หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
 
บทความ
“มิตรคาม” ย่านวัดเขมรและวัดญวนสามเสนชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ต้องถูกไล่รื้อ

"มิตรคาม" ย่านวัดเขมรและวัดญวนสามเสน ชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ต้องถูกไล่รื้อ  สืบเนื่องจากโครงการสร้างทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา การศึกษาผลกระทบด้านต่างๆ โดยเฉพาะ  "ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม" นั้นไม่มีปรากฎอย่างชัดเจน อาทิ เรื่องการกัดเซาะชายตลิ่ง การสร้างเขื่อนกั้นน้ำชายตลิ่ง และผลกระทบจากน้ำขึ้นลง หรือผลกระทบจากการสร้างเขื่อนสูงปิดกั้นน้ำท่วมไม่ให้เข้าสู่ชุมชนริมน้ำ ที่ได้เปลี่ยนรูปแบบชีวิตริมแม่น้ำไปจนหมดสิ้นในหลายชุมชนสำคัญตลอดเส้นทางแม่น้ำเจ้าพระยายังเป็นเรื่องที่ไม่ได้มีการศึกษาผลกระทบตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่เมื่อสามสี่ปีที่ผ่านมา จากการศึกษาเรื่อง "นิเวศวัฒนธรรม" มาอย่างยาวนานด้วยวิธีการทำความเข้าใจกับสภาพนิเวศตามธรรมชาติที่สัมพันธ์กับชีวิตของผู้คน สังคม ความเชื่ออย่างเป็นองค์รวม ทำให้กังวลถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและชีวิตวัฒนธรรมของผู้คนในสยามประเทศที่อยู่อาศัยโดยใช้พื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นสำคัญมานานหลายร้อยปี.

โดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ, จารุวรรณ ด้วงคำจันทร์ เรื่อง ภูวนาท เช้าวรรณโณ, สุรชาญ อุ่มลำยอง ภาพ
การเริ่มเป็นเมืองแบบตะวันตกตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕

ครั้นรัชกาลที่ ๕ ความเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการเลิกทาสและการให้กรรมสิทธิ์ที่ดินแก่คนทั่วไปที่ทำให้มีการซื้อขายกันได้ รวมถึงการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อกิจกรรมที่นอกเหนือไปจากการเป็นที่อยู่อาศัย จึงทำให้ทั้งเจ้านาย ขุนนาง ข้าราชการบรรดาที่ได้รับพระราชทานที่ดินให้สร้างวัง สร้างเคหาสน์ที่อยู่อาศัยที่มีอาณาบริเวณ มีการจัดการในการจัดการพื้นที่ในกรรมสิทธิ์ใหม่ บางราย ก็สร้างห้องแถวให้ในพื้นที่หน้าวังหรือเคหสถานให้นักธุรกิจและพ่อค้าเช่า บางรายก็ขายที่ขายบ้านให้กับคนรวยที่เป็นนักธุรกิจและผันตัวไปตั้งรกรากในที่อื่น 

โดย ศรีศักร วัลลิโภดม
“พระนคร๑๐๑” ครั้งที่ ๒ การขยายตัวพระนครและย่านการค้า (นางเลิ้ง)

“พระนคร๑๐๑” ครั้งที่ ๒ ในพื้นที่ย่านนางเลิ้ง ซึ่งมีความสำคัญในการขยายพระนครในช่วงสมัยรัชกาลที่ ๔-๕ ที่มีวังเจ้านายเกิดขึ้นมากมายในบริเวณรอบครองผดุงปรุงเกษม และความเป็นย่านการค้าที่สำคัญ รวมไปถึงเป็นแหล่งรวมศิลปวัฒนธรรมที่มีความหลากหลาย เนื่องจากมีผู้คนที่อพยพโยกย้ายเข้ามาอยู่หลายกลุ่ม

โดย จารุวรรณ ด้วงคำจันทร์
ความสัมพันธ์ของสำนักดนตรีบ้านบางลำพู บ้านตรอกบวรรังษี และตรอกพระยาเพชรป้อมมหากาฬ

