หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
เปิดประเด็น พื้นที่วัฒนธรรม : การโต้กลับทางภูมิปัญญาของคนใน
บทความโดย ศรีศักร วัลลิโภดม
เรียบเรียงเมื่อ 1 ม.ค. 2556, 11:36 น.
เข้าชมแล้ว 3555 ครั้ง

 

 

สังคมท้องถิ่นแทบทุกภูมิภาคของประเทศไทย ล้วนอยู่บนเส้นทางของความวิบัติทางวัฒนธรรม
 

นับแต่การพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแต่แลไม่เห็นสังคม มีแต่การเมืองแทนตั้งแต่สมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ที่บุกเบิกกระทรวงวัฒนธรรมสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม มาเป็นกระทรวงการพัฒนาที่ต่อมากลายเป็นสภาพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ และมีแผนพัฒนาสืบมากว่าสิบแผนสิบฉบับในขณะนี้
 

 

ซึ่งล้วนเป็นแผนพัฒนาประเทศชาติที่เคยเป็นสังคมเกษตรกรรมแบบชาวนาให้เป็นสังคมอุตสาหกรรม โดยใช้อำนาจรวมศูนย์อันเกิดจากการปกครองแบบรวมศูนย์ที่เป็นมรดกมาแต่ระบอบการปกครองสมบูรณาญาสิทธิราชย์สมัยรัชกาลที่ ๕ มาจนถึงสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข จาก พ.ศ. ๒๔๗๕ มาจนสมัยปัจจุบัน ที่แท้จริงก็ไม่เคยเป็นประชาธิปไตยตามอุดมคติ หากเป็นระบอบเผด็จการของรัฐบาลทหารและตำรวจที่มีนายกรัฐมนตรีที่เป็นคนในเครื่องแบบกุมอำนาจในลักษณะทรราช

   

       
แต่ในช่วงเวลาหลังราว ๒๐ ปีที่ผ่านมา ทรราชในเครื่องแบบลดน้อยลง และเปิดทางให้บรรดาพ่อค้านายทุนและนักธุรกิจข้ามชาติขึ้นมาจัดตั้งรัฐบาลทรราชย์เสียเอง โดยได้สยบข้าราชการทั้งในเครื่องแบบและไม่มีเครื่องแบบทั้งระดับสูงและระดับล่างให้เข้ามาเป็นผู้รับใช้อย่างซื่อสัตย์ด้วยอำนาจเงิน ตำแหน่ง และโอกาสในการทำงาน จนทำให้สถาบันทางสังคมวัฒนธรรมที่เคยจรรโลงสิ่งที่เป็นศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรมจนหมดความหมายและคุณค่าไป บังเกิดสิ่งชั่วร้ายในแผ่นดินที่ยากแก่การควบคุมป้องกันและปราบปราม นั่นคือการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงที่แพร่ไปทุกหนทุกแห่ง คล้ายกับการลุกลามของมะเร็งร้าย
 

 

อาจกล่าวได้ว่าทั้งประเทศชาติและสังคมไทยกำลังเป็นมะเร็งระยะที่สี่ขั้นสุดท้ายก็ว่าได้
 

 

แต่ว่าความชั่วร้ายอย่างสุดๆ ที่เรียกว่าเป็นอนันตริยกรรมของรัฐบาลเผด็จการทรราชย์ของนายทุนในยุคโลกาภิวัตน์ที่สามารถคุมเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภา สร้างนโยบายและการปฏิบัติการดำเนินงานบริหารประเทศในลักษณะประชานิยมที่มักลงเอยด้วยการแจกเงินติดสินบนมอมเมาประชาชนที่ด้อยการศึกษา และไม่ทันโลกให้กลายเป็นทาสน้ำเงิน รับรู้การปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบซื้อเสียงขายเสียง และระบบเศรษฐกิจทุนนิยมสามานย์ที่แพร่มาจากมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ และนายทุนข้ามชาติว่าเป็นของจริงของแท้ที่สังคมอริยะทางโลกตะวันตกเขาทำกัน
 

 

จนทำให้ในทุกวันนี้ประเทศไทยที่เป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดในโลกแห่งหนึ่งที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ มีที่ทำกิน มีอาหารอุดมสมบูรณ์กำลังกลายเป็นประเทศเพื่อขายเพื่อประมูลของนายทุนนานาชาติ ที่พร้อมเข้ามาแทนที่สังคมเกษตรกรรมแต่เดิมที่ผู้คนมีที่ทำกินมีบ้านมีเมืองเป็นชุมชนมนุษย์มาช้านาน ให้เปลี่ยนไปเป็นสังคมอุตสาหกรรมที่นายทุนต่างชาติเข้ามาเป็นเจ้าของแผ่นดิน เจ้าของกิจการอุตสาหกรรมหนัก เกิดแหล่งที่อยู่อาศัยแบบบ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม นิคมอุตสาหกรรมที่มีคนไทยแต่เดิมกลายเป็นแรงงานที่อยู่ไม่ติดที่ ต้องโยกย้ายถิ่นฐานไม่สามารถสร้างสิ่งที่มนุษยชาติพึงมีคือ ครอบครัวและชุมชน ส่วนคนที่ไม่เป็นแรงงานเป็นกรรมกรแม้จะไม่กลายเป็นคนพลัดถิ่นที่ ก็กลายเป็นลูกจ้างหรือทาสติดที่ดินให้กับพวกนายทุนและคนต่างชาติไป

