นอุทาหรณ์ที่ผู้เขียนอยากฝากถึงคณะกรรมการหรือผู้ที่กำลังมีส่วนในการจัดทำดูแลรักษาพิพิธภัณฑ์ว่าในการแต่งตั้งคณะกรรมการหรือคัดเลือกบุคคลใดบุคคลหนึ่งขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ถือกุญแจโดยเฉพาะนั้น ต้องมีการตรวจสอบประวัติให้ถ้วนถี่ และเป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางใจจากคณะกรรมการและชาวบ้านทั้งหลายเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่ท่านมีส่วนร่วมอยู่
 

สิ่งที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์นั้นแม้จะเป็นเพียงของเก่าแต่ก็มีค่า มีราคาสูง สำหรับคนบางกลุ่มที่มีความต้องการ และอย่าลืมว่าในยุคนี้เงินสามารถซื้อหน้าที่ ความรับผิดชอบ และจิตวิญญาณของคนโลภที่แฝงตัวทำงานร่วมกันกับทุกๆ ท่านจนทำให้ “เกลือเป็นหนอน” ได้อย่างที่ท่านไม่ไม่คาดคิดมาก่อน

 


จับกระแสพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น >จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๙๘ (เม.ย.-มิ.ย.๒๕๕๖)

 

 

อัพเดทล่าสุด 27 ก.ค. 2559, 15:40 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.