พระยาเพ็ชรปาณี ริเริ่มลิเกทรงเครื่องกำลังดังข้างกำแพงป้อมมหากาฬ ปู่อุทัยชอบไปเที่ยวดูหาความรู้เพลงใหม่ๆ ของปี่พาทย์เมืองกรุงที่นั่น ทำให้รู้จักกับนักปี่พาทย์เจ้าถิ่นชื่อนายขำ เก่งทางตีเครื่องหนัง พูดคุยถูกคอแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกันบ่อยครั้งเรื่อยไปถึงร่วมวงก๊งเหล้ากับนักปี่พาทย์คนอื่นอีกยามแดดร่มลงตกพาให้รู้จักกับครูปี่พาทย์คนสำคัญต่อมาอีกหลายท่าน

ต่อมา ครูขำ นำเด็กชายทองต่อ บุตรชายมาฝากเรียนปี่พาทย์กับปู่อุทัย แต่เนื่องจากบ้านแพที่ท่าเตียนคับแคบและมีศิษย์มาต่อเพลงหลายคน ครูอุทัยจึงส่งต่อให้ครูปริกผู้น้องชายซึ่งมีฝีมือความรู้ไล่เรียงกันช่วยเป็นครูสอนแทนเรียนคู่กับครูพลบผู้บุตรของครูปริกเอง และมีส่วนทำให้ปู่อุทัยคิดขยับขยายที่อยู่ ย้ายขึ้นมาเช่าห้องแถวไม้ชั้นเดียวที่ถนนข้าวสารข้างบ้านพระยาอาทรฯ

โดย พจนา ดุริยพันธุ์
ความสับสนในที่มาของชื่อ “นางเลิ้ง”

จากคำบอกเล่าของย่าแห  แก้วหยก ชาวมอญค้าขายทางเรือแห่งบ้านศาลาแดงเหนือ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานีผู้ล่วงลับไปแล้วเล่าว่า ครอบครัวคนค้าขายทางเรือใช้เรือกระแชงลำใหญ่รับเอาสินค้าเครื่องปั้นดินเผาจากเกาะเกร็ดและบางส่วนจากราชบุรีขึ้นล่องไปขายในระหว่างพื้นที่ภาคกลาง ตั้งแต่ปากแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นไปจนถึงจังหวัดอุตรดิตถ์และพิษณุโลกของที่ขายส่วนใหญ่จะเป็นพวกเครื่องปั้นดินเผาและถ้วยชาม สินค้าอื่นๆ ก็มีปูนแดง เกลือ กะปิ น้ำปลา ปูเค็ม ปลาเค็ม เต้าเจี้ยว ไตปลา ของแห้งต่างๆ ที่ใช้ในครัวเรือน

โดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
 
คลิปวีดิโอ
งานเสวนาสาธารณะคนย่านเก่าเมืองกรุงเทพฯ ครั้งที่ ๙ เรื่อง "ฟื้นพลังยาไทย บำรุงชาติสาสนายาไทย"
โดย มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
งานเสวนาสาธารณะคนย่านเก่าเมืองกรุงเทพฯ ครั้งที่ ๘ เรื่อง "ตรอกเฟื่องทองและตรอกวิสูตร"..เมืองเก่ายังไม่ไร้ช่างทอง
โดย มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
งานเสวนาสาธารณะคนย่านเก่าเมืองกรุงเทพฯ ครั้งที่ ๗ เรื่อง "สำรวจลมหายใจ และการท่องเที่ยวบ้านบาตร"
โดย มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
งานเสวนาสาธารณะคนย่านเก่าเมืองกรุงเทพฯ ครั้งที่ ๖ เรื่อง "คนย่านเก่า ปัจจุบันและอนาคต รำพึง รำพัน..โดยคนบางลำพู"
โดย มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
งานเสวนาสาธารณะคนย่านเก่าเมืองกรุงเทพฯ ครั้งที่ ๕ เรื่อง "วัยรุ่นพระนคร เมื่อกึ่งศตวรรษ"
โดย มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
งานเสวนาสาธารณะคนย่านเก่าเมืองกรุงเทพฯ ครั้งที่ ๔ เรื่อง "ชุมชนมุสลิมร่วมสร้างพระนคร"
โดย มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
งานเสวนาสาธารณะคนย่านเก่าเมืองกรุงเทพฯ ครั้งที่ ๓ เรื่อง "ปิดฉากงานช่างชั้นครูตรอกบ้านพาน"
โดย มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
 