 

 

ภายใต้รัฐบาลทรราชย์ของนักธุรกิจการเมืองที่ชั่วร้ายในยุคโลกาภิวัตน์ที่ถูกครอบงำด้วยลัทธิและอำนาจเศรษฐกิจการเมืองจากประเทศมหาอำนาจทั้งทางตะวันตกและตะวันออก ประเทศไทยกลายเป็นประเทศเอาไว้ขาย [For Sale] ทรัพยากรทั้งธรรมชาติและวัฒนธรรม รวมทั้งผู้คนที่ถูกบรรดานักวิชาการข้ามชาติให้ความสำคัญว่าเป็นทรัพยากรมนุษย์ก็มีไว้เพื่อขายเพื่อเลหลัง จนในไม่ช้าพื้นที่แทบทุกตารางนิ้วของประเทศก็คงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของคนต่างชาติไปหมด โดยที่ผู้ที่เรียกว่าคนไทยคือทาสติดที่ดิน นี่เป็นความรู้สึกนึกคิดของข้าพเจ้าที่มีมานานกว่าสามทศวรรษ และบุคคลผู้เป็นกัลยาณมิตรอีกเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวทางปัญญา [Intellectual Movements] เกิดขึ้นเพื่อให้บรรดาผู้คนในท้องถิ่นต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศได้มีสติปัญญาและความรู้ทางสังคมวัฒนธรรมและความเป็นมนุษย์ ปลดแอกจากการลุกลามครอบงำทั้งในความคิด อุดมการณ์ ค่านิยม และการมองโลกแบบวัตถุนิยมและบริโภคนิยม ออกจากการเป็นเหยื่อของลัทธิและระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยสาธารณ์และเศรษฐกิจทุนนิยมสามานย์ ที่ทำลายความเป็นสัตว์สังคมหรือสัตว์มนุษย์ให้เป็นเพียงแค่สัตว์ปัจเจกเดรัจฉาน
 

 

การเคลื่อนไหวของกลุ่มปัญญาชนดังกล่าวมีความแตกต่างทั้งในด้านแนวทางและรูปแบบ คือมีทั้งในแนวพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น พวกเน้นเศรษฐกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเรื่องของอาหาร ยารักษาโรค และสุขภาพของการเป็นอยู่กับแนวทางฟื้นฟูชุมชนและวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งก็มีทั้งในรูปแบบของการเข้าไปมีส่วนร่วมบ้าง หรือดำเนินโครงการเสียเองจนเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งและถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกมือที่สามเข้าไปปลุกปั่นยุยงให้เกิดความขัดแย้งกับรัฐและคนภายนอก
 

 

มูลนิธิเล็ก–ประไพ วิริยะพันธุ์ ก็อยู่ในขบวนการเคลื่อนไหวทางปัญญาที่ช่วยเหลือสังคมชายขอบและสังคมที่ด้อยโอกาสตามท้องถิ่น แต่ไม่ได้ลงไปยังชุมชนในลักษณะของการดำเนินโครงการในการพัฒนาทางวัตถุ หากเป็นการเข้าไปช่วยเสริมและสนับสนุนให้ชุมชนรู้จักตัวเอง มีสติปัญญาในการเรียนรู้และสร้างความรู้ทางสังคมวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาตนเองและปรับตัวให้ทันโลกในกระแสโลกาภิวัตน์ ที่ได้ทำลายชีวิตวัฒนธรรมของผู้คนนับแต่ครอบครัว ชุมชน จนถึงท้องถิ่นอยู่ในขณะนี้
 

 

งานของมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ในทุกวันนี้จึงเป็นงานในลักษณะเสริมความรู้และสนับสนุนความเข้มแข็งของชุมชน [Empowerment] เพื่อคนในชุมชนท้องถิ่นได้มีความรู้ความสามารถในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมด้วยตนเองในลักษณะที่เป็นท้องถิ่นวัฒนา [Localization] ซึ่งเป็นการพัฒนาจากข้างล่างขึ้นบน [Bottom Up] เพื่อต่อรองกับการพัฒนาเศรษฐกิจการเมืองจากข้างบน คือจากรัฐบาลและจากทุนที่มาจากภายนอก
 

 

