หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
 
บทความ
การเริ่มเป็นเมืองแบบตะวันตกตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕

ครั้นรัชกาลที่ ๕ ความเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการเลิกทาสและการให้กรรมสิทธิ์ที่ดินแก่คนทั่วไปที่ทำให้มีการซื้อขายกันได้ รวมถึงการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อกิจกรรมที่นอกเหนือไปจากการเป็นที่อยู่อาศัย จึงทำให้ทั้งเจ้านาย ขุนนาง ข้าราชการบรรดาที่ได้รับพระราชทานที่ดินให้สร้างวัง สร้างเคหาสน์ที่อยู่อาศัยที่มีอาณาบริเวณ มีการจัดการในการจัดการพื้นที่ในกรรมสิทธิ์ใหม่ บางราย ก็สร้างห้องแถวให้ในพื้นที่หน้าวังหรือเคหสถานให้นักธุรกิจและพ่อค้าเช่า บางรายก็ขายที่ขายบ้านให้กับคนรวยที่เป็นนักธุรกิจและผันตัวไปตั้งรกรากในที่อื่น 

โดย ศรีศักร วัลลิโภดม
“พระนคร๑๐๑” ครั้งที่ ๒ การขยายตัวพระนครและย่านการค้า (นางเลิ้ง)

“พระนคร๑๐๑” ครั้งที่ ๒ ในพื้นที่ย่านนางเลิ้ง ซึ่งมีความสำคัญในการขยายพระนครในช่วงสมัยรัชกาลที่ ๔-๕ ที่มีวังเจ้านายเกิดขึ้นมากมายในบริเวณรอบครองผดุงปรุงเกษม และความเป็นย่านการค้าที่สำคัญ รวมไปถึงเป็นแหล่งรวมศิลปวัฒนธรรมที่มีความหลากหลาย เนื่องจากมีผู้คนที่อพยพโยกย้ายเข้ามาอยู่หลายกลุ่ม

โดย จารุวรรณ ด้วงคำจันทร์
ความสัมพันธ์ของสำนักดนตรีบ้านบางลำพู บ้านตรอกบวรรังษี และตรอกพระยาเพชรป้อมมหากาฬ

พระยาเพ็ชรปาณี ริเริ่มลิเกทรงเครื่องกำลังดังข้างกำแพงป้อมมหากาฬ ปู่อุทัยชอบไปเที่ยวดูหาความรู้เพลงใหม่ๆ ของปี่พาทย์เมืองกรุงที่นั่น ทำให้รู้จักกับนักปี่พาทย์เจ้าถิ่นชื่อนายขำ เก่งทางตีเครื่องหนัง พูดคุยถูกคอแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกันบ่อยครั้งเรื่อยไปถึงร่วมวงก๊งเหล้ากับนักปี่พาทย์คนอื่นอีกยามแดดร่มลงตกพาให้รู้จักกับครูปี่พาทย์คนสำคัญต่อมาอีกหลายท่าน

ต่อมา ครูขำ นำเด็กชายทองต่อ บุตรชายมาฝากเรียนปี่พาทย์กับปู่อุทัย แต่เนื่องจากบ้านแพที่ท่าเตียนคับแคบและมีศิษย์มาต่อเพลงหลายคน ครูอุทัยจึงส่งต่อให้ครูปริกผู้น้องชายซึ่งมีฝีมือความรู้ไล่เรียงกันช่วยเป็นครูสอนแทนเรียนคู่กับครูพลบผู้บุตรของครูปริกเอง และมีส่วนทำให้ปู่อุทัยคิดขยับขยายที่อยู่ ย้ายขึ้นมาเช่าห้องแถวไม้ชั้นเดียวที่ถนนข้าวสารข้างบ้านพระยาอาทรฯ

โดย พจนา ดุริยพันธุ์
“มิตรคาม” ย่านวัดเขมรและวัดญวนสามเสนชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ต้องถูกไล่รื้อ