สัมภาษณ์คนย่านเก่า
ตลาดนางเลิ้งยังไม่ตาย

ผมเกิดที่นี่และบริเวณตรงนี้เป็นที่พักอาศัยเริ่มแรกเลย (ใกล้กับโรงหนังเฉลิมธานี) ตลาดนางเลิ้งแต่ก่อนเป็นชุมชนที่อยู่กลางใจเมือง ผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้โดยรอบก็จะมาจับจ่ายใช้สอยในตลาดนางเลิ้ง เพราะแต่ก่อนคมนาคมดี อาศัยว่ามีรถรางรอบเมืองก็เลยมาจับจ่ายใช้สอยหรือใกล้ๆ ก็จะเดินมา

ผมเกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๔ สมัยญี่ปุ่นบุกพอดี ตอนนี้อายุ ๗๔ ปีแล้ว ชีวิตเด็กๆ ก่อนไปโรงเรียนผมมีหน้าที่ตั้งเตากาแฟติดเตากาแฟหรือทำอะไรก่อนถึงจะไปทานข้าวไปเรียนคุณพ่อคุณแม่ขายกาแฟค้าขายเลย และส่วนหนึ่งชีวิตมันก็ผกผันว่าพ่อแม่ไม่มีเวลาเลี้ยงเรา ส่งเราไปอยู่แถวทุ่งมหาเมฆ ไปฝากเขาเลี้ยงคือค้าขายจนไม่มีเวลาดูแล ตลาดสมัยนั้นคึกคักมาก 

โดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
ชีวิตที่วัดโพธิ์และตลาดท่าเตียนของ "จุล อรุณวิจิตรเกษม"

ประวัติศาสตร์ท่าเตียน หลังๆ จะเลือนหายไปเราฟังมาคนละเรื่องกัน ไม่มีคนสนใจว่าเป็นมาอย่างไรจนตลาดเหลือตลาดเดียว ดีที่ชาวบ้านชาวตลาดขอไว้ทันไม่เช่นนั้นคงมีสภาพเดียวกับที่ดิโอลด์สยาม พลาซ่า... ท่าเรือท่าเตียนหายไปเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๐ กว่าๆ นี้เอง เพราะเมื่อก่อนอาศัยเรืออย่างเดียวเข้ามาค้าขาย ตรงนี้เหมือนกับเป็นตลาดขนส่ง ขายส่ง ขายปลีก ทุกตลาดต้องมาซื้อของจากท่าเตียน ปลาเค็มหรือไม่เค็มทุกอย่างต้องเอาจากที่นี่หมด

โดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
ฟัง "พจนา ดุริยพันธุ์" เล่าบ้านดนตรีดุริยประณีตแห่งบางลำพู

บ้านดนตรี “ดุริยประณีต” ตั้งอยู่ใกล้กับวัดสังเวชวิศยาราม เดิมหน้าบ้านเป็นลำคลองเก่ามาก่อนสร้างกรุงเทพฯ ภายหลังถูกถมทำเป็นถนนลำพู หรือ สามเสน ๑ ในปัจจุบัน  วัดบางลำพู (วัดสังเวชวิศยาราม) แต่เดิมหันหน้าวัดเข้าออกผ่านคลองเก่านี้ลงแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อขุดคลองเมืองหรือคลองบางลำพู-โอ่งอ่างขึ้นก็เปลี่ยนทิศกลับหลังหันหน้าวัดเข้าสู่คลองเมือง ทำให้ลำคลองเก่าดั้งเดิมตื้นเขินไปเพราะไม่ได้ใช้ประโยชน์ ทุกวันนี้บ้านดุริยประณีตก็ยังตั้งอยู่ที่เดิมจากเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว และยังคงสืบทอดและถ่ายทอดวิชาดนตรีไทยให้แก่เยาวชนและผู้สนใจดังปณิธานของบรรพบุรุษสืบทอดกันมา

โดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
"พินิจ สุทธิเนตร" กับงานต่อชีวิตวัฒนธรรม "บ้านนราศิลป์"

ย่านตรอกละครชาตรีที่อยู่ฝั่งใต้วัดแคริมถนนหลานหลวงทุกวันนี้ ยังคงมีกลุ่มบ้านละครและดนตรีหลายหลังและบางบ้านเป็นคณะผู้จัดโขนละครซึ่งยังมีกำลังทำงานตามแบบบรรพบุรุษในสภาพสังคมที่ไม่เหมือนเดิมก็ยังสู้อุตสาหะทำสืบต่อกัน

