หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
ร่องรอยวัฒนธรรมฮินดู-พุทธในดินแดนปาตานี
บทความโดย Najib Bin Ahmad
เรียบเรียงเมื่อ 1 มี.ค. 2556, 11:21 น.
เข้าชมแล้ว 3503 ครั้ง

         

นอกเหนือจากกลุ่มโบราณสถานบ้านจาเละ-ประแว อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี และกลุ่มบ้านท่าสาป-บ้านหน้าถ้ำ อำเภอเมือง จังหวัดยะลาแล้ว พื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้หรือในเขตดินแดนของเมืองปาตานีก็ไม่ปรากฏว่ามีร่องรอยของแหล่งโบราณคดีหรือโบราณสถานที่เกี่ยวเนื่องด้วยวัฒนธรรมฮินดู-พุทธ อันเป็นวัฒนธรรมที่มีมาก่อนการเปลี่ยนมาเป็นศาสนาอิสลามในดินแดนนี้เลย
 

จึงค่อนข้างจะเป็นเรื่องที่น่าสงสัย เพราะพื้นที่อื่นที่ล้อมรอบดินแดนนี้ล้วนแล้วแต่มีการพบเจอแหล่งโบราณคดีที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมฮินดู-พุทธกระจัดกระจายอยู่ไปทั่วบริเวณตลอดทั้งคาบสมุทรมลายู ไม่ว่าจะเป็นทางตอนใต้ของปาตานี ในรัฐ Kedah, Perak, Selangor, Johor, Terengganu, Kelantan ในประเทศมาเลเซีย และมีอย่างกระจัดกระจายในดินแดนตอนเหนือของปาตานีคือ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี กระบี่ ตรัง ก็ล้วนเคยพบเจอร่องรอยแหล่งโบราณคดีในวัฒนธรรมฮินดู-พุทธทั้งสิ้น

 


ภาพซ้าย Gunungan เหนือบานประตูและช่องอาคารในสถาปัตยกรรมมลายูที่เหมือนหน้ากาล-มกรในสถาปัตยกรรมไทย ซึ่งมีที่มาจากอินเดียเช่นเดียวกัน

ภาพขวา หลักหินในสุสานของชาวมลายูมุสลิมที่รูปทรงเหมือนโกศบรรจุศพคนชั้นสูงของชาวพุทธ                                                          

 

ถึงแม้ว่าร่องรอยในวัฒนธรรมฮินดู-พุทธที่เป็นโบราณสถานและแหล่งโบราณคดีพบเห็นได้น้อยในสามจังหวัดชายแดนใต้ แต่ร่องรอยของวัฒนธรรมฮินดู–พุทธเหล่านี้สามารถที่พบเห็นได้ไม่ยากนักในวิถีชีวิตและประเพณีต่างๆ ตลอดทั้งชื่อบ้านนามเมืองของคนมลายูปาตานี ชื่อบ้านนามเมืองหลายๆ ที่ก็สะดุดหูชวนสงสัยว่าจะเกี่ยวเนื่องหรือเป็นมรดกที่หลงเหลือของวัฒนธรรมฮินดู–พุทธหรือเปล่า เช่น “ภูเขาบูโด” [Bukit Budur] หรือบูกิตบูโด ซึ่งคำว่า “บูกิต” ในภาษามลายูแปลว่าภูเขา เป็นคำที่ใช้เรียกภูเขาลูกนี้มานมนาน คำว่า “บูโด” นี้หาความหมายในภาษามลายูไม่ได้ ไม่ทราบว่าเป็นภาษาอะไรแน่ แต่ชวนให้นึกถึง โบโร บูโด หรือ โบโร โบโด ที่เมือง Yogyakarta บนเกาะชวา ซึ่งเป็นศาสนสถานของพุทธที่อยู่ท่ามกลางอารยธรรมของวัฒนธรรมพราหมณ์

 

เทือกเขาที่ใครๆ รู้จักกันดีในนามเทือกเขา “สันกาลาคีรี” ก็เช่นเดียวกัน เทือกเขาสันกาลาคีรีนี้ชาวมลายูเรียกกันว่า “ซังฆาลาฆีรี” [Sang Gala Giri] ซึ่งก็ไม่ใช่ภาษามลายู แต่เป็นภาษาสันสกฤต
 

คำว่า Sang  ภาษาไทยใช้คำว่า “สัน” นั้นทำให้ความหมายเปลี่ยนไปมาก คำว่า “สัน” ทำให้นึกถึงสันเขา แต่คำว่า Sang ในความหมายของชาวมลายูเป็นคำโบราณที่ใช้เป็นคำนำหน้าเรียกผู้ที่อยู่ในสถานะที่สูง เช่น กษัตริย์หรือเทวา คำนี้มีปรากฏในหนังสือโบราณของมลายูที่มีอายุมากกว่า ๕๐๐ ปี ในตำนานของฮังตูเวาะฮ์ [Hikayat Hang Tuah : Empat Orang Fakil] ที่กล่าวถึงกษัตริย์เชื้อสายเทวาหรืออสัญเดหวา [Asal Dewa]  Asal หรือ อาสัน เป็นคำภาษามลายู แปลว่า ดั้งเดิม ชื่อ ซังเปอตาลาเดวา [Sang Pertala Dewa]
 