"มิตรคาม" ย่านวัดเขมรและวัดญวนสามเสน ชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ต้องถูกไล่รื้อ  สืบเนื่องจากโครงการสร้างทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา การศึกษาผลกระทบด้านต่างๆ โดยเฉพาะ  "ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม" นั้นไม่มีปรากฎอย่างชัดเจน อาทิ เรื่องการกัดเซาะชายตลิ่ง การสร้างเขื่อนกั้นน้ำชายตลิ่ง และผลกระทบจากน้ำขึ้นลง หรือผลกระทบจากการสร้างเขื่อนสูงปิดกั้นน้ำท่วมไม่ให้เข้าสู่ชุมชนริมน้ำ ที่ได้เปลี่ยนรูปแบบชีวิตริมแม่น้ำไปจนหมดสิ้นในหลายชุมชนสำคัญตลอดเส้นทางแม่น้ำเจ้าพระยายังเป็นเรื่องที่ไม่ได้มีการศึกษาผลกระทบตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่เมื่อสามสี่ปีที่ผ่านมา จากการศึกษาเรื่อง "นิเวศวัฒนธรรม" มาอย่างยาวนานด้วยวิธีการทำความเข้าใจกับสภาพนิเวศตามธรรมชาติที่สัมพันธ์กับชีวิตของผู้คน สังคม ความเชื่ออย่างเป็นองค์รวม ทำให้กังวลถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและชีวิตวัฒนธรรมของผู้คนในสยามประเทศที่อยู่อาศัยโดยใช้พื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นสำคัญมานานหลายร้อยปี.

โดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ, จารุวรรณ ด้วงคำจันทร์ เรื่อง ภูวนาท เช้าวรรณโณ, สุรชาญ อุ่มลำยอง ภาพ
ความสับสนในที่มาของชื่อ “นางเลิ้ง”

จากคำบอกเล่าของย่าแห  แก้วหยก ชาวมอญค้าขายทางเรือแห่งบ้านศาลาแดงเหนือ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานีผู้ล่วงลับไปแล้วเล่าว่า ครอบครัวคนค้าขายทางเรือใช้เรือกระแชงลำใหญ่รับเอาสินค้าเครื่องปั้นดินเผาจากเกาะเกร็ดและบางส่วนจากราชบุรีขึ้นล่องไปขายในระหว่างพื้นที่ภาคกลาง ตั้งแต่ปากแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นไปจนถึงจังหวัดอุตรดิตถ์และพิษณุโลกของที่ขายส่วนใหญ่จะเป็นพวกเครื่องปั้นดินเผาและถ้วยชาม สินค้าอื่นๆ ก็มีปูนแดง เกลือ กะปิ น้ำปลา ปูเค็ม ปลาเค็ม เต้าเจี้ยว ไตปลา ของแห้งต่างๆ ที่ใช้ในครัวเรือน

โดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
 
คลิปวีดิโอ
งานเสวนาสาธารณะคนย่านเก่าเมืองกรุงเทพฯ ครั้งที่ ๙ เรื่อง "ฟื้นพลังยาไทย บำรุงชาติสาสนายาไทย"
โดย มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
งานเสวนาสาธารณะคนย่านเก่าเมืองกรุงเทพฯ ครั้งที่ ๘ เรื่อง "ตรอกเฟื่องทองและตรอกวิสูตร"..เมืองเก่ายังไม่ไร้ช่างทอง
โดย มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
งานเสวนาสาธารณะคนย่านเก่าเมืองกรุงเทพฯ ครั้งที่ ๗ เรื่อง "สำรวจลมหายใจ และการท่องเที่ยวบ้านบาตร"
โดย มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
งานเสวนาสาธารณะคนย่านเก่าเมืองกรุงเทพฯ ครั้งที่ ๖ เรื่อง "คนย่านเก่า ปัจจุบันและอนาคต รำพึง รำพัน..โดยคนบางลำพู"
โดย มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
งานเสวนาสาธารณะคนย่านเก่าเมืองกรุงเทพฯ ครั้งที่ ๕ เรื่อง "วัยรุ่นพระนคร เมื่อกึ่งศตวรรษ"
โดย มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
งานเสวนาสาธารณะคนย่านเก่าเมืองกรุงเทพฯ ครั้งที่ ๔ เรื่อง "ชุมชนมุสลิมร่วมสร้างพระนคร"
โดย มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
งานเสวนาสาธารณะคนย่านเก่าเมืองกรุงเทพฯ ครั้งที่ ๓ เรื่อง "ปิดฉากงานช่างชั้นครูตรอกบ้านพาน"
โดย มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์
 