หากผ่านไปทางถนนหลานหลวง คงเห็นบ้านไม้งามริมถนนอยู่หนึ่งหลัง หน้าบ้านเขียนป้ายไว้ว่า “บ้านนราศิลป์” มีซุ้มต้นไม้สวยๆอยู่หน้าบ้านโดยเฉพาะซุ้มดอกพุดดูสดชื่น ร่มรื่นร่มเย็น ดูแตกต่างไปจากถนนด้านนอกที่มีแต่รถติดตลอดวัน

โดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
วันนี้ชีวิตที่เหลือเกินคุ้มแล้ว

หากใครยังไม่เคยเห็นกรุงเทพฯ ครั้งที่ยังมีเสน่ห์และชีวิตยังเนิบช้าเมื่อเกือบศตวรรษที่แล้ว ลองไปยืนริมถนนมหาไชยฝั่ง
วัดราชนัดดา แล้วเงยหน้าสูงๆ เพื่อมองไปที่ยอดกำแพงที่มีใบเสมาและหมู่ยอดไม้ใหญ่สูงลิ่วเป็นทิวแถวด้านหลังกำแพง หากเป็นยามเย็นลมจะพัดจนยอดไม้ใหญ่เอนไหวพลิ้วตามแรงลม ทำจิตสงบนิ่งสักพักก็คงระลึกชาติได้

บริเวณนี้อีกเช่นกัน พวกเราคนกรุงเทพฯ เกือบจะเป็นพยานให้เกิดการทำลายพื้นที่ชานพระนคร พื้นที่อยู่อาศัยและย่านประวัติศาสตร์สำคัญของคนกรุงเทพฯ ให้กลายเป็นสนามหญ้าเสียแล้ว และคงจะเรียกทุกอย่างให้กลับคืนไม่ได้ตลอดกาลกลายเป็นการต่อสู้ของชาวบ้านที่อยู่หลังกำแพงนั่นเอง พวกเขาช่วยกันเก็บพื้นที่สำคัญเหล่านี้ไว้ให้พวกเรา นับแต่พระราชกฤษฎีกาเวนคืน ตั้งแต่ ๒๕๓๕ ถึงวันนี้ก็ ๒๓ ปี รัฐท้องถิ่นผู้จัดการพื้นที่ยังไม่สามารถทำให้บริเวณริมน้ำตรงนี้กลายเป็นสนามหญ้า เป็นสวนสาธารณะเหมือนที่อื่นๆ ตามแนวทางการออกแบบของคณะกรรมการเกาะรัตนโกสินทร์ได้พวกเราก็เลยยังคงได้เห็นภาพและชื่นชมชีวิตและสภาพเป็นพระนครแบบเดิมๆ ของเราจากบริเวณส่วนที่ถูกเรียกว่า “ชุมชนป้อมมหากาฬ” 

โดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ : ภาพและเรื่อง
 
สารพันคนย่านเก่า
ตรอกใต้อีกครั้งหนึ่ง

หลังจากไปวัดญวนมารอบหนึ่งแล้ว และกลับไปทบทวนงานของอาจารย์อคิน (ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์) ที่นำมาเขียนย่อๆ แบบหลายชีวิต ถึงชีวิตคนตรอกใต้กลุ่มหนึ่งที่เป็นตัวแทนของผู้คนในตรอกดั่งนวนิยาย หลังจากเดินเข้าไปทางตรอกที่เคยเป็นคลองลำปัก แนวบ้านบุกรุกอยู่บนคลอง ใต้บ้านก็เป็นน้ำครำ แต่เดี๋ยวนี้ถมขึ้นมาๆ น้ำเฉอะแฉะค่อยๆ หายไปบ้าง ครั้งที่แล้วไปคุยกับพี่ประธานชุมชน ฝั่งชุมชนแออัดตรอกทางเหนือวัด แต่คราวนี้ได้คุยกับ "พี่ใหญ่" ที่เป็นตัวจริงเสียยิ่งกว่าผู้นำทางการของวัดญวน สะพานขาว

โดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
รู้จักบ้านบาตรให้มากกว่าที่เคยรู้จัก

ดังที่ทราบกันดีว่า หมู่บ้านรอบพระนครและภายในพระนคร หากไม่ใช่บ้านเรือนของขุนนางและครอบครัวที่รับราชการขึ้นต่อวังและมูลนายต่างๆ ก็จะเป็นกลุ่มคนจีนที่เข้ามาทำการค้าอาศัยอยู่ตามตึกห้องแถวต่างๆ หรือย่านตลาดในกลุ่มย่านสำเพ็งและถนนเยาวราชและอื่นๆ 

โดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
"อีกฝั่งหนึ่งของถนนพะเนียง" (๑)

จากตลาดนางเลิ้ง ลัดเลาะออกไปทางตรอกข้างโรงหนังเฉลิมธานี หรือจะเดินอ้อมไปทางถนนศุภมิตรด้านหลัง แล้วเดินริมถนนมาเรื่อยๆ จนออกถนนหลานหลวงก็ได้ เดินตัดเข้าไปที่วัดแค หรือวัดสุนทรธรรมทานก็ได้ เหนือถนนพะเนียงขึ้นมาคือแนวเขตของวัดแค (นางเลิ้ง) และมีอีกวัดแคหนึ่งที่อยู่ด้านนอกคลองเมืองด้านนอก (ผดุงกรุงเกษม) คือวัดแคนอกที่คงตั้งขึ้นมาไร่เรี่ยกัน แถบนี้น่าจะเป็นย่านถนนสนามควายตามเอกสารสารบาญชีของกรมไปรษณีย์ยุคแรก (จศ.๑๒๔๕ =พ.ศ.๒๔๒๖) ก่อนที่จะมีการตัดถนนนครสวรรค์ หรือถนนพฤฒิบาศ (สร้าง พ.ศ.๒๔๔๒) พ.ศ. ถนนหลานหลวง บริเวณนี้ในแผนที่ราว พ.ศ.๒๔๔๐ เรียกว่าถนนนครสวรรค์แล้ว (ส่วนถนนราชดำเนินสร้าง พ.ศ. ๒๔๔๒, ก่อนตัดถนนราชดำเนินผ่านเห็นวัดปรินายกพื้นที่กว้างขวางมาก) และเป็นถนนจากประตูพฤฒิบาศไปจรดยังคลองผดุงกรุงเกษม ใกล้วัดโสมนัสฯ

โดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
"งานตรอกใต้ ของอาจารย์อคิน (ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์)"

"งานตรอกใต้ ของอาจารย์อคิน (ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์)" เป็นการศึกษาชุมชนแออัดหรือสลัมเป็นวิทยานิพนธ์ทางมานุษยวิทยาปริญญาเอก ราว พ.ศ.๒๕๑๑ - ๒๕๑๒ หลังจากตรอกใต้ถูกไฟไหม้ ก็กลายเป็นกรณีพิพาทระหว่างวัดญวน สะพานขาว (วัดสมนาณัมบริหาร) ที่อ้างอิงเรื่องการรับพระราชทานที่ดินในรัศมีของแนวคลองหรือคูน้ำล้อมรอบกับที่ภายนอก ตรอกใต้อยู่บนคูน้ำที่ตื้นเขินพอดี เดี๋ยวนี้กลายเป็นที่วัด ปลูกตึกแถวให้เช่า ส่วนด้านหน้าติดถนนก็เป็นที่ทรัพย์สินไป คงแบ่งกันลงตัวคราวนั้น

โดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
โบฮีเมียนกับเรือเครื่องเทศ

มีนัดคุยกับลูกหลานมูซา บาฟาเดน ผู้มีเชื้อสายอาหรับ เกิดที่เมืองปันติยานะห์ ที่อยู่ทางใต้ของเกาะบอร์เนียว เป็นพ่อค้าทางเรือ เดินทางค้าขายระหว่าง สยาม มาลายู และอินโดนีเซีย แล้วตัดสินใจขึ้นฝั่งตั้งถิ่นฐานถาวร ยังริมชายฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ทางทิศตะวันออกซึ่งมีชื่อเรียกในสมัยนั้นว่า “หมู่บ้านต้นสำโรง” เมื่อราวๆ พ.ศ. ๒๓๘๐ ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของศุลกสถานหรือโรงภาษีที่สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๓ และชุมชนมุสลิมรวมทั้งบาแลหรือสุเหร่าก็ย้ายเข้ามาด้านใน บริเวณที่เป็นชุมชนรอบมัสยิดฮารูณติดกับวัดม่วงแค อาคารเก่าและตำรวจน้ำยังคงใช้พักอาศัยอยู่อย่างไม่ได้ไปไหนสักที

โดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
 
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.