แต่สิ่งที่เป็นรูปธรรมที่สุดที่มูลนิธิฯ ได้ดำเนินงานมาก็คือการสนับสนุนและแนะนำให้ผู้คนในชุมชนสร้างความรู้ ประวัติศาสตร์สังคมของผู้คนในท้องถิ่นในรูปของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คือเป็นประวัติศาสตร์เรื่องราวของชีวิตวัฒนธรรมของผู้คนในท้องถิ่นที่มีอยู่หลายชุมชน หลายครอบครัว หลายเหล่าหลายตระกูล หลายชาติพันธุ์และศาสนา ที่โยกย้ายถิ่นเข้ามาอยู่ในพื้นที่เดียวกันคือ “ท้องถิ่น” เกิดสำนึกร่วมกันว่าเป็นคนที่เกิดในถิ่นหรือพื้นที่เดียวกัน เช่น ในบรรดาผู้คนและชุมชนที่อยู่ริมแม่น้ำลำคลองก็จะมีท้องถิ่นที่เรียกว่า บาง เช่น บางแม่หม้าย บางขันหมาก บางระมาด บางยี่ขัน อะไรทำนองนั้น หรือพื้นที่ซึ่งคนอยู่อาศัยร่วมกันในเขตเมือง เช่น กรุงเทพฯ ธนบุรี ก็เรียกว่า ย่าน เช่น ย่านพระโขนง ย่านบางลำพู ย่านแม้นศรี ย่านจักรวรรดิ ฯลฯ
 

 

ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นดังกล่าวนี้ก็คือประวัติศาสตร์ของผู้คนในสังคมที่อยู่ในพื้นที่วัฒนธรรมเดียวกันนั่นเอง ปัจจุบันการพัฒนาทางเศรษฐกิจ-การเมืองของรัฐแบบจากบนลงล่างนั้น สร้างพื้นที่ทางเศรษฐกิจการเมืองลงไปแทนที่พื้นที่วัฒนธรรมของท้องถิ่นด้วยการกำหนดเป็นเขตขึ้นแทนย่าน และเขตตำบลและอำเภอ อันเป็นพื้นที่การบริหารขึ้นแทน ซึ่งมีผลกระทบไปถึงความเป็นชุมชนของคนที่อยู่ในพื้นที่วัฒนธรรมแต่เดิม หลายแห่งเกิดการล่มสลายตั้งแต่ครอบครัวไปถึงชุมชนท้องถิ่น และสิ่งที่คืบคลานเข้ามาแทนที่ในยุคโลกาภิวัตน์ก็คือบรรดาบ้านจัดสรร ทาวน์เฮาส์ คอนโดมิเนียม สถานที่บริการการค้าต่างๆ นานาที่ไม่ใช่ชุมชน
 

               

จากประสบการณ์ของข้าพเจ้าและมูลนิธิฯ พบว่าท่ามกลางการล่มสลายของครอบครัวและชุมชนที่เป็นอัตลักษณ์ของความเป็นมนุษย์นั้น หลายแห่งหลายท้องถิ่นและชุมชนยังหาหมดสิ้นไปไม่ แหล่งไหนที่ยังมีคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ที่ยังรู้จักความเป็นมาของชุมชนตนเองก็มีการเคลื่อนไหวทางปัญญาเกิดขึ้น เพื่อยึดพื้นที่วัฒนธรรมของชุมชนท้องถิ่นคืนมา ซึ่งถึงแม้จะเอาคืนมาไม่ได้เหมือนเดิมก็เอาคืนทางด้านสัญลักษณ์ที่ทำให้ผู้คนในท้องถิ่นได้รู้จักได้สำนึกและมีสติปัญญาที่จะจัดการตนเอง นำความเป็นชุมชนและความเป็นมนุษย์คืนมา
 

               

อย่างเช่นคนในชุมชนติดกันรวบรวมโบราณวัตถุทางชาติพันธุ์ของท้องถิ่นมาร่วมสร้างพิพิธภัณฑ์เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้วัฒนธรรมและภูมิปัญญาในอดีต หรืออนุรักษ์พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ อาคารบ้านเรือนเก่าๆ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้และสร้างฟื้นฟูประเพณีพิธีกรรมที่ยังมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมขึ้นมาใหม่ ทั้งหลายแหล่เหล่านี้ถือได้ว่าเป็นการดึงคนในชุมชนโดยเฉพาะผู้ที่เป็นเยาวชนได้เกิดสำนึกร่วมและความภูมิใจในท้องถิ่นอันเป็นแผ่นดินเกิดขึ้น อีกทั้งเป็นกลไกในการบูรณาการให้คนที่เข้ามาอยู่ใหม่ในท้องถิ่นได้รับรู้และกลายเป็นคนในท้องถิ่นขึ้น
 

               