สัมภาษณ์คนย่านเก่า
ตลาดนางเลิ้งยังไม่ตาย

ผมเกิดที่นี่และบริเวณตรงนี้เป็นที่พักอาศัยเริ่มแรกเลย (ใกล้กับโรงหนังเฉลิมธานี) ตลาดนางเลิ้งแต่ก่อนเป็นชุมชนที่อยู่กลางใจเมือง ผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้โดยรอบก็จะมาจับจ่ายใช้สอยในตลาดนางเลิ้ง เพราะแต่ก่อนคมนาคมดี อาศัยว่ามีรถรางรอบเมืองก็เลยมาจับจ่ายใช้สอยหรือใกล้ๆ ก็จะเดินมา

ผมเกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๔ สมัยญี่ปุ่นบุกพอดี ตอนนี้อายุ ๗๔ ปีแล้ว ชีวิตเด็กๆ ก่อนไปโรงเรียนผมมีหน้าที่ตั้งเตากาแฟติดเตากาแฟหรือทำอะไรก่อนถึงจะไปทานข้าวไปเรียนคุณพ่อคุณแม่ขายกาแฟค้าขายเลย และส่วนหนึ่งชีวิตมันก็ผกผันว่าพ่อแม่ไม่มีเวลาเลี้ยงเรา ส่งเราไปอยู่แถวทุ่งมหาเมฆ ไปฝากเขาเลี้ยงคือค้าขายจนไม่มีเวลาดูแล ตลาดสมัยนั้นคึกคักมาก 

โดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
ชีวิตที่วัดโพธิ์และตลาดท่าเตียนของ "จุล อรุณวิจิตรเกษม"

ประวัติศาสตร์ท่าเตียน หลังๆ จะเลือนหายไปเราฟังมาคนละเรื่องกัน ไม่มีคนสนใจว่าเป็นมาอย่างไรจนตลาดเหลือตลาดเดียว ดีที่ชาวบ้านชาวตลาดขอไว้ทันไม่เช่นนั้นคงมีสภาพเดียวกับที่ดิโอลด์สยาม พลาซ่า... ท่าเรือท่าเตียนหายไปเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๐ กว่าๆ นี้เอง เพราะเมื่อก่อนอาศัยเรืออย่างเดียวเข้ามาค้าขาย ตรงนี้เหมือนกับเป็นตลาดขนส่ง ขายส่ง ขายปลีก ทุกตลาดต้องมาซื้อของจากท่าเตียน ปลาเค็มหรือไม่เค็มทุกอย่างต้องเอาจากที่นี่หมด

โดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
ฟัง "พจนา ดุริยพันธุ์" เล่าบ้านดนตรีดุริยประณีตแห่งบางลำพู