Gala หรือ กาลา ในภาษามลายูท้องถิ่นปาตานีเรียกว่า “กาลอ” ในพจนานุกรมมลายูอธิบายว่า Sang Gala คือThe black king of the demons. Occasionally called Sang Gala Raja Jin, Sangkara or Sangkara. ซึ่งก็หมายถึง “พระกาฬ” นั่นเอง ส่วนคำว่า Giri ก็คือ “คีรี”  แปลว่า ภูเขา ดังนั้นคำว่า “สันกาลาคีรี” ที่ถูกต้องแล้ว ควรเป็น “สังกาลาคีรี” [Sang Gala Giri] ที่แปลว่า “ภูเขาพระกาฬ” นั่นเอง
 

ทั้งภูเขาบูโดและสันกาลาคีรีล้วนมีชื่อที่มาจากวัฒนธรรมฮินดู-พุทธ และภูเขาทั้งสองแห่งนี้ก็เต็มไปด้วยเรื่องเล่าที่เกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ [Sakti] ที่ไม่มีในวัฒนธรรมศาสนาอิสลาม มีเรื่องเล่าที่เกี่ยวกับงูใหญ่หรือ “นาฆา” [Naga] และเป็นสถานที่ที่เหล่าศึกษาศาสนาสายตารีกัตในลัทธิซูฟีซึ่งนิยมจำศีลในถ้ำเพื่อบำเพ็ญภาวนาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

 


หลักหินในสุสานของชาวมลายูมุสลิมในยุคแรกๆ จะมีรูปทรงเหมือนใบเสมา ที่แสดงถึงความเชื่อมโยงในรูปทรงของวัฒนธรรมทางพุทธศาสนาอยู่บ้าง

 

ผมเคยเห็นรูปที่เพื่อนถ่ายมาจากหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่อยู่เชิงเขาบูโด เป็นแผ่นศิลาที่ชาวบ้านใช้ปูเป็นทางเดินก่อนขึ้นบันไดบ้าน เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดจากรูปถ่ายเห็นว่าน่าจะเป็นฐานของศิวลึงค์มีหมู่บ้านหนึ่งในอำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส ห่างจากบ้านตะโหนดประมาณ ๕ กิโลเมตร ชื่อบ้าน “บาโงกือเต๊ะ” คำว่า “กือเต๊ะ” สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นกับคำมลายูโบราณจะเข้าใจว่าหมายถึง “กัด” แต่คำนี้มีที่มาจากคำว่า “เกอเต็ก” ที่แปลว่าวัด อาจจะเพี้ยนเสียงมาจากคำว่า กูติก หรือ กุฏิ นั่นเอง ผมเคยได้รับการบอกเล่าจากผู้เฒ่าผู้แก่ว่าเมื่อก่อนเคยมีวัดร้างอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้ แต่ปัจจุบันถูกทำลายจนหาซากไม่เจอเสียแล้วและหมู่บ้านแห่งหนึ่งในตลาดตันหยงมัส จังหวัดนราธิวาส เป็นหมู่บ้านที่ไม่มีชื่อปรากฏป้ายบอกทาง แต่คนมลายูท้องถิ่นเรียกว่า “บูกิต สามิง” หรือ “บูกิต สามี” คำว่า บูกิต [Bukit] แปลว่าภูเขา ส่วนคำว่า “สามี” ไม่ได้แปลว่า สามี หรือ Husband ของหญิงใด แต่เป็นคำมลายูโบราณแปลว่าพระหรือเทวรูป
 

พื้นที่แห่งนี้มีเสียงซุบซิบและเล่าลือว่ามีวัตถุโบราณที่ถูกฝังอยู่ใต้เนินดินขนาดใหญ่ แต่ถูกเจ้าหน้าที่ลักลอบขุดและบรรทุกใส่รถขนไปกรุงเทพฯ แล้ว บ้างก็เล่าลือว่าที่ลักลอบขุดไปคือทองคำ ซึ่งคงไม่มีผู้ใดพอที่จะให้ข้อมูลในเรื่องนี้ได้อย่างจริงจังและมีหลักฐาน เพียงแต่เป็นเสียงซุบซิบดังๆ เท่านั้นน่าเสียดายที่ไม่มีการสืบค้นและศึกษาเรื่องราวเหล่านี้อย่างจริงจัง จนทำให้น่ากังวลใจว่า ต่อไปภายหน้าการที่จะย้อนรอยเพื่อสืบหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่มีก่อนยุคปาตานีคงทำได้ยาก หรือทำได้ก็คงไม่เหลืออะไรให้ศึกษาอีกเลย

 

หมายเหตุุจากผู้อ่าน>ชีวิตในเปลวไฟสามจังหวัดชายแดนใต้>นิเวศวัฒนธรรมในอ่าวปัตตานี : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๙๗ (ม.ค.-มี.ค.๒๕๕๖)

อัพเดทล่าสุด 27 ก.ค. 2559, 11:21 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.