ในเรื่องนี้มูลนิธิฯ ได้เข้าไปมีส่วนร่วมเป็นอย่างมากในการให้คำปรึกษา แนะนำในทางจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น จนเกิดกระแสการสร้างพิพิธภัณฑ์ขึ้นแพร่หลายไปในที่ต่างๆ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา แต่พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นหลายแห่งที่เกิดขึ้นก็หาได้ประสบความสำเร็จเหมือนกันไม่ เพราะมีเป็นจำนวนมากที่เป็นที่แสดงศิลปวัตถุเพื่อความสวยงาม เพื่อความเก่าแก่ที่หาดูยากอะไรทำนองนั้น หาได้ให้ความหมายที่จะสื่อไปให้คนในท้องถิ่นเข้าใจไม่ เพราะมักเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดตั้งโดยคนนอกที่รับทุนจากราชการ จากมูลนิธิฯ และกองทุนเอกชนที่มุ่งให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวของชุมชนเพื่อให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยว ซึ่งสวนทางกับพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่เกิดจากกระบวนการเรียนรู้ของคนในเพื่อให้คนในชุมชนโดยเฉพาะเยาวชนได้รู้จักตัวเอง และมีความรู้ทางภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดกันมาช้านาน เพื่อการดำรงชีวิตรอดร่วมกัน
 

               

มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ สนับสนุนการจัดพิพิธภัณฑ์ที่มาจากความต้องการและความสำเร็จจากคนใน ด้วยการชักชวนและแนะนำให้คนในท้องถิ่นทั้งผู้รู้และเยาวชนได้สร้างประวัติศาสตร์สังคม วัฒนธรรมของท้องถิ่นขึ้นเพื่อเป็นผลงานวิจัยพื้นฐาน [Basic Research] เพื่อเป็นองค์ความรู้ที่จะนำไปกำหนดเรื่องราวและเลือกเฟ้นสิ่งของที่มีความหมายมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ เพราะความเป็นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นซึ่งเป็นเรื่องทางสังคมวัฒนธรรมที่คนนอกไม่สามารถทำได้ ต้องเป็นเรื่องของคนในเท่านั้น
 

               

องค์ความรู้ดังกล่าวนี้ได้เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในท้องถิ่นที่ยังมีความเป็นชุมชนอยู่ และคนในท้องถิ่นได้ใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างสำนึกร่วม สร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่มีความหมายและมีชีวิต แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือการใช้เป็นสิ่งต่อรองเชิงอำนาจในลักษณะประชาพิจารณ์ในยามที่ท้องถิ่นถูกคุกคามจากรัฐและนายทุนที่รุกล้ำเข้ามาแย่งพื้นที่ยึดครองและแย่งทรัพยากร ข้าพเจ้าเรียกการเคลื่อนไหวเพื่อการตอบโต้และการต่อรองอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจจากรัฐและจากทุนอันมาจากภายนอกนี้ว่า การโต้กลับของคนในท้องถิ่นด้วยพลังทางสังคมวัฒนธรรม [Countervailing Power] ซึ่งจะเป็นอำนาจทางสังคมในทางติชมและตรวจสอบ [Social Sanction]
 

               

ปัจจุบันบ้านเมืองและท้องถิ่นที่ยังมีรากเหง้าทางวัฒนธรรมเกือบแทบทุกภูมิภาคที่ถูกรุกรานและรุกล้ำจากภายนอกทั้งจากทางรัฐ ทางราชการ และกลุ่มทุนในทางเศรษฐกิจและการเมือง ได้มีการเคลื่อนไหวโต้กลับทางวัฒนธรรมเพื่อรักษาพื้นที่วัฒนธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ ในลักษณะที่เป็นการร่วมมือของผู้คนในภาคประชาสังคม [Civil Society] ที่มีลักษณะเป็นเครือข่าย มีการเรียนรู้ร่วมกัน และเข้าไปช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
 

               

ดังตัวอย่างเช่น การเคลื่อนไหวของประชาคมคนเมืองสกลนครที่ออกมาต่อต้านที่คณะสงฆ์ธรรมกายเข้ายึดครองถือกรรมสิทธิ์ในพื้นที่เกาะดอนสวรรค์ อันเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในตำนานที่คนหนองหารสกลนครถือว่าเป็นสมบัติร่วมของท้องถิ่นตามจารีต หาใช่กรรมสิทธิ์ของรัฐที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจในการออกเอกสารสิทธิ์ให้กลุ่มคนภายนอกเช่นคณะสงฆ์ธรรมกายไม่ การรณรงค์ต่อต้านครั้งนี้เป็นผลให้ผู้รุกรานจากภายนอกต้องหยุดยั้งและผู้ว่าราชการจังหวัดก็ยอมเลิกถอนคำสั่ง
 

               

หรือในย่านตลาดน้ำอัมพวา สมุทรสงคราม ที่มีนายทุนต่างถิ่นเข้ามากว้านซื้อที่บ้านเรือนและร้านค้าของผู้คนในชุมชนที่เคยอยู่กันมาช้านาน เพื่อก่อสร้างอาคารสูงทันสมัยให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อหารายได้และกำไรให้กับตนเองก็ได้รับการต่อต้านขับไล่ และไม่เห็นด้วยจากประชาคมคนแม่กลอง ที่ถือว่าพื้นที่ริมลำคลองและย่านตลาดเป็นพื้นที่วัฒนธรรมของคนแม่กลอง ก็ทำให้ผู้ที่เป็นนายทุนต้องเลิกราไปก่อนเหตุการณ์จะบานปลาย
 