บ้านดนตรี “ดุริยประณีต” ตั้งอยู่ใกล้กับวัดสังเวชวิศยาราม เดิมหน้าบ้านเป็นลำคลองเก่ามาก่อนสร้างกรุงเทพฯ ภายหลังถูกถมทำเป็นถนนลำพู หรือ สามเสน ๑ ในปัจจุบัน  วัดบางลำพู (วัดสังเวชวิศยาราม) แต่เดิมหันหน้าวัดเข้าออกผ่านคลองเก่านี้ลงแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อขุดคลองเมืองหรือคลองบางลำพู-โอ่งอ่างขึ้นก็เปลี่ยนทิศกลับหลังหันหน้าวัดเข้าสู่คลองเมือง ทำให้ลำคลองเก่าดั้งเดิมตื้นเขินไปเพราะไม่ได้ใช้ประโยชน์ ทุกวันนี้บ้านดุริยประณีตก็ยังตั้งอยู่ที่เดิมจากเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว และยังคงสืบทอดและถ่ายทอดวิชาดนตรีไทยให้แก่เยาวชนและผู้สนใจดังปณิธานของบรรพบุรุษสืบทอดกันมา

โดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
"พินิจ สุทธิเนตร" กับงานต่อชีวิตวัฒนธรรม "บ้านนราศิลป์"

ย่านตรอกละครชาตรีที่อยู่ฝั่งใต้วัดแคริมถนนหลานหลวงทุกวันนี้ ยังคงมีกลุ่มบ้านละครและดนตรีหลายหลังและบางบ้านเป็นคณะผู้จัดโขนละครซึ่งยังมีกำลังทำงานตามแบบบรรพบุรุษในสภาพสังคมที่ไม่เหมือนเดิมก็ยังสู้อุตสาหะทำสืบต่อกัน

หากผ่านไปทางถนนหลานหลวง คงเห็นบ้านไม้งามริมถนนอยู่หนึ่งหลัง หน้าบ้านเขียนป้ายไว้ว่า “บ้านนราศิลป์” มีซุ้มต้นไม้สวยๆอยู่หน้าบ้านโดยเฉพาะซุ้มดอกพุดดูสดชื่น ร่มรื่นร่มเย็น ดูแตกต่างไปจากถนนด้านนอกที่มีแต่รถติดตลอดวัน

โดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
วันนี้ชีวิตที่เหลือเกินคุ้มแล้ว

หากใครยังไม่เคยเห็นกรุงเทพฯ ครั้งที่ยังมีเสน่ห์และชีวิตยังเนิบช้าเมื่อเกือบศตวรรษที่แล้ว ลองไปยืนริมถนนมหาไชยฝั่ง
วัดราชนัดดา แล้วเงยหน้าสูงๆ เพื่อมองไปที่ยอดกำแพงที่มีใบเสมาและหมู่ยอดไม้ใหญ่สูงลิ่วเป็นทิวแถวด้านหลังกำแพง หากเป็นยามเย็นลมจะพัดจนยอดไม้ใหญ่เอนไหวพลิ้วตามแรงลม ทำจิตสงบนิ่งสักพักก็คงระลึกชาติได้

บริเวณนี้อีกเช่นกัน พวกเราคนกรุงเทพฯ เกือบจะเป็นพยานให้เกิดการทำลายพื้นที่ชานพระนคร พื้นที่อยู่อาศัยและย่านประวัติศาสตร์สำคัญของคนกรุงเทพฯ ให้กลายเป็นสนามหญ้าเสียแล้ว และคงจะเรียกทุกอย่างให้กลับคืนไม่ได้ตลอดกาลกลายเป็นการต่อสู้ของชาวบ้านที่อยู่หลังกำแพงนั่นเอง พวกเขาช่วยกันเก็บพื้นที่สำคัญเหล่านี้ไว้ให้พวกเรา นับแต่พระราชกฤษฎีกาเวนคืน ตั้งแต่ ๒๕๓๕ ถึงวันนี้ก็ ๒๓ ปี รัฐท้องถิ่นผู้จัดการพื้นที่ยังไม่สามารถทำให้บริเวณริมน้ำตรงนี้กลายเป็นสนามหญ้า เป็นสวนสาธารณะเหมือนที่อื่นๆ ตามแนวทางการออกแบบของคณะกรรมการเกาะรัตนโกสินทร์ได้พวกเราก็เลยยังคงได้เห็นภาพและชื่นชมชีวิตและสภาพเป็นพระนครแบบเดิมๆ ของเราจากบริเวณส่วนที่ถูกเรียกว่า “ชุมชนป้อมมหากาฬ” 

โดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ : ภาพและเรื่อง
 
สารพันคนย่านเก่า
ร่อนทอง / เล่นแร่แปรธาตุ ที่คลองวัดราชนัดดา

โคลงบทแรกอันโด่งดังในนิราศสุพรรณของสุนทรภู่ที่อ่านเมื่อใดก็ได้บรรยากาศย่ำรุ่งอันฉ่ำชื่น ดาวดาดฟ้าและลมหนาว

เดือนช่วงดวงเด่นฟ้า         ดาดาว

จรูญจรัดรัศมีพราว            พร่างพร้อย

ยามดึกนึกหนาวหนาว       เขนยแนบ  แอบเอย

เย็นฉ่ำน้ำค้างย้อย            เยือกฟ้าพาหนาวฯ

โดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
คนเชื้อจีนที่ตลาดนางเลิ้ง

ตลาดนางเลิ้งเป็นโครงสร้างรูปแบบใหม่ที่ตั้งใจจะให้เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจการค้าใหม่ในแถบชุมชนดั้งเดิมที่กำลังขยายตัวของความเป็นเมืองจากเขตศูนย์กลางภายในพระนคร อันเป็นเมืองหลวงของประเทศในระยะนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริให้สร้างแหล่งการค้าแบบตลาดตึกแห่งใหม่ นอกเหนือไปจากย้านการค้าเดิมๆ แถบสำเพ็ง พาหุรัด เยาวราช หรือ บางลำพู ฯลฯ เป็นตลาดทางบกที่รองรับการตัดถนนและสร้างความเจริญแบบอย่างตลาดการค้าบนบกดังในต่างประเทศบางแห่งที่พระองค์เสด็จประพาสเป็นต้นเค้า

โดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
พร พิษณุ รุ่นใหญ่หลังวัดราชนัดดา

น้าเชษฐ์ หรือ พิเชษฐ์ ปัทมินทร เพิ่งร้างตำแหน่งหน้าที่จาก สก. เขตพระนครไปหลังถึงยุคของ คสช. แต่ก่อนหน้านั้น น้าเชษฐ์เกษียณราชการในยศนายร้อยหน้าที่สารวัตรทหาร และอาสาไปอยู่บันนังสตาและธารโตมาก่อนหน้านั้น

 

น้าเชษฐ์ตัวสูงใหญ่เหมือนทหารทั่วไป ยังแข็งแรงในวัย ๖๖ ปี และมีร่องรอยว่า 'หล่อ' เหมือนกัน

โดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
"อีกฝั่งหนึ่งของถนนพะเนียง" (๒)

ย่านตรอกหรือบ้านละครชาตรีที่อยู่ฝั่งใต้วัดแคริมถนนหลานหลวงทุกวันนี้ มีเป็นกลุ่มอยู่หลายบ้านที่ยังคงมีแรง มีกำลังทำงานตามแบบบรรพบุรุษในสภาพสังคมที่ไม่เหมือนเดิมและเต็มไปด้วยความยากลำบาก ก็ยังสู้อุตสาหะทำสืบต่อกัน

พี่ปูและพี่อ๋อยจากบ้านนราศิลป์ เป็นทายาทสืบต่อคณะโต้โผโขนละครรุ่นปัจจุบัน คนขับรถผ่านไปมา (เราก็ขับรถผ่านหน้าบ้านพี่เขาทุกวันเหมือนกัน) คงจะเห็นหน้าบ้านเขียนป้ายไว้ว่าบ้านนราศิลป์ มีซุ้มต้นไม้สวยๆอยู่หน้าบ้าน ร่มรื่นร่มเย็น โดยเฉพาะซุ้มดอกพุด

โดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
 
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.