               

หรือที่อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีนายกเทศมนตรีที่เป็นคนต่างถิ่นคบกับนักธุรกิจในอำเภอ ทำโครงการเปลี่ยนพื้นที่สาธารณะของเมืองที่อยู่หน้าวัดม่วยต่อซึ่งเป็นวัดมหาธาตุให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวในนามของญี่ปุ่นน้อย [Little Japan] เพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวและนักลงทุนเข้ามาลงทุน โดยที่พื้นที่ดังกล่าวเป็นลานวัฒนธรรมหรือลานคนเมืองที่คนเมืองขุนยวมใช้ในงานประเพณี พิธีกรรมและเป็นแหล่งหย่อนใจ จึงเกิดการต่อต้านขึ้นโดยการรวมตัวของคนเมืองที่นำเอาความรู้ในเรื่องความเป็นมาในชีวิตวัฒนธรรมที่เคยมีมาแต่อดีตในรูปประวัติศาสตร์ท้องถิ่นขึ้น ต่อต้านและต่อรองจนโครงการญี่ปุ่นน้อยต้องระงับไป และเปิดโอกาสให้คนเมืองเข้ามาร่วมดูแลและจัดการในส่วนของประชาคม
 

               

ตัวอย่างที่ยกมากล่าวนี้เป็นเรื่องของการที่ทั้งราชการ นายทุน และองค์การจากภายนอกอ้างสิทธิ์และอำนาจทางกฎหมายของรัฐเข้ามารุกล้ำพื้นที่ทางวัฒนธรรม อันเป็นมรดกและสมบัติร่วมโดยจารีตของคนท้องถิ่นทั้งสิ้น แต่ในขณะนี้ก็มีหลายท้องถิ่นที่มีความเป็นชุมชนที่ทั้งกลุ่มประชาคม ฝ่ายบริหาร เช่น นายกเทศมนตรี นายอำเภอ และฝ่ายเศรษฐกิจ เช่น สภาหอการค้าร่วมกันพัฒนาวัฒนธรรมเพื่อปกป้องการรุกล้ำทางเศรษฐกิจการเมืองจากภายนอกเพื่อรักษาพื้นที่วัฒนธรรมของท้องถิ่นและชุมชนไว้
 

               

เช่น ที่เมืองแม่สาย จังหวัดเชียงราย ที่อยู่ติดชายแดนประเทศเมียนมาที่ตำบลท่าขี้เหล็ก ได้มีการฟื้นฟูตำนานและความเชื่อเรื่องพระเจ้าพรหมมหาราชขึ้นมาเป็นผู้นำวัฒนธรรม แสดงอัตลักษณ์ของคนชาติไทใหญ่ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ใหญ่ในท้องถิ่น ประดิษฐานอยู่กลางลานหน้าที่ว่าการอำเภอแม่สายอันอยู่บริเวณใจกลางของเมือง มีศาลหลักเมืองและหอพระพุทธรูปตั้งอยู่ในบริเวณนั้นด้วย
 

               

พระเจ้าพรหมผู้สร้างเมืองเวียงพานคำซึ่งเป็นเมืองเก่าในเขตอำเภอแม่สายเป็นพระมหากษัตริย์ในตำนานโยนกนาคพันธุ์ ที่ประวัติศาสตร์ไทยสมัยหนึ่งเคยยกย่องว่าเป็นพระมหาราชองค์แรกของชาติไทย ทรงเป็นเชื้อสายของพระยาสิงหนวัติกุมารผู้นำชนชาติไทยเคลื่อนย้ายจากตอนใต้ของประเทศจีนมาสร้างบ้านแปงเมืองในแอ่งเชียงราย ทรงขับไล่พวกขอมที่เคยมีอำนาจในดินแดนมาก่อนและสร้างเมืองโยนกนาคพันธุ์ขึ้นเป็นเมืองหลวง ที่ต่อมาตัวเมืองเชียงแสนในประวัติศาสตร์ไทยรุ่นก่อนยกย่องว่าพระเจ้าพรหมกุมารทรงเป็นปฐมกษัตริย์ราชวงศ์เชียงราย ซึ่งเป็นต้นราชวงศ์ของพระเจ้าอู่ทองผู้สร้างพระนครศรีอยุธยา และขึ้นครองราชย์ในพระนามว่าสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ พระเจ้าพรหมกุมารจึงได้รับการยกย่องว่าทรงเป็นมหาราชองค์แรกของชาติไทยในสมัยแรกๆ ตามที่กล่าวมาแล้ว
 

               

แต่ในการรับรู้และการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมของกลุ่มคนชาติพันธุ์ไทยใหญ่ ซึ่งพระเจ้าพรหมกุมารคือผู้นำวัฒนธรรมของคนยวนหรือโยนกที่เข้ามาตั้งหลักแหล่งสร้างบ้านแปงเมืองในแอ่งเชียงราย โดยการเคลื่อนย้ายมาจากต้นน้ำสาละวินในเมียนมาตอนเหนือ ผ่านเขตอำเภอฝางมาตามลำแม่น้ำกกและเข้ามาตั้งรกรากอยู่ที่หนองหล่ม สร้างบ้านแปงเมืองขึ้นเป็นรัฐและอาณาจักร
 

               

คนยวนหรือโยนกนี้แท้จริงคือกลุ่มชาติพันธุ์ไทยใหญ่เคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งหลักแหล่งบนที่ราบลุ่มและรังสรรค์กับคนชาติพันธุ์ลัวะบนที่สูง ซึ่งมีพัฒนาการสร้างบ้านแปงเมือง และลงมาตั้งหลักแหล่งในที่ราบลุ่มเชียงรายในนามของคนชาติพันธุ์ลื้อ
 

               

คนลื้อมีผู้นำวัฒนธรรมในตำนานที่สำคัญคือ ปู่เจ้าลาวจก ลวจักราช ลาวเก้าแก้วมาเมือง และขุนเจือง ที่เป็นกษัตริย์ยิ่งใหญ่เสมอพระเจ้าพรหมกุมาร
 

               

เมืองแม่สายเดิมในตำนานเป็นเมืองที่สร้างโดยลวจักราชในนามหิรัญนครเงินยาง  แต่เมื่อกลุ่มคนยวนเข้ามาครอบครองในระยะหลังเปลี่ยนมาเป็นเมืองพวนคำของพระเจ้าพรหมมหาราชไป ปัจจุบันคนไทใหญ่เป็นชนกลุ่มใหญ่ที่อยู่ในเมืองนี้มานานหลายชั่วคนได้สร้างตำนานเมืองให้เป็นประวัติศาสตร์ถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังๆ ที่แม้จะมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์เข้ามาตั้งถิ่นฐานกลายเป็นคนแม่สาย ได้รับรู้เรื่อยมาทั้งในการถ่ายทอดจากการบอกเล่าและการร่วมกิจกรรมทางสังคมในด้านประเพณี พิธีกรรม ทั้งในพุทธศาสนาและการนับถือผีและอำนาจเหนือธรรมชาติ ทำให้เกิดชื่อบ้านนามเมืองและสถานที่ทั้งเก่าและใหม่ล้วนเกี่ยวข้องกับตำนานพระเจ้าพรหมกุมาร
 

               

ปัจจุบันเมื่อเมืองแม่สายหรืออำเภอแม่สายในขณะนี้ตั้งอยู่ติดชายแดนเมียนมา ได้กลายเป็นเมืองการค้าชายแดนที่มีการเติบโตขยายตัวของการค้าชายแดนที่ทั้งหลายชาติพันธุ์และทุนใหญ่นั้นทั้งในชาติและข้ามชาติเข้ามาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจในเมืองแม่สาย เกิดสถานการค้า สถานที่บริการ และแหล่งที่อยู่อาศัยของผู้คนร้อยพ่อพันแม่เกินกำลังที่โครงสร้างวัฒนธรรมและจารีตประเพณีจะบูรณาการให้คนที่เข้ามาใหม่กลายเป็นคนแม่สายและมีสำนึกในบ้านเกิดแผ่นดินเกิดได้
 

               

กลุ่มผู้อาวุโสที่มีทั้งผู้ที่เป็นครูบาอาจารย์ ข้าราชการ และนักธุรกิจ สภาหอการค้าซึ่งเป็นคนแม่สายร่วมกันรื้อฟื้นตำนานพระเจ้าพรหมกุมาร ที่โดดเด่นคือรูปปั้นของพระเจ้าพรหมในลักษณะประทับยืนออกศึกเป็นประธานอยู่ท่ามกลางพื้นที่ ซึ่งเป็นลานวัฒนธรรมของคนเมือง รูปปั้นของพระเจ้าพรหมมีลักษณะยกแท่นสูงแบบอนุสาวรีย์ที่เป็นสากล แต่เป็นอนุสาวรีย์ที่ศักดิ์สิทธิ์เพราะเป็นที่ผู้คนได้ไปกราบไหว้สักการะได้ตลอดเวลา แต่ที่สำคัญจะกำหนดวันเวลาในการประกอบพิธีกรรมฉลองในรอบปี ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นประเพณีสิบสองเดือนที่เกิดขึ้นใหม่ ทุกครั้งที่มีประเพณีพิธีกรรมเป็นงานฉลองสมโภชหรืองานประจำปี คนแม่สายจากถิ่นต่างๆ ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และทุกวัยจะพากันออกมาจัดขบวนแห่ไปสักการะรูปปั้นพระเจ้าพรหมร่วมกัน ไปยังลานวัฒนธรรมที่มีรูปปั้นผู้นำวัฒนธรรมเป็นประธาน มีงานฉลอง มีงานแสดงต่างๆ นานา รวมทั้งนำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของท้องถิ่นมาจำหน่ายโดยคนท้องถิ่น แต่ที่โดดเด่นก็คืออาหารพื้นเมืองแม่สายซึ่งเป็นอาหารแบบไทใหญ่ ได้แก่ ข้าวฟืมแบบต่างๆ เป็นต้น รวมทั้งบรรดาศิลปะลวดลายและสิ่งประดับต่างๆ ก็เป็นแบบที่สืบเนื่องมาจากวัฒนธรรมไทยใหญ่เกือบทั้งสิ้น สังคมไทยใหญ่เป็นสังคมที่มีลายลักษณ์ตัวอักษรเป็นสิ่งที่แสดงถึงการเป็นสังคมที่มีอารยธรรมมาแต่โบราณ
 

               

การเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับผู้นำวัฒนธรรมของคนเมืองแม่สายนั้นมีความหมายทั้งในด้านบูรณาการวัฒนธรรมให้คนที่อยู่แม่สายทั้งเก่าและใหม่ได้สังสรรค์กัน เกิดสำนึกร่วมถึงการเป็นคนเมืองเดียวกัน นับเป็นการตอกย้ำอัตลักษณ์และการมีอยู่ของพื้นที่วัฒนธรรม และแสดงการตอบโต้การรุกล้ำของพื้นที่เศรษฐกิจและการเมืองที่มาจากภายนอก ที่จะส่งผลไปถึงการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่จะเกิดผลประโยชน์แก่คนเมืองอันเป็นผลพลอยได้ที่ตามมา
 

               

การเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมในเรื่องผู้นำวัฒนธรรมนี้กำลังแพร่หลายไปในชุมชนท้องถิ่นอีกหลายแห่ง ในภาคเหนือของประเทศไทย เช่น ที่จังหวัดน่าน ฯลฯ นอกจากแม่สายแล้วก็ยังมีการเคลื่อนไหวในเรื่องการอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่วัฒนธรรมของเมืองเชียงของที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงให้เป็น “เมืองประวัติศาสตร์มีชีวิต” [Living Historic City] โดยภาคประชาสังคมเมืองเชียงของซึ่งทั้งข้าราชการ เช่น นายอำเภอและสภาหอการค้าซึ่งมีนักธุรกิจอันเป็นคนท้องถิ่นกำลังร่วมมือกันเพื่อป้องกันการรุกล้ำทางเศรษฐกิจ การเมืองที่จะมาจากคนจีนที่จะแห่กันมาทั้งเที่ยวและลงทุนที่เชียงของ และที่อื่นๆ ในลุ่มน้ำอิง
 

               

แต่การเคลื่อนไหวรายสุดท้ายในบทความนี้ก็คือ “การประกาศพื้นที่วัฒนธรรม” ของผู้คนในชุมชนกะเหรี่ยงบ้านห้วยหินลาดใน เขตอำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย  คนกะเหรี่ยงเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นชนชาติเช่นเดียวกับคนมอญที่เคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย อันเนื่องจากการรุกรานและกดขี่ของพม่าในสมัยกรุงเทพฯ ตอนต้น แต่ไม่ได้เข้ามาแบบลี้ภัย หากเข้ามาเป็นพลเมืองและเป็นทหารเป็นกำลังให้แก่ไทยในการสู้รบขับไล่กองทัพพม่าที่รุกรานไทยอย่างหนักแต่สมัยกรุงธนบุรีจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๑
 

               

ทั้งกะเหรี่ยงและมอญคือกำลังสำคัญที่ขับไล่กองทัพพม่าจนพ่ายแพ้และเข็ดหลาบไม่กล้าเข้ามาอีก ทั้งรัชกาลที่ ๑ และสมเด็จกรมพระราชวังบวรทรงปูนบำเหน็จให้แหล่งที่อยู่อาศัยเป็นชุมชน เป็นบ้านเมืองตามชายแดนด้านตะวันตกของประเทศ แต่งตั้งหัวหน้าคนกะเหรี่ยงและมอญให้เป็นขุนนาง เป็นเจ้าเมือง มีศักดิ์มีตระกูล คนกะเหรี่ยงคือคนที่รักสงบอยู่กับธรรมชาติ รักป่ารักเขาและถิ่นฐานอยู่กันด้วยเศรษฐกิจแบบยังชีพและพอเพียง นับถือทั้งผีและพุทธ ดังเห็นได้จากพระราชนิพนธ์ในพระมหากษัตริย์และพระนิพนธ์ของเจ้านายและขุนนางที่เสด็จประพาส และตามเสด็จประพาสป่าผ่านย่านที่อยู่อาศัยของคนกะเหรี่ยง
 

               

มาถึงสมัยรัฐบาลเชื้อชาตินิยมของจอมพล ป. พิบูลสงคราม และรัฐบาลประชาธิปไตยแบบทรราชย์ ล้วนมองคนกะเหรี่ยงว่าไม่ใช่คนไทยและเป็นพลเมืองอันดับสองหรือสาม มีการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานทำไร่เลื่อนลอย ตัดไม้ทำลายป่า ค้าของเถื่อน ไม่ให้ประโยชน์อันใดแก่ประเทศชาติ จึงเกิดการรุกล้ำถิ่นฐานของคนกะเหรี่ยงเข้าไปยึดครองที่ดินทำเกษตรกรรม อุตสาหกรรม สร้างพื้นที่อุตสาหกรรม จนคนกะเหรี่ยงที่อยู่กันเป็นชุมชนมาก่อนโดยโคตรเหง้าของนายทุนและข้าราชการที่บุกรุกจะเกิดการรุกล้ำแบบทำลายโดยคนเมือง ข้าราชการ และนายทุนจากส่วนกลางนี้ เช่น การบุกเข้าไปล่าสัตว์ในทุ่งใหญ่นเรศวร ตัดไม้ทำลายลายป่า รวมทั้งเกิดขบวนการค้าของเถื่อน ยาเสพติดเหล่านี้ ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองก็มักจะโทษว่าเป็นคนกะเหรี่ยงทั้งสิ้น
 

               

แต่คนกะเหรี่ยงก็ยังอยู่แบบรักสงบ มีขันติและสติปัญญา รวมทั้งต่อรองต่อต้านการรุกล้ำรังแกอย่างอหิงสา โดยสร้างเครือข่ายของคนกะเหรี่ยงกระจายกันอยู่ตามภาคต่างๆ ของประเทศ เช่น ทางภาคตะวันตกและภาคเหนือให้รักษาความเป็นคนกะเหรี่ยงที่รักป่าอยู่กับป่า ไม่ทำลายป่า สื่อสารให้บรรดาปัญญาชนทั้งหลายที่มีมนุษยธรรมได้รับรู้ และเผยแพร่สังคมและวัฒนธรรมกะเหรี่ยงให้รับรู้กันทั่วไป
 

               

ข้าพเจ้าเป็นคนหนึ่งที่รับรู้และเรียนรู้จักคนกะเหรี่ยง ทำให้ได้เห็นว่าคนกะเหรี่ยงล้วนเป็นมนุษย์ที่มีชุมชน มีวัฒนธรรมที่เข้มแข็งและมีปัญญาเหนือชุมชนชาติพันธุ์อื่นๆ ควรที่คนในสังคมเมืองในยุคโลกาภิวัตน์ที่กำลังอยู่ในภาวะวิบัติควรได้เรียนรู้ให้เกิดสติปัญญา โดยเฉพาะเยาวชนซึ่งกำลังจะเป็นพลเมืองคุณภาพต่ำที่สุดในประเทศกลุ่มอาเซียนในอนาคต ควรได้ไปเรียนรู้ถึงชีวิตความเป็นอยู่ของคนกะเหรี่ยงที่บ้านห้วยหินลาดใน ชุมชนที่กำลังสร้างวาทกรรมเรื่องไร่เลื่อนลอยที่ทางรัฐทรราชย์และทุนข้ามชาติกล่าวว่าเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมและทำให้โลกร้อนนั้น แท้จริงคือไร่หมุนเวียนที่เป็นอัตลักษณ์ของเศรษฐกิจแบบยังชีพและเพียงพอ หาใช่ไร่เลื่อนลอยแบบที่กล่าวหา ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นวาทกรรมของบรรดาข้าราชการและนายทุนที่ชั่วช้าหมายบุกรุกที่ป่าเขาทำไร่ถาวรเพื่อผลิตข้าวโพดให้กับโรงงานของบรรดานายทุนข้ามชาติ
 

               

ไร่หมุนเวียนอันเป็นอัตลักษณ์ของคนกะเหรี่ยงเป็นสิ่งที่อยู่ในพื้นที่ ซึ่งคนกะเหรี่ยงอยู่กันมานานกว่าร้อยปีหลายชั่วคนที่แลเห็นความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ และคนกับอำนาจเหนือธรรมชาติอย่างมีดุลยภาพ
 

               

เป็นพื้นที่ที่เรียกว่า “นิเวศวัฒนธรรม” นั่นเอง
 

 

คนกะเหรี่ยงบ้านห้วยหินลาดในกำลังประกาศสิทธิธรรมในการปกป้องแผ่นดินเกิดในนามของ “พื้นที่วัฒนธรรม” เพื่อตอบโต้  “เขตวัฒนธรรมพิเศษ” ที่ทางรัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงวัฒนธรรมที่กำหนดขึ้นมาโดยไม่รู้ว่าคืออะไร [What] ทำไม [Why] และจะทำอย่างไร จัดการได้อย่างไร [How] ให้เป็นรูปธรรมขึ้นมานอกจากประกาศออกมานานและก็เงียบไปจนทุกวันนี้

 


เปิดประเด็น>ทัศนะนอกรีต> : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉ.๙๗ (ม.ค.-มี.ค. ๒๕๕๖)

อัพเดทล่าสุด 28 ก.ค. 2559, 11:36 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.